<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หญ้าปักกิ่ง หญ้าเทวดา สมุนไพรบำบัดรักษาโรคเสื่อมของร่างกาย &#187; เล่งจือเฉ้า</title>
	<atom:link href="http://www.jatuka.com/tag/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%89%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.jatuka.com</link>
	<description>หญ้าปักกิ่ง หรือหญ้าเทวดา เป็นสมุนไพร รับประทานเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย รักษาโรคเสื่อม มะเร็ง เบาหวาน ความดัน หัวใจ</description>
	<lastBuildDate>Sat, 03 Dec 2011 15:01:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3</generator>
		<item>
		<title>สรรพคุณหญ้าปักกิ่ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Sep 2011 07:23:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[รักษามะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพรบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[เล่งจือเฉ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=354</guid>
		<description><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง สมุนไพรบำบัด รักษาโรค (เล่งจือเฉ้า) Murdannia LoriFormis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy Commelinaceae ลักษณะของหญ้าปักกิ่ง หญ้า ปักกิ่ง เป็นไม้ล้มลุก สูงราว 10-30 ซ.ม. ใบเดี่ยว หนาเรียวคล้ายใบไผ่ ฉ่ำน้ำดอกเล็ก ๆ ออกที่ปลายต้น สีบานเย็น กลีบขาวแกมม่วง หญ้าปักกิ่งมีกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ แถบสิบสองปันนา การขยายพันธุ์หญ้าปักกิ่งโดยการแยกหน่อ หรือเมล็ด หากจะนำมาปลูก ควรปลูกหญ้าปักกิ่งกับดินร่วนปนทราย และวางไว้ในที่ๆ มีแดดรำไร สรรพคุณของหญ้าปักกิ่ง หญ้า ปักกิ่ง เป็นสมุนไพรรักษาโรคครอบจักรวาล ชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว ใช้บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลย์ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน Activate Cells หญ้า ปักกิ่งรักษามะเร็งได้ในระดับหนึ่ง เช่น ในตับ ลำคอ มดลูก กระเพาะอาหาร ลำไส้ ต่อมน้ำเหลือง เม็ดโลหิต (ลูคีเมีย) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>หญ้าปักกิ่ง สมุนไพรบำบัด รักษาโรค (เล่งจือเฉ้า) Murdannia LoriFormis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy Commelinaceae</h2>
<h3>ลักษณะของหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p>หญ้า ปักกิ่ง เป็นไม้ล้มลุก สูงราว 10-30 ซ.ม. ใบเดี่ยว หนาเรียวคล้ายใบไผ่ ฉ่ำน้ำดอกเล็ก ๆ ออกที่ปลายต้น สีบานเย็น กลีบขาวแกมม่วง</p>
<p>หญ้าปักกิ่งมีกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ แถบสิบสองปันนา การขยายพันธุ์หญ้าปักกิ่งโดยการแยกหน่อ หรือเมล็ด หากจะนำมาปลูก ควรปลูกหญ้าปักกิ่งกับดินร่วนปนทราย และวางไว้ในที่ๆ มีแดดรำไร</p>
<h3>สรรพคุณของหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p>หญ้า ปักกิ่ง เป็นสมุนไพรรักษาโรคครอบจักรวาล ชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว</p>
<p>ใช้บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลย์ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน Activate Cells หญ้า ปักกิ่งรักษามะเร็งได้ในระดับหนึ่ง เช่น ในตับ ลำคอ มดลูก กระเพาะอาหาร ลำไส้</p>
<p>ต่อมน้ำเหลือง เม็ดโลหิต (ลูคีเมีย) รักษาไทรอยด์ ไตอักเสบ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจ แก้ไอ ระงับปวด บำรุงหัวใจ</p>
<p>ไมเกรน ภูมิแพ้ ทำให้น้ำเหลืองแห้ง สามารถนำหญ้าปักกิ่งมาตำ แล้วพอกรักษาแผลต่างๆ เช่นงูสวัด เริม แผลเบาหวาน อีกทั้งยังช่วยระบบขับถ่ายดีมาก ฯลฯ (มีฮอร์โมน ,</p>
<p>เกลือแร่ , ไม่เป็นพิษระยะสั้น – ระยะยาว)</p>
<h3>วิธีรับประทานหญ้าปักกิ่ง</h3>
<ul>
<li><strong>สูตรการทำที่เป็นที่นิยม :</strong> นำหญ้าปักกิ่ง 1 กิโลกรัม ล้างให้สะอาดทั้งต้น ใบ ราก และดอก (ถ้ามี) ใช้น้ำสุกเย็นแล้ว 3 ขวดแม่โขงกลม ปั่นด้วยเครื่องปั่น (Blender) คั้นหญ้าปักกิ่งด้วยผ้าขาวบางสะอาด เอาแต่น้ำสีเขียวเข้มและฟอง กรอกใส่ขวด ปิดฝาให้แน่น เก็บเข้าตู้เย็น (ใต้ช่องแข็ง) ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมง 1 ครั้ง และก่อนนอน 1 ครั้ง ถ้าผสมน้ำผึ้งด้วย ก็จะได้รสชาติอร่อย หวาน หอมชื่นใจ (ส่วนกาก นำมาต้มแล้วคั้นดื่มแทนน้ำได้)</li>
<li><strong>สูตรยาอายุวัฒนะ : </strong>นำหญ้าปักกิ่งที่ถอนมาสด ๆ พร้อมราก ล้างให้สะอาด ต้มกับน้ำ หลังเดือดแล้วให้เติมน้ำผึ้งพอประมาณ ดื่มวันละ 3 เวลา จะทำให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว</li>
<li><strong>สูตรป้องกันสารพัดโรค</strong> : รับประทานหญ้าปักกิ่งสดๆ หรือปรุงเป็นอาหารจิ้มน้ำพริกกินก็ได้ รสอร่อยมาก ถ้ามีหญ้าปักกิ่งมากก็ใช้ทั้งต้น ถ้ามีน้อยก็ใช้วิธีลอกใบล่างๆ มารับประทานวันละ 14 ใบ</li>
</ul>
<h3>ข้อควรระวัง</h3>
<p>ไม่ควรรับประทานของแสลง ซึ่งมีผลให้ฤทธิ์การรักษาโรคของหญ้าปักกิ่งอ่อนลง เช่น</p>
<ul>
<li>ฟักแฟง , แตงกวา (แตงโม, ตระกูลแตงต่างๆ)​, มะระ, หัวไชเท้า และอาหารที่ถือว่าเป็นของเย็น</li>
</ul>
<h3>ปฏิกิริยาหลังรับประทานหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p>หลังรับประทานหญ้าปักกิ่งเป็นเวลา 1 อาทิตย์ หรือ 10 วัน <span style="text-decoration: underline;">อาจมีอาการต่างๆ เหล่านี้ : หงุดหงิด หรือ เป็นไข้ หรือ โมโหง่าย หรือ นอนไม่หลับ หรือ ปวดเมื่อย หรือ อาจจะมีน้ำเหลืองปนหนองออกทางอุจจาระ ส่วนปัสสาวะอาจมีกลิ่นเหม็นเหมือนน้ำล้างปลา</span></p>
<p>แต่ <span style="text-decoration: underline;"><strong>&#8220;ไม่&#8221;</strong></span> เป็นอย่างนี้ทุกคนหรือทุกอาการ และเป็นไม่นาน อาการทั้งหลายจะหายไปเอง ไม่ต้องตกใจ เพราะหญ้าปักกิ่งกำลังออกฤทธิ์ โรคกำลังถูกปราบ</p>
<h3>เทคนิคในการดื่มน้ำหญ้าปักกิ่งให้อร่อย</h3>
<p>หลายท่าน คงพบปัญหาว่า น้ำหญ้านั้น เหม็นเขียว และดื่มยากเหลือเกิน กว่าจะดื่มได้หมดหนึ่งแก้ว &#8230; เราแนะนำให้ลองผสมน้ำผึ้ง โดยละลายน้ำผึ้งกับน้ำอุ่นเล็กน้อย แล้วจึงผสมน้ำหญ้าลงไปในแก้ว กะปริมาณหวานพอเมาะ</p>
<p>รับรองค่ะว่า น้ำหญ้าปักกิ่ง จะหอม หวาน และรับประทานได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ <img src='http://www.jatuka.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<h3>ข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง</h3>
<ul>
<li>สารานุกรมสมุนไพรไทย โดยอาจารย์วุฒิ วุฒิธรรม</li>
<li>คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</li>
<li>ประสบการณ์จริงจากผู้ที่ใช้หญ้าปักกิ่งในการรักษาโรคต่างๆ</li>
</ul>
<h3>รูปของหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-13 aligncenter" title="หญ้าปักกิ่ง" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/murdannia12.gif" alt="หญ้าปักกิ่ง" width="226" height="148" /></p>
<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<a href='http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/attachment/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-2/' title='หญ้าปักกิ่ง'><img width="150" height="98" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/murdannia12.gif" class="attachment-thumbnail" alt="หญ้าปักกิ่ง" title="หญ้าปักกิ่ง" /></a>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>17</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งกับการรักษาโรคมะเร็ง กลุ่มงานวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Oct 2010 20:11:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[รักษามะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันมะเร็งแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[เล่งจือเฉ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/</guid>
		<description><![CDATA[ดร. ผ่องพรรณ ศิริพงษ์ หัวหน้างานวิจัยสมุนไพร กลุ่มงานวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับสองของประชากรไทยและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกๆปี ยารักษา โรคมะเร็งที่ใช้ในทางการแพทย์ ก็มีแต่ยาแผนปัจจุบันที่มีราคาแพง ซึ่งจะต้องนำเข้า จากต่างประเทศทั้งหมด ทั้งในรูปยาสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบ อีกทั้งยังพบว่ามีผลข้างเคียงสูง ทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็ง จึงหันมานิยม ใช้สมุนไพรพื้นบ้านเพื่อนำมารักษา โรคมะเร็งที่เป็นอยู่ สมุนไพรจากประเทศจีนชนิดหนึ่งซึ่งมีผู้นำมาเผยแพร่ ประมาณ 30 ปี  มาแล้วและปัจจุบันก็ยังคงนิยมใช้อยู่อย่างแพร่หลาย คือหญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่ง หรือเรียกชื่อ ภาษาจีนว่า เล่งจือเฉ้า หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งหรือเล่งจือเฉ้า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy อยู่ในวงศ์ Commelinaceae เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  แต่ไม่ใช่พืชในวงศืหญ้าทั่วไป เป็นไม้ล้มลุก สูง ประมาณ 7-10 ซ.ม. และอาจสูงได้ถึง 20 ซ.ม. ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ความยาวไม่เกิน 10 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อที่ ปลายยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="right">
<p align="right"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-225" title="logo14" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/logo14-150x150.jpg" alt="logo14" width="135" height="135" />ดร. ผ่องพรรณ ศิริพงษ์<br />
หัวหน้างานวิจัยสมุนไพร กลุ่มงานวิจัย<br />
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ</p>
<p>ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับสองของประชากรไทยและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกๆปี ยารักษา โรคมะเร็งที่ใช้ในทางการแพทย์ ก็มีแต่ยาแผนปัจจุบันที่มีราคาแพง ซึ่งจะต้องนำเข้า จากต่างประเทศทั้งหมด ทั้งในรูปยาสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบ อีกทั้งยังพบว่ามีผลข้างเคียงสูง<br />
ทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็ง จึงหันมานิยม ใช้สมุนไพรพื้นบ้านเพื่อนำมารักษา โรคมะเร็งที่เป็นอยู่ สมุนไพรจากประเทศจีนชนิดหนึ่งซึ่งมีผู้นำมาเผยแพร่ ประมาณ 30 ปี  มาแล้วและปัจจุบันก็ยังคงนิยมใช้อยู่อย่างแพร่หลาย คือหญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่ง หรือเรียกชื่อ ภาษาจีนว่า <strong>เล่งจือเฉ้า<br />
</strong></p>
<p align="left">หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งหรือเล่งจือเฉ้า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy อยู่ในวงศ์ Commelinaceae เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  แต่ไม่ใช่พืชในวงศืหญ้าทั่วไป เป็นไม้ล้มลุก สูง ประมาณ 7-10 ซ.ม. และอาจสูงได้ถึง 20 ซ.ม. ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ความยาวไม่เกิน 10 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อที่ ปลายยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น  กลีบดอกมีสีฟ้าปนม่วง ใบประดับกลม ยาวประมาณ 4 ม.ม. ร่วงง่าย เป็นพืชที่ ชอบดินร่วน  หรือดินปนทราย งอกงามในที่มีแดดรำไร ไม่ต้องการน้ำมากเพาะปลูก โดยการเพาะชำ หรือเพาะเมล็ด ปลูกได้ง่ายและไม่จำเป็นต้องมีเนื้อที่มาก</p>
<p align="left">ตามสรรพคุณของตำรายาจีน จะใช้หญ้าปักกิ่งรักษาโรคในระบบทางเดินหายใจและกำจัดพิษ โดยจะใช้ทั้ง ต้นหรือส่วนเหนือดิน (ลำต้นหรือใบ) ที่มีอายุ 3-4 เดือน (ตั้งแต่เริ่มออกดอก)</p>
<p align="left"><span id="more-27"></span><span style="color: #003300"><strong>ประวัติความเป็นมาของการใช้หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งในประเทศไทย</strong></span><br />
หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งหรือเล่งจือเฉ้า เป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน แถบสิบสองปันนา มีการนำเข้ามาและปลูกแพร่หลายในประเทศไทย เมื่อ ปี พ.ศ. 2527 มีผู้ป่วยมะเร็งดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่งเพื่อ รักาาและบรรเทาอาการจากโรคมะเร็ง พบว่าสามารถยืดชีวิตต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง บางรายใช้หญ้าปักกิ่งร่วมกับการ รักษาแผนปัจจุบันเพื่อลดผงข้างเคียงเนื่องจากการใช้ยาเคมีบำบัด และเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วย โรคมะเร็งรายหนึ่งที่แพทย์บอกว่าจะมีชีวิตอยู่อีก 3 เดือน ขอให้นำผู้ป่วยกลับไปพักฟื้นที่บ้าน แต่เมื่อผู้ป่วยกลับ บ้านและดื่มน้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง</p>
<p align="left">หลังจากนั้น 1 ปี ผู้ป่วยดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่และกลับไปให้แพทย์คนเดิมตรวจ ผลจากผู้ป่วยรายนี้จึงทำให้เกิดการศึกษาวิจัยคุณสมบัติของพืชชนิดนี้เกิดขึ้น</p>
<p align="left"><span style="color: #003300"><strong>จุดประสงค์ของการใช้หญ้าปักกิ่ง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ</strong></span></p>
<ol>
<li>การใช้หญ้าปักกิ่งในผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยมีสรรพคุณว่า<br />
- เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งดีขึ้น ลดความทุกข์ทรมาน บางรายมีอายุยืนยาวมากขึ้น<br />
- เพื่อช่วยลดอาการข้างเคียงของยาเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัด</li>
<li>การใช้ในผู้ป่วยอื่นที่ไม่ใช่ผู้ป่วยมะเร็ง<br />
- เมื่อผู้ป่วยมีเม็ดเลือดขาวต่ำ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เมื่อใช้หญ้าปักกิ่ง พบว่าเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น<br />
- ผู้ป่วยเป็นแผลเรื้อรัง แผลอักเสบมีหนองหรือน้ำเหลืองไหล เมื่อใช้หญ้าปักกิ่ง พบว่าแผลแห้ง ไม่มีหนองและน้ำเหลือง</li>
</ol>
<p align="left"><strong>ผลการวิจัยศึกษาหญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่ง</strong></p>
<p align="left"><strong>สารสำคัญที่ออกฤทธิ์ :</strong></p>
<p align="left">น้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่ง มีสารกลัยโคสฟิงโคไลปิดส์ (จี 1 บี) มีชื่อทางเคมีว่า 1-?-O-D-glycopyranosyl-2-<br />
(2&#8242;-hydroxy-6&#8242;-ene-cosamide)-sphingosine (G1b) นอกจากนั้น ยังพบสารกลุ่มต่างๆได้แก่ คาร์โบไฮเดรต กรดอะ<br />
มิโน กลัยโคไซด์ ฟลาโวนอยด์ และอะกลัยโคน(1-2)</p>
<p align="left"><strong>ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา:</strong></p>
<ul>
<li>- สารกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี 1 บี) แสดงฤทธิ์ยับยั้งปานกลางต่อเซลล์มะเร็งเต้านมและลำไส้ใหญ่ (SW 120) โดยมีค่า ED50?16 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร (1-3)</li>
<li>สารจี 1 บี แสดงผลปรับระบบภูมิคุ้มกัน (1-3)</li>
<li>สารสกัดแอลกอฮอล์ของหญ้าปักกิ่งไม่ได้ช่วยยืดอายุ แต่ผลทางพยาธิวิทยาพบว่าสามารถลดความ รุนแรงของการแพร่กระจายของมะเร็งในหนูได้ จึงคาดว่าสารสกัดดังกล่าวอาจใช้ป้องกันการเกิด มะเร็งได้ (1-3) สารสกัดหญ้าปักกิ่ง มีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ของยีนที่เกิดจากสารก่อกลายพันธุ์ชนิดต่างๆ เช่น AFB1(4)</li>
<li>สารสกัดหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์เหนี่ยวนำเอนไซม์ DT-diaphorase ซึ่งมีบทบาททำลายสารพิษที่ ก่อให้เกิดมะเร็ง(5-6)</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ความเป็นพิษ</strong></p>
<ul>
<li>ความเป็นพิษเฉียบพลัน น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง ไม่ทำให้เกิดความผิดปกติในด้านการเจริญเติบโต ชีวเคมีในเลือด และพยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญในหนูขาว ค่า LD50 เมื่อให้โดยการป้อนในหนูขาว  มากกว่า 120 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว ซึ่งเทียบเท่า 300 เท่าของขนาดที่ใช้รักษาในคน จัดว่า ค่อนข้างจะปลอดภัย(7)</li>
<li>ความเป็นพิษเรื้อรัง พบว่า น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่งขนาดที่ใช้รักษาในคน มีความปลอดภัยเพียงพอ หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน(8)</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ขนาดและวิธีใช้แบบดั้งเดิม</strong></p>
<ul>
<li>ดื่มน้ำคั้น 2 ช้อนโต๊ะ (30 มิลิลิตร) วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นก่อนอาหาร ขนาดที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ น้ำหนักตัวเฉลี่ย 60 กิโลกรัม ถ้าเป็นเด็กควรลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง</li>
<li>ถ้าใช้สำหรับการปรับระบบภูมิคุ้มกัน จะรับประทานยาไม่เกิน 4-6 สัปดาห์ และควรหยุดยาดังนี้ รับประทานติดต่อกัน 5-6 วัน หยุดยา 4-5 วันเช่นนี้จนกว่าครบกำหนด</li>
</ul>
<p align="left"><strong>วิธีเตรียม</strong></p>
<ul>
<li>นำส่วนเหนือดินหรือทั้งต้น น้ำหนักประมาณ 100-120 กรัม หรือจำนวน 6 ต้น ล้างให้สะอาด</li>
<li>หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และโขลกในครกที่สะอาดให้แหลก เติมน้ำสะอาด 4 ช้อนโต๊ะ (60 มิลลิลิตร)</li>
<li>กรองผ่านผ้าขาวบาง</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ผลข้างเคียง</strong></p>
<ul>
<li>ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น 0.5-1 องศาเซลเซียส</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ข้อควรระวัง</strong></p>
<ul>
<li>หากใช้เกินขนาด จะมีผลกดระบบภูมิคุ้มกัน</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ข้อควรคำนึงในการดื่มน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งสด</strong></p>
<ul>
<li>หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรคลุมดิน ให้มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์จากดินมาที่ต้นและใบของ หญ้าปักกิ่ง การนำหญ้าปักกิ่งมารับประทานสดต้องแน่ใจว่า ได้ล้างหลายครั้งจนสะอาดปราศจาก เชื้อจุลินทรีย์ เพราะถ้าล้างไม่สะอาดเพียงพอ เมื่อดื่มน้าคั้นสดจากหญ้าปักกิ่ง ก็จะเป็นการดื่มเชื้อ  จุลินทรีย์เข้าไปในร่างกายผู้ป่วย ซึ่งย่อมมีภูมิต้านทานต่ำ จึงอาจจะเป็นอันตรายมากกว่าคนปกติ</li>
<li>หญ้าปักกิ่งมีรูปร่างลักษณะคล้ายหญ้าอื่นๆหลายชนิด เช่น หญ้ามาเลเซีย ฯลฯ ซึ่งไม่มีประโยชน์ทางยาเคยมีผู้บริโภคที่ซื้อหญ้าปักกิ่งตามท้องตลาดมาบริโภคด้วยราคาแพงแต่ไม่ใช่ชนิดที่ต้องการ ดังนั้นก่อนจะซื้อมาบริโภคจะต้องมั่นใจว่าเป็นหญ้าปักกิ่งที่ต้องการจริง</li>
<li>หญ้าปักกิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วย ต้องเป็นต้นที่มีอายุที่เหมาะสมดังนี้ คือ หญ้าปักกิ่งที่ปลูกโดยการชำกิ่ง ต้องมีอายุ 3 เดือนขึ้นไป ส่วนหญ้าปักกิ่งที่ปลุกด้วยการเพาะเมล็ด ต้องมีอายุมากกว่า 5 เดือนขึ้นไป จากการศึกษาพบว่าหญ้าปักกิ่งที่มีอายุไม่ครบเวลาดังกล่าว จะไม่มีการ สร้างสาร G1b ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ทางยา ดังนั้นการซื้อหญ้าปักกิ่งมาบริโภคนั้น ต้องมั่นใจว่าเป็นหญ้าปักกิ่งจริง เก็บเกี่ยวในขณะที่มีอายุครบเกณฑ์ที่ กำหนดตามวิธีการเพาะชำนั้นๆ จึงจะได้คุณประโยชน์สูงสุดดังประสงค์ มิฉะนั้นก็จะเป็นการบริโภคหญ้าดังกล่าวที่สูญเปล่า ไม่ได้คุณสมบัติตามต้องการและอาจจะได้รับพิษ ถ้าในกรณีเลือกสมุนไพรชนิดอื่นมาบริโภค</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ภาวะปัจจุบันของการพัฒนาหญ้าปักกิ่งที่ใช้เป็นยา</strong><br />
ปัจจุบันองค์การเภสัชกรรม ได้นำเอาหญ้าปักกิ่งมาพัฒนาเป็นยาเม็ด โดยยาทุก 2 เม็ด มีคุณค่าเท่ากับ ต้นหญ้าปักกิ่ง จำนวน 3 ต้น โดยกำหนดขนาดรับประทาน ครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง ตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย โดยมีระยะเวลาการรับประทานขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การใช้ยาดังนี้ คือ</p>
<ol>
<li>ใช้เพื่อลดผลข้างเคียงจากรังสีบำบัดหรือยาเคมีบำบัดผู้ป่วยมะเร็ง จะรับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน</li>
<li>ใช้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายและการกลับเป็นซ้ำอีก หลังจากการรักษาแล้ว โดยรับประทาน 7 วันหยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกันประมาณ 1 ปี และตรวจมะเร็งปีละ 2 ครั้ง</li>
<li>ใช้เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโรคมะเร็ง รับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกัน เป็นเวลานานไม่เกิน 6-8 สัปดาห์ โดยใช้เแพาะช่วงที่มีภูมิคุ้มกันต่ำเช่น ขณะติดเชื้อไวรัส</li>
</ol>
<p align="left"><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></p>
<ul>
<li> วีณา จิรัจฉริยากูล สารต้านมะเร็งจากหญ้าปักกิ่ง จุลสารข้อมูลสมุนไพร 2542; 16(3): 10-13.</li>
<li>วีณา จิรัจฉริยากูล รายงานผลความก้าวหน้าของโครงการวิจัยหญ้าปักกิ่ง หนังสือรวบรวมผลงานการวิจัย โครงการพัฒนาการใช้สมุนไพรและยาไทยทางคลินิก ปี 2526-2536 คณะกรรมการโครงการพัฒนาการใช้สมุนไพรและยาไทยทางคลินิก มหาวิทยาลัยมหิดล หน้า 185-195.</li>
</ul>
<ul>
<li> Weena Jiratchariyakul, Primchanien Moomgkarndi, Hikane Okabe, Frahm A.W. Investigation of anticancer components from Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy. Phama Indochina 1997; 171-191.</li>
</ul>
<ul>
<li>Intiyot Y, Kinouchi T, Kataoka K, Arimochi H, Kuwahara T, Vinitketkumnuen U, Ohnishi Y. Antimutagenicity of Murdanis loriformis in the Salmonella mutation assay and its inhibitory effects on azoxymethane-induced DNA methylation and aberrant crypt focus formation in male F344 rats. J. Med. Invest. 49(1): 5-14.</li>
<li>Vinitketkumnuen U, Chewonarin T, Dhumtanom P, Lertpraseartsuk N, Wild CP. Aflatoxin-albumin adduct formation after single and multiple doses of aflatoxin B1 in rats treated with Thai medicinal plants. Mutat. Res. 1999; 48(1): 345-351.</li>
<li>วิริยา เจริญคุณธรรม, ปรัชญา คงทวีเลิศ, อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ การเหนี่ยวนำเอ็นไซม์ดีที-ไดอะฟอเรส โดยสารสกัดจากหญ้าปักกิ่ง ใบมะกรูด และตะไคร้ เชียงใหม่เวชสาร 2537; 33(2): 71-77.</li>
<li>พิมลวรรณ ตันยุทธพิจารณ์, วัลลา รามนัฐจินดา, พรรณี พิเดช การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว สารศิริราช 2534; 48: 458-66.</li>
<li>พิมลวรรณ ตันยุทธพิจารณ์, เพียงจิต สัตตบุศย์, พรรณี พิเดช พิษกึ่งเรื้อรังของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว สารศิริราช 2534; 48(8): 529-533.</li>
</ul>
<p align="left"><strong>แหล่งข้อมูล</strong> : <a href="http://www.nci.go.th/knowledge/index_general.htm" target="_blank">สถาบันมะเร็งแห่งชาติ </a></p>
<p align="left">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>ฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์และความเป็นพิษของหญ้าปักกิ่งต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jun 2010 19:22:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[เม็ดเลือดขาว]]></category>
		<category><![CDATA[เล่งจือเฉ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=139</guid>
		<description><![CDATA[สาคร พรประเสริฐ, วท.ม.,1 ขนิษฐา พันธุรี, วท.บ,2 อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ, Ph.D.2 1ภาควิชาจุลทรรศนศาสตร์คลินิก คณะเทคนิคการแพทย์, 2ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บทคัดย่อ ปัจจุบันหญ้าปักกิ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาโรคมะเร็งใน ประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบฤทธิ์ในการต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยนำหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยน้ำ หรือเอทธานอลร้อยละ 80 ที่ความเข้มข้นต่างๆ (50-400 มคก./มล.) มาทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งเซลล์และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ด เลือดขาว 5 ชนิด [Promyelocytic leukemia (HL60), T-cell leukemia (Molt 4), B-cell leukemia (Daudi), Monocytic leukemia (U937) และ Erythroleukemia (K562)] พบว่า หญ้าปักกิ่งทั้งที่สกัดด้วยน้ำ และเอทธานอลร้อยละ 80 ในทุกความเข้มข้นไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์ และไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวทุกชนิดที่นำมาทดสอบ เชียงใหม่เวชสาร 2544;40(4):195-203. หญ้าปักกิ่ง [Murdannia loriformis [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="right">สาคร พรประเสริฐ, วท.ม.,1 ขนิษฐา พันธุรี, วท.บ,2 อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ, Ph.D.2</p>
<p align="right">1ภาควิชาจุลทรรศนศาสตร์คลินิก คณะเทคนิคการแพทย์, 2ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p>
<p>ปัจจุบันหญ้าปักกิ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาโรคมะเร็งใน ประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบฤทธิ์ในการต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยนำหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยน้ำ หรือเอทธานอลร้อยละ 80 ที่ความเข้มข้นต่างๆ (50-400 มคก./มล.) มาทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งเซลล์และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ด เลือดขาว 5 ชนิด [Promyelocytic leukemia (HL60), T-cell leukemia (Molt 4), B-cell leukemia (Daudi), Monocytic leukemia (U937) และ Erythroleukemia (K562)] พบว่า หญ้าปักกิ่งทั้งที่สกัดด้วยน้ำ และเอทธานอลร้อยละ 80 ในทุกความเข้มข้นไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์ และไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวทุกชนิดที่นำมาทดสอบ เชียงใหม่เวชสาร 2544;40(4):195-203.</p>
<p>หญ้าปักกิ่ง [Murdannia loriformis (Hassk); Rolla Rao et Kammathy] เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่อยู่ในวงศ์ Commelinaceae มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนแถบสิบสองปันนา ได้มีการนำเข้าและปลูกทั่วไปในประเทศไทย สรรพคุณทางยาของหญ้าปักกิ่งพบว่าในประเทศจีนใช้รักษาอาการเกี่ยวกับโรคในระบบทางเดินหายใจ(1-2) ในประเทศไทยเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา พบว่าผู้ป่วยมะเร็งได้ใช้น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่งทั้งต้นมาดื่ม เพื่อรักษาและบรรเทาอาการของโรค บางรายใช้หญ้าปักกิ่งร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบันเพื่อช่วยลดผลข้างเคียง มีรายงานผู้ป่วยมะเร็งที่ได้ใช้หญ้าปักกิ่งรักษาตนเองได้แก่ ผู้ป่วยมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งมดลูก มะเร็งปากมดลูก มะเร็งโพรงจมูก มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งม้าม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งกระดูก เนื้องอกในสมอง และมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น(2) จากการศึกษาของ Jiratcha-riyakul พบสารที่สกัดจากหญ้าปักกิ่งชนิด glyco-sphingolipid มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง เต้านมและมะเร็งลำไส้ ในหลอดทดลองได้(3)</p>
<p><span id="more-139"></span>มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) เป็นกลุ่มโรคที่มีการสร้างหรือเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดตัวอ่อน (blast cells) หรือเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวแก่ (mature leukocyte) มากผิดปกติ ซึ่งเกิดได้ทั้งในไขกระดูกและในกระแสเลือด(4) ปัจจุบันพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ในปัจจุบันเอื้ออำนวยให้ เกิดเป็นโรคได้ง่าย ถึงแม้จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นแต่แนวทางในการรักษายังคงกระทำด้วยวิธีเดิม ซึ่งได้แก่ การใช้รังสีรักษา เคมีบำบัด และการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวนอกจากผู้ป่วยต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากแล้ว บางครั้งอาจให้ผลได้ไม่เต็มที่ ดังเห็นได้จากสถิติการตายของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวยังคงมากเช่น เดิม(5) ดังนั้นแนวคิดที่จะใช้สมุนไพรมาช่วยรักษาโรคมะเร็งชนิดนี้จึงเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามข้อมูลที่เกี่ยวกับฤทธิ์ของสมุนไพรแต่ละชนิดต่อการต้านเซลล์ มะเร็งเม็ดเลือดขาวยังมีอยู่น้อย การศึกษาครั้งนี้ทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดหญ้าปักกิ่งต่อการต้านเซลล์มะเร็ง เม็ดเลือดขาว โดยนำหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยน้ำหรือเอทธานอล ที่ความเข้มข้นต่างๆ กัน มาทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งเซลล์ และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ผลการทดลองที่ได้อาจมีส่วนช่วยสนับสนุนหรือเป็นแนวทางส่งเสริม มีการพัฒนาวิธีการใช้สารสกัดหญ้าปักกิ่งเพื่อรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวใน ลำดับต่อไป</p>
<p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong></p>
<p><strong>การเตรียมสารสกัดหญ้าปักกิ่ง</strong></p>
<p>นำหญ้าปักกิ่ง (Murdannia loriformis) ที่ปลูกในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ทั้งต้นมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นจนละเอียด แล้วนำไปสกัดด้วยน้ำ หรือเอทธานอลร้อยละ 80 โดยใช้อัตราส่วนของหญ้าปักกิ่งจำนวน 100 ก. ต่อน้ำกลั่น 200 มล. หรือเอทธานอลร้อยละ 80 จำนวน 1,000 มล. กวนสารสกัดนาน 4 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง แยกส่วนกากออกแล้วกรองด้วยกระดาษกรอง Whatman เบอร์ 1 สำหรับสารที่สกัดด้วยน้ำก่อนกรองต้องนำไปปั่นที่ 5,000 xg นาน 15 นาที จากนั้นนำส่วนใสที่ได้จากการสกัดทั้งสองวิธีมาทำให้แห้งด้วยเครื่อง vacuum rotatory evaporator และ lyophilyzer ตามลำดับ ผงสกัดแห้งที่ได้จากการสกัดด้วยน้ำและเอทธานอลร้อยละ 80 จะนำมาละลายกลับในน้ำกลั่น หรือ DMSO ตามลำดับ(6) ปรับความเข้มข้นของสารสกัดเป็น 5 มคก./มล.แล้วนำมาทำให้ปราศจากเชื้อโดยกรองผ่าน millipore mem-brane filter ขนาด 0.2 มคม. พร้อมทั้งทดสอบการปราศจากเชื้อบนวุ้นเลี้ยงเชื้อชนิดผสมเลือด จากนั้นแบ่งสารสกัดใส่ขวดๆ ละ 1 มล. เก็บที่ -20 Oซ จนกว่าจะใช้งาน</p>
<p>Leukemic cell lines</p>
<p>Leukemic cell lines ที่ใช้ตลอดการทดลองมี 5 ชนิดคือ Promyelocytic leukemia (HL60), T-cell leukemia (Molt4), B-cell leukemia (Daudi), Monocytic leukemia (U937) และ Erythro-leukemia (K562) ซึ่งเมื่อจัดประเภทตาม French American British (FAB) Classification จะทำให้ได้ชนิดของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวครบทุกชนิด ยกเว้นชนิด Megaka-ryo-blastic leukemia ซึ่งพบผู้ป่วยได้น้อยมาก(4) เซลล์ทั้งหมดจะเลี้ยงใน completed RPMI-1640 (RPMR-1640 ที่มี10% FCS) พร้อมทั้งอบที่อุณหภูมิ 37 Oซ ในสภาวะที่มี CO2 ร้อยละ 5 ความชื้นมากกว่าร้อยละ 90 การเปลี่ยนอาหารเลี้ยงเซลล์ทำทุกสามวัน</p>
<p><strong>ทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดหญ้าปักกิ่งต่อการยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็ง</strong></p>
<p>นำ leukemic cell lines ที่เลี้ยงไว้มาปั่นล้างหนึ่งครั้งด้วย RPMI-1640 ที่ความเร็ว 400 g นาน 10 นาที จากนั้นปรับจำนวนเซลล์เป็น 1.0 x 106 เซลล์/มล. ด้วย completed RPMI-1640 แล้วเติม 100 มคล. ของเซลล์ลงใน 96-well flat-bottom culture plate ที่มีสารสกัดหญ้า ปักกิ่งซึ่งได้จากการสกัดด้วยน้ำหรือเอทธานอลร้อยละ 80 โดยให้ความเข้มข้นของสารสกัดภายหลังการปรับปริมาตรสุดท้ายเป็น 200 มคล. ด้วย completed RPMI-1640 เป็น 0, 50, 100, 125, 150, 200, 300 และ 400 มคก./มล. การทดลองที่ความเข้มข้นของสารสกัดหนึ่งๆ จะทำสามหลุมซ้ำกัน นำเซลล์ไปเลี้ยงที่อุณหภูมิ 37 Oซ ในสภาวะที่มี CO2 ร้อยละ 5 ความชื้นมากกว่าร้อยละ 90 นาน 24 ชั่วโมง ก่อนการเก็บเซลล์ 1 ชั่วโมงจะเติม tritiated-thymidine 0.2 ไมโครคูรี/หลุม (5.0 Ci/mmol; Amersham pharmacia biotech) เมื่อครบเวลาทำการเก็บเซลล์ด้วยเครื่อง cell harvester TOMTEC จากนั้นปล่อย glass filter ให้แห้งที่อุณหภูมิห้องนาน 24 ชั่วโมง นำมาเติม liquid scintillation fluid จำนวน 5 มล. และวัดปริมาณสารรังสีด้วยเครื่อง b-counter (LBK, WALLAC) หน่วยที่วัดได้เป็น count per minute (cpm) นำค่า cpm ที่ได้มาคำนวณหาค่า การยับยั้งการแบ่งเซลล์ (% inhibition) โดยใช้สูตรที่แสดง</p>
<p>สูตรการคำนวณ % inhibition = cpm ในสภาวะที่ไม่มีสารสกัด &#8211; cpm ในสภาวะที่มีสารกสัด x 100</p>
<p>cmp ในสภาวะที่ไม่มีสารสกัด</p>
<p><strong>ทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดหญ้าปักกิ่งต่อเซลล์มะเร็ง</strong></p>
<p>ทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดหญ้า ปักกิ่งต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยเติมสารสกัดหญ้าปักกิ่งที่ความเข้มข้น 0, 50, 100, 125, 150, 200, 300 และ 400 มคก./มล. ลงในอาหารที่ใช้เลี้ยงเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว จากนั้นเพาะเลี้ยงเซลล์ตามเวลาและสภาวะที่กล่าวถึงในขั้นต้น เมื่อครบเวลาทำการตรวจนับจำนวนเซลล์ทั้งหมดด้วยน้ำยา white cell diluting fluid พร้อมทั้งนับจำนวนเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยวิธี trypan blue exclusion และศึกษาลักษณะการตายของเซลล์โดยย้อมสี propidium iodide และย้อมหา phosphatidylserine บนผิวเซลล์ด้านนอกด้วย annexin V จากนั้นจึงนำมาตรวจด้วยเครื่อง flow cytometer</p>
<p><strong>การวิเคราะห์ทางสถิติ</strong></p>
<p><strong>การเปรียบเทียบข้อมูลทางสถิติระหว่างชุดทดลองกับชุดควบคุมจะใช้ student&#8217;s t -test โดยจะมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ค่า p&lt;0.05</strong></p>
<p><strong>ผลการศึกษา</strong></p>
<p>จากการทดลองหากกำหนดความสามารถในการยั้บยั้งการแบ่งเซลล์ของสารสกัดหญ้าปักกิ่งในระดับตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไปให้ถือว่าเป็นการยับยั้งที่แท้จริง พบว่าสารสกัดหญ้าปักกิ่งทั้งที่ได้จากการสกัดด้วยน้ำ และเอทธานอลร้อยละ 80 ที่ความเข้มข้นตั้งแต่ 50 ถึง 400 มคก./มล. ไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promyelocytic leukemia (HL60), T-cell leukemia (Molt4), B-cell leukemia (Daudi), Monocytic leukemia (U937) และ Erythroleukemia (K562) ได้ (รูปที่ 1 และ 2) โดยหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอล ขนาดความเข้มข้น 400 มคก./มล. จะให้ค่าเปอร์-เซ็นต์ยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promyelocytic leukemia (HL60) และ T-cell leukemia (Molt4) ที่มีค่าสูงสุดเท่ากับร้อยละ 23.10 และ 18.49 ตามลำดับ (รูปที่ 2) เนื่องจากหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอลสามารถยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promye-lo-cy-tic leukemia (HL60) ได้สูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ ดังนั้นจึงนำสารสกัดและเซลล์ชนิดดังกล่าวมาทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดที่มีต่อเซลล์ ปรากฏว่าที่ทุกความเข้มข้นไม่มีผลทำให้จำนวนเซลล์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกลุ่มเซลล์ในชุดควบคุม (p&gt;0.05) นอกจากนี้จำนวนเซลล์ที่มีชีวิตอยู่ในแต่ละความเข้มข้นของสารสกัดยังมากกว่าร้อยละ 95 (ตารางที่ 1) เมื่อศึกษาลักษณะการตายของเซลล์โดยย้อมสี propidium iodide และย้อมหา phosphati-dylserine บนผิวเซลล์ด้านนอกด้วย annexin V พร้อมทั้งตรวจด้วยเครื่อง flow cytometer พบว่าในภาวะที่เซลล์ Promye-locytic leukemia (HL60) ไม่ถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่ง มีเซลล์ตายแบบ necrosis ร้อยละ 7.03 และในสภาวะที่ถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่งที่ความเข้มข้น 400 มคก./มล. จำนวนเซลล์ที่เกิดการตายแบบ necrosis เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 23.83 ในสารสกัด lot number ที่ 1 และร้อยละ 39.95 ในสารสกัด lot number ที่ 2 (ดังแสดงในรูปที่ 3ก, 3ข และ 3ค ตามลำดับ)</p>
<p>รูปที่ 1. แสดงฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวของหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยน้ำ</p>
<p>รูปที่ 2. แสดงฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวของหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอล</p>
<p>ตารางที่ 1.แสดงฤทธิ์ของหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอลต่อการยับยั้งการแบ่งเซลล์และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promyelocytic leukemia (HL60)</p>
<p>รูปที่ 3. แสดงจำนวนและลักษณะการตายของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promyelocytic leukemia (HL60) เมื่อถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอล ความเข้มข้น 400 มคก./มล.ก, เซลล์มะเร็งที่ไม่ถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่ง ข, เซลล์มะเร็งที่ถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่ง Lot. ที่ 1. ค, เซลล์มะเร็งที่ถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่ง Lot, ที่ 2.</p>
<p><strong>วิจารณ์</strong></p>
<p>จากการทดลองจะเห็นว่าสารสกัดหญ้าปักกิ่งทั้งที่ได้จากการสกัดด้วยน้ำและ เอทธานอลร้อย ละ 80 ไม่มีฤทธิ์ยั้บยั้งการแบ่งเซลล์และไม่มีความเป็นพิษกับเซลล์มะเร็งเม็ด เลือดขาวทุกชนิดที่นำมาทดสอบ ถึงแม้หญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอลร้อยละ 80 ที่ความเข้มข้น 400 มคก./มล.สามารถยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promyelocytic leukemia (HL60) และ T-cell leukemia (Molt 4) ได้ถึงร้อยละ 23.10 และ 18.49 ตามลำดับ และกระตุ้นให้ Promyelocytic leukemia (HL60) เกิดการตายแบบ necrosis ได้สูงสุดถึง ร้อยละ 39.95 ผลที่ได้ยังถือว่าเป็นค่าที่ต่ำ นอกจากนี้แม้จะเพิ่มความเข้มข้นของสารสกัดเป็น 500 มคก./มล. ยังไม่มีผลทำให้จำนวนเซลล์มะเร็งลดลงหรือมีจำนวนเซลล์มะเร็งตายเพิ่มขึ้น การทดลองครั้งนี้ให้ผลสอดคล้องกับผลการวิจัยของสถาบันมะเร็ง โดยพบว่าน้ำคั้นสดของหญ้าปักกิ่งไม่มีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็ง และเนื่องจากไม่พบฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งโดยตรงของสารสกัดหญ้าปักกิ่ง ดังนั้นจึงได้ตั้งสมมุติฐานว่าการที่หญ้าปักกิ่งสามารถทำลายเซลล์มะเร็งใน ผู้ป่วยหรือในสัตว์ทดลองได้นั้นอาจเนื่องมาจากหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ในการ กระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกาย (immunomo-dula-tor) ทั้งทาง cell mediated immunity (CMI) และ humoral mediated immunity (HMI) ให้มีการทำลายเซลล์มะเร็งได้มากยิ่งขึ้น(7) จากการศึกษาของ Jiratchariyakul พบว่าสาร glyco-sphingo-lipid คือ 1-b-O-D-glucopyranosyl-2-(2ข-hydroxy-6ข-ene-cosamide)-sphingosine ซึ่งได้จากการนำผงสมุนไพรหญ้าปักกิ่งมาสกัดด้วยเอทธานอล แล้วแยกส่วนด้วย Diaion HP20 คอลัมน์ มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งเต้านม (BT474) และมะเร็งลำไส้ของคน (SW620) ได้ โดยการใช้ความเข้มข้นของสารสกัดเพียง 16 มคก./มล. จะทำให้เซลล์มะเร็งตายประมาณร้อยละ 50(3) ผลการทดลองที่ไม่สอดคล้องกัน อาจเนื่องมาจากการทดลองในครั้งนี้ใช้ crude extraction ของหญ้าปักกิ่งมาทดสอบ ดังนั้นปริมาณสารที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งโดยเฉพาะ glyco-sphingo-lipid อาจมีจำนวนน้อยจึงไม่สามารถแสดงฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์ และความเป็นพิษต่อเซลล์ให้เห็นได้อย่างชัดเจนแม้ใช้สารสกัดในเข้มข้นสูง (400 มคก./มล.) จากการศึกษาของ Thiele พบว่า glycosphingolipid เป็นไขมันที่มีความเป็นขั้วสูง แตกต่างจากไขมันชนิดอื่นตรงที่สามารถละลายได้ในน้ำและจัดเป็นองค์ประกอบที่ สำคัญของเยื้อหุ้มเซลล์ พบมากที่เซลล์สมอง เซลล์ระบบประสาท และอวัยวะอื่นๆ เช่น เม็ดเลือดแดง ไต ม้าม รก ซีรั่ม และ ตับ โดยปกติ glycosphingolipid จะมีบทบาทในปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ glyco-sphingo-lipid ที่แยกได้จากเซลล์มะเร็งจะมีความแตกต่างจากเซลล์ปกติ แต่อาจมีความคล้ายคลึงกับ glycosphingo- -li-pid ที่สกัดได้จากหญ้าปักกิ่ง ดังนั้นในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยหญ้าปักกิ่งจึงอาจมีภูมิต้าน ทานต่อ glycosphingoli-pid ที่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ (3,8) ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยมะเร็งที่ใช้หญ้าปักกิ่งรักษาตนเองมีจำนวนเพิ่มมาก ขึ้นและส่วนใหญ่มีแนวโน้มว่าการรักษาได้ผลดี(7) อย่างไรก็ตามกลไกการออกฤทธิ์ของสารสกัดหญ้าปักกิ่งต่อการต้านเซลล์มะเร็ง ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน นอกจากนี้ผลกระทบข้างเคียงที่อาจเกิดกับร่างกายภายหลังได้รับหญ้าปักกิ่ง ยังไม่มีการติดตามและศึกษากันอย่างจริงจัง จากการศึกษาถึงความเป็นพิษเฉียบพลันของหญ้าปักกิ่งพบว่าน้ำคั้นจากหญ้า ปักกิ่งไม่ทำให้เกิดความผิดปกติในด้านการเจริญเติบโต เคมี เลือด และพยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญในหนูขาว ค่า LD50 ในหนูขาวมากกว่า 120 ก./กก.น้ำหนักหนู ซึ่งคิดเป็น 300 เท่าของขนาดที่ใช้รักษาในคน(9) และการให้หนูขาวกินน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งขนาดความเข้มข้น 2.8, 7.0 และ 14 ก./กก.น้ำหนักหนู ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณที่ใช้ในคน เป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน 3 เดือน ไม่ทำให้เกิดพิษเรื้อรัง(10) การตรวจไม่พบพิษของหญ้าปักกิ่ง ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยน้ำ สำหรับการสกัดด้วยเอทธานอล ธีระ ชีโวนรินทร์, วิริยา เจริญคุณธรรม และ Vinitketkumnuen พบว่าหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอลสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดเอนไซม์ที่ย่อย สลาย และลดการเกิดอนุมูลอิสระ แต่ขณะเดียวกันอาจเหนี่ยวนำให้เกิดเอนไซม์อื่นๆ ที่เร่งการก่อกลายพันธุ์ได้(6,11,12) นอกจากนี้ Punturee พบสารสกัดหญ้าปักกิ่งที่ได้จากการสกัดด้วยเอทธานอลที่ความเข้มข้น 100-200 มคก./มล.สามารถแสดงความเป็นพิษต่อ PBMC ของคนปกติทั้งในสภาวะที่ถูกและไม่ถูกกระตุ้นด้วย mitogen (Phyto-hemagglu-tinin และ Pokeweed mitogen)(13) จะเห็นว่าข้อมูลการศึกษาที่เกี่ยวกับหญ้าปักกิ่งยังไม่มีความชัดเจน ทั้งนี้เพราะฤทธิ์ในการต้านเซลล์มะเร็งของหญ้าปักกิ่งอาจขึ้นกับปัจจัยหลาย ชนิด ได้แก่ กรรมวิธีในการสกัดสาร อายุของหญ้าปักกิ่ง สถานที่เพาะปลูก และฤดูกาล เป็นต้น ดังนั้นก่อนที่จะนำสารสกัดหญ้าปักกิ่งหรือสมุนไพรอื่นมาใช้รักษาโรคจะต้อง มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังเพื่อให้มีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน ตลอดจนพัฒนารูปแบบการใช้ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น</p>
<p><strong>กิตติกรรมประกาศ</strong></p>
<p>ขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์ ดร. วัชระ กสิณฤกษ์ ภาควิชาภูมิคุ้มกันวิทยา คณะเทคนิคการแพทย์ และ แพทย์หญิง ดร. รัตนา บรรเจิดพงศ์ชัย ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ให้ความอนุเคราะห์ Leukemic cell lines ขอขอบคุณสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ให้ความอนุเคราะห์เครื่อง cell harvester และเครื่อง b-counter</p>
<p>เอกสารอ้างอิง</p>
<p>1. นันทวัน บุณยะประภัศร, อรนุช โชคชัยเจริญพร. (บรรณาธิการ). สมุนไพร. ไม้พื้นบ้าน. กรุงเทพฯ: คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2543.</p>
<p>2. วีณา จิรัจฉริยากูล. สารต้านมะเร็งจากหญ้าปักกิ่ง. จุลสารข้อมูลสมุนไพร 2542;16:10-3.</p>
<p>3. Jiratchariyakul W, Okabe H, Moongkrandi P, Frahm AW. Cytotoxic glycosphinglipid from Murdannia loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy. Thai J Phytopharm 1998;5:10-20.</p>
<p>4. สาคร พรประเสริฐ. (บรรณาธิการ). มะเร็งเม็ดเลือดขาว. เชียงใหม่: ส. ทรัพย์การพิมพ์, 2542.</p>
<p>5. Levi F, Lucchini F, Negri E, Barbui T, La Vecchai C. Trends in mortality from leukemia in subsequent age groups. Leukemia 2000;14: 1980-5.</p>
<p>6. ธีระ ชีโวนรินทร์, อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ, Wild CP. ผลของสารสกัดจากตะไคร้และหญ้าปักกิ่งต่อระดับอะฟลาทอกซินบีหนึ่ง-อัลบูมิ นแอดดักส์ ในหนูขาวที่ได้รับอะฟลาทอกซินบีหนึ่ง. เชียงใหม่-เวชสาร 2541;37:11-9.</p>
<p>7. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. หญ้าปักกิ่ง. การสัมมนาสมุนไพรกับมะเร็งครั้งที่ 1; ตึกดำรงนิราดูล. กรุงเทพฯ: สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, 2531.</p>
<p>8. Thiele OW. Lipids. Isoprenoide mit steroiden. Stuttgart: Georg Thieme Verlag 1979: 184-8.</p>
<p>9. พิมลวรรณ ทัพยุทธพิจารณ์, วัลลา งามนัฐจินดา, พรรณี พิเดช. การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว. สารศิริราช 2533;43: 458-63.</p>
<p>10. พิมลวรรณ ทัพยุทธพิจารณ์, เพียงจิต สัตตบุศย์, พรรณี พิเดช. พิษเรื้อรังของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว. สารศิริราช 2534;43:529-33.</p>
<p>11. วิริยา เจริญคุณธรรม, ปรัชญา คงทวีเลิศ, อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ. การเหนี่ยวนำเอนไซม์ดีทีไดอะฟอเรส โดยสารสกัดจากหญ้าปักกิ่ง ใบมะกรูด และตะไคร้. เชียงใหม่เวชสาร 2537;33:71-7.</p>
<p>12. Vinitketkumnuen U, Charoenkunathum W, Kongtawelert P, Lertprasertsuke N, Picha P, Matsushima T. Antimutagenicity and DT-diaphorase inducer activity of Thai medicinal plant, Murdannia loriformis. J Herbs Spices Med Plants 1996;4:45-52.</p>
<p>13. Punturee K, Kasinrerk W, Wild CP, Vinitketkumnuen U. Immunomodulatory effect of Thai medicinal plants on the mitogen stimulated proliferation of human peripheral blood mononuclear cells in vitro. Proceedings of Takeo Wada cancer research symposium. 2000 Nov 30-Dec 1; Chiang Mai: Chaing Mai University, 2000. p.62-4.</p>
<p>ANTI-PROLIFERATIVE AND CYTOTOXIC EFFECTS OF</p>
<p>MURDANNIA LORIFORMIS ON LEUKEMIC CELL LINES</p>
<p>Sakorn Pornprasert, M.Sc.,1 Khanittha Punturee, B.Sc.,2 Usanee Vinitketkumneun, Ph.D.,2</p>
<p>1Department of Clinical Microscopy, Faculty of Associated Medical Science,</p>
<p>2Department of Biochemistry, Faculty of Medicine, Chiang Mai University,</p>
<p>Chiang Mai, Thailand</p>
<p><strong>แหล่งข้อมูล :</strong> <a href="http://www.medicine.cmu.ac.th/secret/edserv/journal/40(4)/sakorn.htm" target="_blank">http://www.medicine.cmu.ac.th/secret/edserv/journal/40(4)/sakorn.htm</a></p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-thumbnail wp-image-141 aligncenter" title="เม็ดเลือดขาว" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/11/11111-150x150.jpg" alt="เม็ดเลือดขาว" width="150" height="150" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>ผมรักษามะเร็งด้วยตนเอง โดยวิธีธรรมชาติบำบัด ได้ผลมาก หายเป็นปกติมา 7 ปีแล้วครับ</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jun 2010 13:59:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[รักษามะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพรบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[เล่งจือเฉ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=511</guid>
		<description><![CDATA[นายมนตรี อติพยัคฆ์ ป่วยเป็นมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ ระยะที่ 3 หลังจากผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออก เซลล์มะเร็งได้ลุกลามต่อมน้ำเหลืองไปแล้วมีโอกาสมากที่จะกระจายสู่จุด อันตรายที่สุดคือตับ และอวัยวะส่วนต่างๆในช่องท้อง แต่ก็ได้ตัดสินใจรักษาโดยธรรมชาติบำบัดทันที (ยุทธศาสตร์ 4 อ.) โดยไม่ขอรับเคมีบำบัดและรังสีรักษาตามแผนการรักษาของแพทย์ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ในความเห็น ของแพทย์สรุปว่าโอกาสที่จะอยู่รอดถึง 2 ปีหลังการผ่าตัดอาจจะต่ำกว่า 50% ซึ่งก็มีเหตุผลที่ต้องเชื่อ แต่ผมก็เชื่อใน&#8221;ทางเลือกใหม่&#8221;ว่าอาจจะทำให้ผมอยู่ได้เป็นสิบปี ซึ่งก็เกินพอแล้วสำหรับสภาวะเช่นนี้ แต่ถ้าจะอยู่ได้ ต่อไปอีกก็เป็นเรื่องที่ดีในการใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุข ผมตัดสินใจใช้ทฤษฏีบำบัดมะเร็ง ของ นพ.แมกซ์ เกอร์สัน บิดาแห่งนักธรรมชาติบำบัด และจากหลักการของอาหารแมคโครไบโอติกส์ มาดัดแปลงรักษาตนเองให้เป็น วิถีไทยๆ ด้วยวิธีคิด ด้วยเหตุด้วยผลจนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้าใช้วิธีนี้ต้องไม่ตายแน่ เอาชีวิตตัวเองเดิมพันเลย ผมได้ตรวจเช็คเลือด CEA (Carcinoembryonic Antigen) ทุก 3 เดือน ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติหลังการผ่าตัด ค่าของ CEA ขึ้นๆลงๆ เคยอยู่ในระดับปกติดีที่สุดที่ 1.1 ng/ml สูงกว่าปกติที่ 5.1 และกลับมาที่ 4.4 และสูงขึ้นไปที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นายมนตรี อติพยัคฆ์  ป่วยเป็นมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ ระยะที่ 3  หลังจากผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออก  เซลล์มะเร็งได้ลุกลามต่อมน้ำเหลืองไปแล้วมีโอกาสมากที่จะกระจายสู่จุด อันตรายที่สุดคือตับ และอวัยวะส่วนต่างๆในช่องท้อง<strong><span style="text-decoration: underline;"> แต่ก็ได้ตัดสินใจรักษาโดยธรรมชาติบำบัดทันที (ยุทธศาสตร์ 4  อ.) </span></strong> โดยไม่ขอรับเคมีบำบัดและรังสีรักษาตามแผนการรักษาของแพทย์  ซึ่งในกรณีเช่นนี้ในความเห็น ของแพทย์สรุปว่าโอกาสที่จะอยู่รอดถึง 2  ปีหลังการผ่าตัดอาจจะต่ำกว่า 50% ซึ่งก็มีเหตุผลที่ต้องเชื่อ  แต่ผมก็เชื่อใน&#8221;ทางเลือกใหม่&#8221;ว่าอาจจะทำให้ผมอยู่ได้เป็นสิบปี  ซึ่งก็เกินพอแล้วสำหรับสภาวะเช่นนี้ แต่ถ้าจะอยู่ได้  ต่อไปอีกก็เป็นเรื่องที่ดีในการใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุข  ผมตัดสินใจใช้ทฤษฏีบำบัดมะเร็ง ของ นพ.แมกซ์ เกอร์สัน  บิดาแห่งนักธรรมชาติบำบัด และจากหลักการของอาหารแมคโครไบโอติกส์  มาดัดแปลงรักษาตนเองให้เป็น วิถีไทยๆ ด้วยวิธีคิด  ด้วยเหตุด้วยผลจนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้าใช้วิธีนี้ต้องไม่ตายแน่  เอาชีวิตตัวเองเดิมพันเลย</p>
<p>ผมได้ตรวจเช็คเลือด CEA  (Carcinoembryonic Antigen) ทุก 3 เดือน  ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติหลังการผ่าตัด ค่าของ CEA ขึ้นๆลงๆ  เคยอยู่ในระดับปกติดีที่สุดที่ 1.1 ng/ml สูงกว่าปกติที่ 5.1 และกลับมาที่  4.4 และสูงขึ้นไปที่ 8.7 (ก่อนผ่าตัดขึ้นกว่า 40) การเจาะเลือด CEA  นั้นเป็นการตรวจหา Antigen ของเซลล์มะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่  คนปกติที่ไม่สูบบุหรี่จะมีค่าไม่เกิน 5 หน่วย ถ้ามีมะเร็งก็อาจขึ้นไปอีก  ถ้าถึง 10 หน่วยก็ควรต้อง CT-Scan ดูแล้ว ถ้าถึง 20  หน่วยก็อาจจะเริ่มลุกลาม ถ้าขึ้นไปเป็น 100 เป็น 1000 ก็ถึงขั้นแพร่กระจาย  (Metastatis) มะเร็งระยะเริ่มต้นนั้นค่าของ CEA ไม่มีอะไรคงที่  ตัวเลขบ่งชี้อาจขึ้นอยู่กับปริมาณสารก่อมะเร็งในร่างกาย  รวมทั้งสภาวะต่างๆในร่างกายและจิตใจ  ซึ่งเรื่องนี้เราก็สามารถควบคุมได้ระดับหนึ่ง จึงไม่ยึดเอา CEA  เป็นเหตุให้เครียด แต่จะดูว่าสุขภาพตัวเองเป็นอย่างไร ดีขึ้น  แข็งแรงขึ้นหรือเปล่า มีชีวิตที่ปกติสุขหรือเปล่า ยังกินได้นอนหลับ  น้ำหนักไม่ลด คุณภาพชีวิตยังดี ก็ถือว่าเราควบคุมมะเร็ง  ให้หยุดนิ่งได้บ้างก็น่าจะสบายใจสบายกายขึ้นบ้างไม่ใช่หรือ  ซึ่งผมก็เป็นเช่นว่านี้ ที่เป็นเช่นนี้ผมเชื่อว่า</p>
<h3><strong>เป็น เพราะการทานอาหารมังสวิรัติและการปฏิบัติตัวตาม &#8220;ยุทธศาสตร์ 4อ.&#8221;  ของผมนั่นเอง</strong></h3>
<p>ผู้ปฏิบัติควรเรียนรู้  วิธีกินอาหารมังสวิรัติให้ได้สารอาหารครบ เหมือนกับอาหารปกติ  ไม่ต้องกลัวขาดโปรตีน (ไม่เช่นนั้น ช้าง ม้า วัว  ควายมันจะเติบโตได้อย่างไร)ความจริงแล้วเซลล์ในร่างกายผลิตกรดอะมิโนได้  14ชนิด ต้องการจากอาหารอีก 8 ชนิด คนที่ทานมังสวิรัติ  ถ้ารู้หลักก็จะได้สารอาหารครบ 5 หมู่อยู่แล้ว แพทย์ปัจจุบันมัก  จะแนะนำผู้ป่วยมะเร็งให้ทานอาหาร 5 หมู่ แต่ไม่บอกว่าควรจะลดละเลิกอะไรบ้าง  แถมบางท่านยังบอกว่าให้ทานเนื้อนมไข่  หมูเห็ดเป็ดไก่ได้ตามสบายเสียอีก(เพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงสู้กับเคมีบำบัด  และได้รับเม็ดเลือดขาวที่ถูกทำลายจากคีโมมาชดเชย)</p>
<p>ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนได้รับการผ่าตัดก้อนมะเร็งออกไปแล้วแต่กลับไปทานอาหาร  ประเภทเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม  กลับไปกินเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดงที่ให้โปรตีนและไขมันสูง(ไปบำรุงให้เซลล์ มะเร็งเติบโตอีก) เริ่มแตะเหล้า เบียร์ บุหรี่ กินอาหารสารพิษปนเปื้อน  กินเนื้อสัตว์ปิ้ง ย่างไหม้เกรียม รมควัน (เริ่มสะสมสารก่อมะเร็งอีก)  วันดีคืนดีมะเร็งก็เลยกลับมา  รู้ตัวอีกครั้งก็สายเกินแก้เสียแล้วนี่แหละการที่แพทย์ปัจจุบันไม่เปิดใจ กว้างให้กับความสำคัญของ &#8220;โภชนบำบัด&#8221; ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการ</p>
<p><strong>แพทย์ ทางเลือก (Altanative Medicine) ทำให้การรักษามะเร็งอาจถึงทางตันได้  ดังนั้นการแพทย์แบบ ประสมประสาน (Integrated Medicine)  ซึ่งใช้การแพทย์ปัจจุบันเป็นหลักและการแพทย์ทางเลือกมาเสริมจึงเป็น  ทางออกที่ดีที่สุดในยุคแห่งบูรณาการ</strong></p>
<p>หลัง ผ่าตัด : ผมย้ายมาเจาะเลือดติดตามผล CEA  และตรวจระบบทางเดินอาหารด้วยเครื่องมือต่างๆที่ รพ.ใกล้ บ้าน (ใช้บริการ 30  บาท ฯ) การบำบัดด้วยตนเองยังคงใช้ &#8220;ยุทธศาสตร์ 4อ.&#8221; สนับสนุนด้วย  &#8220;หญ้าเทวดา&#8221;</p>
<p>หลังผ่าตัด 1 ปี : CEA ขึ้นมาที่ 8.7 ng/ml  ตรวจ CT-Scan พบก้อนเนื้อ 4&#215;2 ซ.ม.ในลำไส้ใหญ่ส่วนต้น หมอนัด อีก 2  อาทิตย์ให้ไปทำ Colonoscopy (ส่องกล้องลำไส้ใหญ่)  ผมมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างสูงที่จะต้องทำให้ก้อน  เนื้อนั้นหายไปให้ได้ด้วยพลังแห่งระบบภูมิคุ้มกัน(Immune System)  จึงเร่งปฏิบัติ &#8220;ยุทธศาสตร์ 4อ.&#8221;อย่างเข้มข้น จริงจัง  บูรณาการระบบชีวิตประจำวันใหม่ตาม &#8220;หลัก10 ข้อ สู้มะเร็ง&#8221;  ทานอาหารแบบชนิดต้านมะเร็งอย่างเคร่งครัด  พร้อมทั้งทานวิตามินเอเบต้าแคโรทีน วิตามินซี-ดี-อี หญ้าเทวดา(ปักกิ่ง)  ผักใบเขียวทั้งสดและนำมาปั่นทานวันละหลายครั้ง ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ  ทำจิตใจให้มั่นคง ตัดความหวาดหวั่น วิตกจริต  เชื่อมั่นและศรัทธาในแนวทางที่ตนเองบำบัด อยู่ด้วยพลังใจ  คิดๆๆๆว่าก้อนมะเร็งต้องหายไป และทั้งหมดนี้ก็ประสบผลสำเร็จ  วันส่องกล้องไม่พบเนื้องอกในลำไส้  รอดพ้นผ่าตัดครั้งที่สองไปอย่างปาฏิหาริย์ หลังจากนั้นอีก 2  เดือนก็ไปตรวจเลือดอีกครั้งอีกครั้งปรากฏว่าค่า CEA ออกมาเยี่ยมมากแค่ 1.8  ng/ml ตัวเลขต่ำน่าพอใจมาก(ค่าปกติ 0-5 ng/ml) หลังจากนั้นอีก 3  เดือนก็ไปตรวจ CEA อีก ปรากฏว่าผลออกมายิ่งดี อยู่ที่ 1.1 ng/ml  (เหตุที่มะเร็งกลับมาในครั้งนั้นสงสัยว่าอาจจะเป็นเพราะผมกลับไป  กินเนื้อปลาอีก เหมือนกับกรณีที่หมออารีย์เผลอตัวไปกินไก่ย่างส้มตำ หรือ  อาจารย์หม่อม(ธันย์ โสภาคย์)ชล่าใจ กลับไปกินเนื้อปลา และขนมหวาน)</p>
<p>การตรวจ ครั้งสำคัญ : (18/03/47)  เป็นการตรวจครั้งสำคัญในโอกาสที่ครบสองปีหลังการผ่าตัด ปรากฏว่า ค่า CEA  ดีเยิ่ยมอยู่ที่ 1.4 ng/ml ผลการตรวจการทำหน้าที่ของตับ LFT (Liver  Function Test) และ Ultrasound ช่องท้องออกมาปกติ ผล x-ray ปอดปกติ  ก็เป็นอันว่าผมอยู่ในภาวะที่ปกติแน่นอนแล้ว  ดีใจมากที่ตัดสินใจได้ถูกต้องในการรักษามะเร็งด้วยตนเองด้วยความเชื่อมั่นใน ด้านธรรมชาติบำบัด และด้วยจิตใจที่มั่นคง  เชื่อมั่นในวิธีคิดวิธีปฏิบัติของตัวเอง ..(การตรวจเลือด 22/6/48  ผลยังออกมาดีมาก ค่าCEA อยู่ที่ 1.7 ng/ml )</p>
<p><strong>ปัจจุบัน  : สุขภาพร่างกายเป็นปกติแล้ว  ไม่มีอะไรบ่งบอกหรือส่งสัญญาณว่ามะเร็งจะกลับมา เรื่องตรวจ CEA  ก็เลยเลิกลากันไป</strong></p>
<h4>สภาพร่างกาย : กินได้ นอนหลับ  แข็งแรง รูปร่างดี (ได้น้ำหนักสัมพันธ์กับส่วนสูง) ระบบขับถ่ายดีเยี่ยม  ดีกว่า ก่อนเป็นมะเร็งลำไส้เสียอีก (อาหารมังสวิรัติช่วยได้มาก)  <span style="text-decoration: underline;"><strong>&#8230;.  ลาก่อนอาหาร/ขนมที่ทำจากเนื้อสัตว์ แป้งขัดขาว นม เนย ไข่ น้ำตาลทรายขาว  กะทิ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีเส้นใยอาหาร (Fibre)  และบางชนิดมีไขมันชนิดไม่ดีและสารปนเปื้อนเป็นเหตุให้ท้องไส้ผิดปกติ  ท้องผูก แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย ปวดท้อง</strong></span></h4>
<p><strong>&#8230;.  ขอลาอย่างถาวรเลยอาการทั้งหลายที่ว่านั้น !</strong></p>
<h4>สุขภาพ :  สุขภาพทั่วๆไปอยู่ในระดับที่ดี  (ดีกว่าเพื่อนๆที่ไม่ได้เป็นมะเร็งในวัยเดียวกันหลายคน)  ผลพลอยได้จากการรักษามะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัด  นอกจากมะเร็งจะหายแล้วยังทำให้ร่างกายเป็นเขตปลอดเบาหวาน ความดันโลหิตสูง  ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เข่าเสื่อม ไตเสื่อม อวัยวะต่างๆก็ทำหน้าที่ปกติ  เช่น ปอด ตับ หัวใจ ฯลฯ ภูมิคุ้มกันแข็งแรงทำให้ร่างกายไม่เสื่อมสมรรถภาพ  เลือดลมดี โรคภัยไม่ค่อยมารบกวน แม้กระทั่งไข้หวัดจะมีบ้างก็เป็นปี</h4>
<p><strong>สภาพจิตใจ : สงบ สบาย ไร้กังวล  มีความมั่นใจว่าตัวเองได้หายจากโรคมะเร็งแล้ว</strong></p>
<h2>กิจวัตรประจำวัน :</h2>
<p><strong>เช้ามืด </strong>ออกกำลังกายบริเวณสวนที่เต็มไปด้วยแมกไม้สีเขียวแหล่งฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ โดยการจ็อกกิ้ง ประมาณ 1 ก.ม. เสร็จแล้วพักสูดอากาศยามเช้า  (นำออกซิเจนสดๆเข้าไปให้ปอดฟอกเลือดเก่าซึ่งมีสีดำเพื่อจะ  ได้เลือดใหม่สีแดงสมบูรณ์ด้วยออกซิเจนส่งไปให้หัวใจสูบฉีดไปทั่วร่างกาย)  หลังจากนั้นออกกำลังกายต่อ เริ่ม ต้นด้วย sit-up บริหารหน้าท้อง  แกว่งแขนบริหารลมปราณ ดัดเนื้อดัดตัวอีกนิดหน่อยตามรูปแบบของโยคะ  ชาร์จจักระ(พลังจักรวาล)เป็นอันจบการบริหารกายและจิต  เสร็จแล้วก็เดินเล่นในสวนพร้อมสุนัข กลับเข้าบ้านทานหญ้าเทวดา(ปักกิ่ง) 3  เม็ดก่อนอาหารเช้าซึ่งประกอบด้วย โจ๊กข้าวกล้อง  ซุปมิโสะ(เต้าเจี้ยวบดญี่ปุ่น)ผสมสาหร่ายญี่ปุ่นวากาเม่ะ ขนมปังโฮลวีทปิ้ง 2  แผ่น กล้วยน้ำว้า 2 ลูก หลังอาหารเช้าทานว่านรางจืด 3แคบซูล  (ทั้งหญ้าเทวดาและว่านรางจืดทานวันละ 3 มื้อก่อน/หลังอาหาร ทาน 7 วัน เว้น 4  วัน) ทำ Detox อาทิตย์ละ 2 ครั้ง</p>
<p>จาก นั้นก็หาอะไรทำเพลินๆเช่น รดน้ำต้นไม้ ตัดแต่งกิ่งใบ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน  กวาดใบไม้ ล้างรถบ้าง ซักผ้า รีดผ้าบ้าง เปิดทีวีดูรายการข่าว  อ่านหนังสือพิมพ์ เสร็จแล้วก็ดื่มน้ำเต้าหู้(จืด)ผสมลูกเดือย ทานกับ  Cornflakes(ข้าวโพดอบเป็นเกล็ดๆ) อาบน้ำ สวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิประมาณ  1 ชั่วโมง ทำอาหารกลางวัน (ก๋วยเตี๋ยวน้ำเส้น ข้าวกล้อง)  ผัดมักกะโรนีบ้างสปาเก็ตตี้บ้าง ดิ่มน้ำปั่นแครอท,ฟักทอง,ข้าวโพด ,งาดำ  บางครั้งก็มีหัวมันต้มสีม่วง(มันต่อเผือก) ทานทั้งเปลือก ฟักทองนึ่ง</p>
<p>หลัง จากนั้นก็พักผ่อน ดูทีวี อ่านหนังสือทั่วๆไปบ้าง เข้าอินเตอร์เน็ตบ้าง  โทรศัพท์บ้าง จนบ่ายแก่ๆก็ทานผลไม้(ไม่หวาน)  ขนมขบเคี้ยวต่างๆที่ทำจากธัญพืช น้ำผักสุขภาพ  ถึงเวลาทานอาหารเย็นก็จะทานข้าวบ้างละ เป็นข้าวซ้อมมือแท้ๆ (สีน้ำตาลเข้ม)  หุงรวมกับถั่วแดงและลูกเดือย(เพื่อเพิ่มกรดอมิโนให้ครบถ้วน)  หุงสุกแล้วโรยด้วยจมูกข้าว  งาดำคั่วทานกับต้มจับฉ่ายสลับกับสตูซึ่งมีส่วนผสมหลักคือ แครอท มันฝรั่ง  มันเทศ ฟักทอง ผสมถั่วแดง ถั่วแขก ถั่วลันเตา นอกจากนั้นก็จะมีแกงส้ม  แกงเลียงกินได้เป็นอาทิตย์ บางครั้งก็มีอย่างอื่น เช่นผัดปรุงรสต่างๆ  เนื้อเทียมต่างชนิดทำด้วยโปรตีนเกษตร ผสมเห็ด ข้าวโพด  หรือทำด้วยแป้งผสมถั่วเหลือง หัวบุกและแครอต นำมาผัดซ้อสต่างๆ อร่อยมาก</p>
<p>จากนั้น ก็ออกไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ กลับมาทำโยคะ  จนกระทั่งใกล้ค่ำจึงกลับมาสวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ  รักษาตัวเองด้วยพลังจักวาล เสร็จแล้วก็อาบน้ำ พักผ่อนดูทีวี  ดื่มน้ำเต้าหู้เปิดวิทยุฟังเพลง ดูหนังที่เช่ามา อ่านหนังสือ  จนถึงเวลานอนประมาณ ห้าทุ่มทุกวัน ทั้งหมดเป็นกิจวัตรธรรมชาติบำบัดประจำวัน</p>
<p>จะเห็นได้ว่าครบ 4 อ. คือ อารมณ์ อาหาร อากาศ  ออกกำลังกาย สำหรับกิจกรรมพิเศษก็มีอีกหลายอย่าง เช่น  เช้าวันเสาร์อาทิตย์ต้องใส่บาตรพระสงฆ์ที่เดินมาหน้าบ้าน ว่ายน้ำ  แล้วขับรถเข้าเมืองไปทานอาหารเที่ยงที่ชมรมมังสวิรัติจตุจักร  เดินเลยไปที่ตลาดนัด ดูไม้ดอกไม้ประดับที่นำมาขาย  ไปดูเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีด้วยเปลือกไม้ธรรมชาติ  บางครั้งก็ถือโอกาศนั่งรถไฟใต้ดินที่สถานีใกล้กันเข้าไปเดินเล่นในเมืองแถวๆ สีลม ไปศูนย์ประชุมฯสิริกิติ์ ชมนิทรรศการที่สนใจ  แวะพักผ่อนที่สวนเบญจกิติที่อยู่ติดกัน บางครั้งก็ไปห้างสรรพสินค้า  ไปดูหนัง ดูหนังสือที่น่าสนใจ  นานๆทีก็ไปพักผ่อนสัมผัสธรรมชาติแถวเหนือๆที่ชอบโดยเฉพาะเชียงใหม่</p>
<p>กิจวัตรและกิจกรรมของผมแบบนี้แหละทำให้จิตใจร่าเริงเบิกบาน  ผลที่ได้ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ทรงประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณเซลล์  เม็ดเลือดขาวที่แข็งแกร่ง กระหายที่จะรุมกินโต๊ะเจ้าพลพรรคมะเร็ง</p>
<p>&#8230;เจ้า พวกเซลล์มะเร็งทั้งหลายเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เจอเข้าไป 2 เด้ง !  ไหนจะถูกเซลล์เม็ดเลือดขาวของผมตามไล่ล่าชีวิต  ไหนจะถูกตัดขาดจากอาหาร ชูกำลังประเภท หวาน มัน เค็ม ก็เลยหมดสภาพ กลับไปหมกเม็ดซ่อนตัว  รอที่จะได้อาหาร  บำรุงบำเรอให้แข็งแรงเพื่อจะได้กลับมาล้างแค้น  (ไม่ต้อง หวังหรอกนายมะเร็ง!)</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ข้อคิดที่ได้ : </strong></span>ความรู้สึกของผมในระหว่างที่กำลังเป็นเป็นมะเร็ง  เคยคิดเหมือนกันว่าชีวิตกำลังดำเนินอยู่ที่ปลาย สุดของปากเหว  พร้อมที่จะร่วงหล่นลงไปสู่ความตายได้ทุกเมื่อ แต่ในทางกลับกันถ้ามีสติ  ปัญญาและพลังใจใน การต่อสู้กับมะเร็งอย่าง&#8221;รู้เขารู้เรา&#8221;  ชีวิตที่อยู่คู่กับมะเร็งก็อาจจะมีคุณภาพ สภาพของเหวที่น่ากลัวก็อาจจะค่อยๆ  ตื้นเขินจนเป็นพื้นที่ธรรมชาติสวยงามที่ให้ความสดชื่นรื่นรมย์  เติมเต็มชีวิตที่เหลือให้มีความหวังครั้งใหม่ได้</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">หมายเหตุ  : </span></strong>แนวทางรักษามะเร็งของผมเป็นแนวทางที่ใช้ธรรมชาติบำบัด  ผลดีที่เกิดกับผมนั้นอาจจะแตกต่างกับ  ผู้ป่วยรายอื่นที่มีความไม่เหมือน กันทั้งในสภาพร่างกาย จิตใจ สภาพแวดล้อม ความมุ่งมั่น ความเพียรพยายาม  การ ตัดสินใจในกรณีต่างๆเป็นวิธีคิด วิธีปฏิบัติของผม เป็นเรื่องเฉพาะตัว  แม้กระทั่งการตัดสินใจไม่ใช้เคมีและรังสีบำบัด  ผู้ป่วยท่านอื่นๆจึงควร ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลัก</p>
<p>ถ้าจะใช้ การแพทย์ทางเลือกก็ต้องใช้ดุลพินิจและวิจารณญาณของท่านตลอดจนผู้ให้การ ปรึกษาของท่านเป็นหลัก  เพราะมีผู้ที่แอบอ้างเป็นแพทย์ทางเลือกบางคนมีพฤติกรรมที่ไม่จริงใจต่อผู้ ป่วยโดยให้ข้อแนะนำอย่างฉาบฉวย มุ่งที่จะขายวิตามิน  ในราคาที่ค่อนข้างสูงอย่างเดียว ขายกันเป็นชุดประกอบด้วยวิตามินสิบกว่าชนิด  กินกันวันละเป็นหมื่นๆมิลลิแกรม หมดแล้วให้มาซื้อใหม่ ไม่รู้จบ  ผู้ป่วยบางรายหมดเงินไปหลายหมื่นบาท  ซึ่งไม่ต่างจากแพทย์แผนปัจจุบันหลายท่านที่ไม่มี  ความจริงใจและความเป็นกันเองต่อผู้ป่วยคิดอย่างเดียวที่จะเสนอการใช้ยาเคมี ชนิดต่างๆที่แพงแสนแพงต่อผู้มีฐานะดี ใช้ครั้งละเป็นหมื่นเป็นแสนบาท  บางคนหมดไปกว่าสิบล้านแต่กลับมีอาการทรุดลงเรื่อยๆ  ส่วนผู้ป่วยที่มีฐานะยากจนแพทย์ก็จะ  กำหนดให้ใช้ยาเคมีแบบพื้นๆโดยตัวแพทย์เองก็รู้ทั้งรู้ว่าโอกาศที่มะเร็งจะ หายได้โดยวิธีดังกล่าวนี้มีเปอร์เซ็นต์ที่ค่อนข้างน้อย  ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในฐานะของผู้ป่วยทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการ รักษาโรคทั้งหลายโดยเฉพาะ</p>
<p>โรคร้ายอย่างมะเร็ง! ธรรมาภิบาล  และจริยธรรมยังเป็นปัญหาในวงการแพทย์ปัจจุบัน  ผมเองไม่ได้ต่อต้านในเรื่องนี้เพราะทั้งวิตามินสำเร็จรูปและยาเคมีก็มี ประโยชน์ไม่มากก็น้อย แต่ทุกอย่างมันอยู่ที่ความ  พอเหมาะพอควรในสถานภาพของแต่ละคน ผมเองก็ไม่ได้กินวิตามินสำเร็จรูป  และไม่ได้ใช้ทั้งคีโมและฉายแสงด้วย  แต่ผมก็อยู่ได้มาถึงวันนี้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ครบถ้วนโดยการใช้ปฏิบัติการ ทางธรรมชาติบำบัดอย่างเคร่งครัด เชื่อมั่น แน่วแน่  ศรัทธาในหนทางนี้อย่างมั่นคง.</p>
<p>ณ  วันนี้ถึงแม้ว่าผมจะอยู่ในสภาวะที่ปกติแล้วก็ตาม  แต่จะยึดแนวธรรมชาติบำบัดต่อไปในการดำเนินชีวิต  ไม่เช่นนั้นมะเร็งอาจกลับมาอีกรอบซึ่งเป็นไปได้มาก เห็นมามากแล้ว  ความประมาท กับ ความตาย เป็นของคู่กัน !</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>19</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>ปุจฉา วิสัชนา หญ้าปักกิ่ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b8%88%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b8%88%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Oct 2009 07:23:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณ หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[เล่งจือเฉ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b8%88%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/</guid>
		<description><![CDATA[โลกของความรู้สมุนไพรในวันนี้ เป็นโลกขององค์ความรู้และประสบการณ์จากอดีตและปัจจุบันมาบรรจบกัน เหมือนกับคุณปู่คุณย่าปะทะสังสรรค์กับคนรุ่น D2B ที่มักเจอช่องว่างของการนำเอาความรู้มาใช้อย่างเหมาะสม อาจจะเนื่องด้วยสังคมวัฒนธรรมที่แปลเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทำให้ข้อมูลจากตำราและหมอยา เมื่อเจอการตลาดและการผลิตแบบใหม่ ซึ่งเป็นสังคมบริโภคและค้าขายอย่างรุนแรง ทำให้ประโยชน์กลายเป็นผลข้างเคียงได้ง่ายๆ ปัจจุบันนี้มีข่าวเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรแล้วเกิดอันตรายอยู่เนืองๆ ที่กำลังดังและเป็นข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการใช้หญ้าปักกิ่ง ซึ่งเป็นทางเลือกของผู้ป่วยมะเร็งนั่น มีผู้สอบถามเข้ามายังมูลนิธิสุขภาพไทยซึ่งดำเนินงานเป็นสำนักเลขาฯ ให้กับชมรมหญ้าปักกิ่ง ชมรมนี้เกิดจากผู้อาวุโสใจกุศลจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะคุณลุง ณรงค์ สุทธิกุลพาณิช ปรารถนาเผยแพร่แนวทางเลือกให้กับผู้ป่วยมะเร็ง กว่า 1-2 ปีที่ผ่านมามีผู้สอบถามถึงวิธีใช้ และแหล่งหาหญ้าปักกิ่งจำนวนมากรายจนรับโทรศัพท์ไม่ไหว จนระยะหลังนี้มีข่าวว่า ผู้ใช้หญ้าปักกิ่งแล้วเกิดอาการมือเท้าอ่อนแรง ทำให้ผู้สงสัยสอบถามมากขึ้น ซึ่งเรามาทำความเข้าใจในเหตุการณ์นี้  จาก ประสบการณ์และข้อมูลของทางมูลนิธิ คงจะบอกต่อให้เกิดการใช้ที่ถูกต้องได้ว่า หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรซึ่งมาพร้อมหลักการหรือทฤษฎีการแพทย์แบบตะวันออก ซึ่งไม่ได้มีเพียงสารสำคัญของตัวยา แต่สมุนไพรแต่ละชนิดมีคุณสมบัติร้อนหรือเย็นด้วย เหมือนรสยาไทยที่มี 9 รส ดังนั้น หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติเย็น เหมือนกับสมุนไพรชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติเย็น เช่น ต้นฟ้าทลายโจร เมื่อหญ้าปักกิ่งมีคุณสมบัติทางยาเช่นนี้ ผู้ที่กินยาแล้วมีสภาพร่างกายเย็นเป็นพื้นฐาน เมื่อดื่มน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งเข้าไป อาจมีอาการข้างเคียง เช่น เป็นตะคริว มือเท้าไม่มีแรง และอาจมีอาการท้องอืดเฟ้อด้วย ซึ่งองค์ความรู้ที่สะสมมาหรืออาจพูดได้ว่าภูมิปัญญาแบบตะวันออกนั้น มีทางแก้ไขไว้ด้วยการผสมขิงแก่ซึ่งมีคุณสมบัติร้อนลงไปผสมกับหญ้าปักกิ่ง วิธีการที่เป็นรูปธรรมคือ วิธีใช้หญ้าปักกิ่งจะใช้ ต้นหญ้าปักกิ่ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกของความรู้สมุนไพรในวันนี้ เป็นโลกขององค์ความรู้และประสบการณ์จากอดีตและปัจจุบันมาบรรจบกัน เหมือนกับคุณปู่คุณย่าปะทะสังสรรค์กับคนรุ่น D2B ที่มักเจอช่องว่างของการนำเอาความรู้มาใช้อย่างเหมาะสม อาจจะเนื่องด้วยสังคมวัฒนธรรมที่แปลเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทำให้ข้อมูลจากตำราและหมอยา เมื่อเจอการตลาดและการผลิตแบบใหม่ ซึ่งเป็นสังคมบริโภคและค้าขายอย่างรุนแรง ทำให้ประโยชน์กลายเป็นผลข้างเคียงได้ง่ายๆ</p>
<p>ปัจจุบันนี้มีข่าวเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรแล้วเกิดอันตรายอยู่เนืองๆ ที่กำลังดังและเป็นข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการใช้หญ้าปักกิ่ง ซึ่งเป็นทางเลือกของผู้ป่วยมะเร็งนั่น มีผู้สอบถามเข้ามายังมูลนิธิสุขภาพไทยซึ่งดำเนินงานเป็นสำนักเลขาฯ ให้กับชมรมหญ้าปักกิ่ง ชมรมนี้เกิดจากผู้อาวุโสใจกุศลจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะคุณลุง ณรงค์ สุทธิกุลพาณิช ปรารถนาเผยแพร่แนวทางเลือกให้กับผู้ป่วยมะเร็ง</p>
<p>กว่า 1-2 ปีที่ผ่านมามีผู้สอบถามถึงวิธีใช้ และแหล่งหาหญ้าปักกิ่งจำนวนมากรายจนรับโทรศัพท์ไม่ไหว จนระยะหลังนี้มีข่าวว่า ผู้ใช้หญ้าปักกิ่งแล้วเกิดอาการมือเท้าอ่อนแรง ทำให้ผู้สงสัยสอบถามมากขึ้น</p>
<p><span id="more-28"></span>ซึ่งเรามาทำความเข้าใจในเหตุการณ์นี้  จาก ประสบการณ์และข้อมูลของทางมูลนิธิ คงจะบอกต่อให้เกิดการใช้ที่ถูกต้องได้ว่า หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรซึ่งมาพร้อมหลักการหรือทฤษฎีการแพทย์แบบตะวันออก ซึ่งไม่ได้มีเพียงสารสำคัญของตัวยา แต่สมุนไพรแต่ละชนิดมีคุณสมบัติร้อนหรือเย็นด้วย เหมือนรสยาไทยที่มี 9 รส ดังนั้น หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติเย็น เหมือนกับสมุนไพรชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติเย็น เช่น ต้นฟ้าทลายโจร</p>
<p>เมื่อหญ้าปักกิ่งมีคุณสมบัติทางยาเช่นนี้ ผู้ที่กินยาแล้วมีสภาพร่างกายเย็นเป็นพื้นฐาน เมื่อดื่มน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งเข้าไป อาจมีอาการข้างเคียง เช่น เป็นตะคริว มือเท้าไม่มีแรง และอาจมีอาการท้องอืดเฟ้อด้วย ซึ่งองค์ความรู้ที่สะสมมาหรืออาจพูดได้ว่าภูมิปัญญาแบบตะวันออกนั้น มีทางแก้ไขไว้ด้วยการผสมขิงแก่ซึ่งมีคุณสมบัติร้อนลงไปผสมกับหญ้าปักกิ่ง</p>
<p>วิธีการที่เป็นรูปธรรมคือ วิธีใช้หญ้าปักกิ่งจะใช้ ต้นหญ้าปักกิ่ง 2-3 ต้น ล้างน้ำให้สะอาด นำมาตำให้ละเอียดในครกดินเผาหรือครกไม้ (ควรเป็นครกใหม่) แล้วเติมน้ำสุก 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง นำน้ำคั้นมาดื่มวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมง และก่อนนอน</p>
<p>แต่ท่านใดที่เป็นคนมีธาตุเย็น หรือกินไปแล้วเริ่มมีอาการดังว่า ต้องผสมขิงแก่ลงไป 2-3 ชิ้นตำพร้อมกับหญ้าปักกิ่ง เพื่อลดความเย็นของหญ้าปักกิ่งนั้นเอง</p>
<p>ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของผู้ใช้หญ้าปักกิ่งแล้วเกิดอาการข้างเคียงคือ การกินยาในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากมีผู้ป่วยหลายรายใช้หญ้าปักกิ่งเป็นกิโลกิโลตำคั้นน้ำดื่มวันละ หลายแก้ว ซึ่งเท่ากับกินยามากเกินไป ซึ่งอาจทำให้ร่างกายเย็นจัด จึงเกิดอาการข้างเคียงได้ง่าย</p>
<p>หลักการกินยาคงเป็นหลักสากลที่ผู้ป่วยและญาติต้องสังเกตุร่างกายของคนไข้ว่า หลังกินยาแล้วมีอาการข้างเคียงอย่างไร เพื่อที่จะปรับลดหรือเปลี่ยนตำรับยา หากเราเข้าใจคำว่าประกอบโรคศิลปะ หรือการรักษาโรคนั้นต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ การปฏิบัติเวชกรรมแผนตะวันออกหรือแผนไทยแต่เดิมนั้น ก็เป็นการรักษาหรือจัดยาสมุนไพรให้เข้ากับอาการและธาตุประจำตัวของแต่ละคน ซึ่งทั้งหมอและผู้ป่วยจำเป็นต้องร่วมมือในการดูแลสุขภาพร่วมกัน</p>
<p>และสิ่งสำคัญยิ่งของการใช้ยาในโลกของข้อมูลข่าวสารที่ไหลบ่าจนเราไม่สามารถ แยกแยะได้ว่า อะไรเหมาะสมนั้น ขอให้ผู้ใช้ยาสมุนไพรพึ่งเข้าใจว่า หากท่านไม่มีความรู้อย่าไปปรับปรุงพลิกแพลงสูตรยา เช่น การ คั้นน้ำดื่มเพียง 2 ช้อนโต๊ะ แต่ท่านเข้าใจว่าถ้ามากกว่านี้น่าจะทำให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้มากขึ้น จึงผสมตัวยาให้มากขึ้นซึ่งเป็นความเข้าใจผิด และจำนวนหรือความถี่ของการใช้ยาก็มีความสำคัญเช่นกัน อย่าไปนึกคิดเอาเอง</p>
<p>ฝากไว้สำหรับท่านที่กินหญ้าปักกิ่งเข้าไปภายใน 7-10 วันแรก อาจจะมีอาการหงุดหงิด นอนไม่หลับ โมโหง่าย บางรายอุจจาระหรือปัสสาวะมีสีเหลืองเหมือนน้ำล้างปลา (ไม่ได้เป็นทุกคน) อาการเช่นนี้จะเป็นอยู่ระยะหนึ่ง แล้วจะหายไปเอง เพราะตัวยากำลังออกฤทธิ์ แต่ถ้าท่านใดมีอาการข้างเคียงมากกว่าหรือดูรุนแรงกว่า ก็ควรหยุดยา เพราะร่างกายอาจไม่เหมาะกับยา</p>
<p>และหญ้าปักกิ่งไม่ใช่ยามหัศจรรย์ ซึ่งยังไม่มียาอะไรในโลกนี้ที่เป็นยาวิเศษขนาดนั้น ดังนั้น ถ้าท่านใดกินยาเกินกว่า 20 วันแล้ว ไม่มีข้อสังเกตว่าอาการของโรคดีขึ้นบ้าง แสดงว่ายาไม่ถูกกับโรคเช่นกัน ควรจะหยุดยา หรือเปลี่ยนเป็นยาอื่น</p>
<p>ประสบการณ์ของผู้ใช้หญ้าปักกิ่งหลายรายประสบความสำเร็จ และมีอีกหลายรายอาการดีขึ้น แต่ก็มีที่ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน หญ้าปักกิ่งจึงเป็นสมุนไพรทางเลือกในสังคมแบบตะวันออกที่เชื่อว่า การดูแลรักษาสุขภาพอาศัยการรักษาแบบองค์รวม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือของผู้ป่วย ญาติ การทำสมาธิ ปรับเปลี่ยนอาหารและวิถีชีวิต ซึ่งสมุนไพรเป็นตัวแทนรูปธรรมของแนวทางเช่นนี้</p>
<p>สมุนไพรให้คุณมาก แต่ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี เกิดโทษได้เช่นกัน</p>
<p>แหล่งข้อมูล : <a href="http://www.samoonprai.com/feature_detail.php?rid=7&amp;current=11&amp;textsearch=&amp;PHPSESSID=be9aec0c6cd0de401c9fb1d560554e6a" target="_blank">สมุนไพรดอทคอม</a></p>
<p><img title="หญ้าปักกิ่ง" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/murdannia2.gif" alt="หญ้าปักกิ่ง" width="223" height="147" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b8%88%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	<price></price>	</item>
	</channel>
</rss>

