<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หญ้าปักกิ่ง หญ้าเทวดา สมุนไพรบำบัดรักษาโรคเสื่อมของร่างกาย &#187; หญ้าปักกิ่ง</title>
	<atom:link href="http://www.jatuka.com/tag/%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.jatuka.com</link>
	<description>หญ้าปักกิ่ง หรือหญ้าเทวดา เป็นสมุนไพร รับประทานเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย รักษาโรคเสื่อม มะเร็ง เบาหวาน ความดัน หัวใจ</description>
	<lastBuildDate>Sat, 03 Dec 2011 15:01:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3</generator>
		<item>
		<title>สรรพคุณหญ้าปักกิ่ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Sep 2011 07:23:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[รักษามะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพรบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[เล่งจือเฉ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=354</guid>
		<description><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง สมุนไพรบำบัด รักษาโรค (เล่งจือเฉ้า) Murdannia LoriFormis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy Commelinaceae ลักษณะของหญ้าปักกิ่ง หญ้า ปักกิ่ง เป็นไม้ล้มลุก สูงราว 10-30 ซ.ม. ใบเดี่ยว หนาเรียวคล้ายใบไผ่ ฉ่ำน้ำดอกเล็ก ๆ ออกที่ปลายต้น สีบานเย็น กลีบขาวแกมม่วง หญ้าปักกิ่งมีกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ แถบสิบสองปันนา การขยายพันธุ์หญ้าปักกิ่งโดยการแยกหน่อ หรือเมล็ด หากจะนำมาปลูก ควรปลูกหญ้าปักกิ่งกับดินร่วนปนทราย และวางไว้ในที่ๆ มีแดดรำไร สรรพคุณของหญ้าปักกิ่ง หญ้า ปักกิ่ง เป็นสมุนไพรรักษาโรคครอบจักรวาล ชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว ใช้บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลย์ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน Activate Cells หญ้า ปักกิ่งรักษามะเร็งได้ในระดับหนึ่ง เช่น ในตับ ลำคอ มดลูก กระเพาะอาหาร ลำไส้ ต่อมน้ำเหลือง เม็ดโลหิต (ลูคีเมีย) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>หญ้าปักกิ่ง สมุนไพรบำบัด รักษาโรค (เล่งจือเฉ้า) Murdannia LoriFormis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy Commelinaceae</h2>
<h3>ลักษณะของหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p>หญ้า ปักกิ่ง เป็นไม้ล้มลุก สูงราว 10-30 ซ.ม. ใบเดี่ยว หนาเรียวคล้ายใบไผ่ ฉ่ำน้ำดอกเล็ก ๆ ออกที่ปลายต้น สีบานเย็น กลีบขาวแกมม่วง</p>
<p>หญ้าปักกิ่งมีกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ แถบสิบสองปันนา การขยายพันธุ์หญ้าปักกิ่งโดยการแยกหน่อ หรือเมล็ด หากจะนำมาปลูก ควรปลูกหญ้าปักกิ่งกับดินร่วนปนทราย และวางไว้ในที่ๆ มีแดดรำไร</p>
<h3>สรรพคุณของหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p>หญ้า ปักกิ่ง เป็นสมุนไพรรักษาโรคครอบจักรวาล ชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว</p>
<p>ใช้บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลย์ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน Activate Cells หญ้า ปักกิ่งรักษามะเร็งได้ในระดับหนึ่ง เช่น ในตับ ลำคอ มดลูก กระเพาะอาหาร ลำไส้</p>
<p>ต่อมน้ำเหลือง เม็ดโลหิต (ลูคีเมีย) รักษาไทรอยด์ ไตอักเสบ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจ แก้ไอ ระงับปวด บำรุงหัวใจ</p>
<p>ไมเกรน ภูมิแพ้ ทำให้น้ำเหลืองแห้ง สามารถนำหญ้าปักกิ่งมาตำ แล้วพอกรักษาแผลต่างๆ เช่นงูสวัด เริม แผลเบาหวาน อีกทั้งยังช่วยระบบขับถ่ายดีมาก ฯลฯ (มีฮอร์โมน ,</p>
<p>เกลือแร่ , ไม่เป็นพิษระยะสั้น – ระยะยาว)</p>
<h3>วิธีรับประทานหญ้าปักกิ่ง</h3>
<ul>
<li><strong>สูตรการทำที่เป็นที่นิยม :</strong> นำหญ้าปักกิ่ง 1 กิโลกรัม ล้างให้สะอาดทั้งต้น ใบ ราก และดอก (ถ้ามี) ใช้น้ำสุกเย็นแล้ว 3 ขวดแม่โขงกลม ปั่นด้วยเครื่องปั่น (Blender) คั้นหญ้าปักกิ่งด้วยผ้าขาวบางสะอาด เอาแต่น้ำสีเขียวเข้มและฟอง กรอกใส่ขวด ปิดฝาให้แน่น เก็บเข้าตู้เย็น (ใต้ช่องแข็ง) ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมง 1 ครั้ง และก่อนนอน 1 ครั้ง ถ้าผสมน้ำผึ้งด้วย ก็จะได้รสชาติอร่อย หวาน หอมชื่นใจ (ส่วนกาก นำมาต้มแล้วคั้นดื่มแทนน้ำได้)</li>
<li><strong>สูตรยาอายุวัฒนะ : </strong>นำหญ้าปักกิ่งที่ถอนมาสด ๆ พร้อมราก ล้างให้สะอาด ต้มกับน้ำ หลังเดือดแล้วให้เติมน้ำผึ้งพอประมาณ ดื่มวันละ 3 เวลา จะทำให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว</li>
<li><strong>สูตรป้องกันสารพัดโรค</strong> : รับประทานหญ้าปักกิ่งสดๆ หรือปรุงเป็นอาหารจิ้มน้ำพริกกินก็ได้ รสอร่อยมาก ถ้ามีหญ้าปักกิ่งมากก็ใช้ทั้งต้น ถ้ามีน้อยก็ใช้วิธีลอกใบล่างๆ มารับประทานวันละ 14 ใบ</li>
</ul>
<h3>ข้อควรระวัง</h3>
<p>ไม่ควรรับประทานของแสลง ซึ่งมีผลให้ฤทธิ์การรักษาโรคของหญ้าปักกิ่งอ่อนลง เช่น</p>
<ul>
<li>ฟักแฟง , แตงกวา (แตงโม, ตระกูลแตงต่างๆ)​, มะระ, หัวไชเท้า และอาหารที่ถือว่าเป็นของเย็น</li>
</ul>
<h3>ปฏิกิริยาหลังรับประทานหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p>หลังรับประทานหญ้าปักกิ่งเป็นเวลา 1 อาทิตย์ หรือ 10 วัน <span style="text-decoration: underline;">อาจมีอาการต่างๆ เหล่านี้ : หงุดหงิด หรือ เป็นไข้ หรือ โมโหง่าย หรือ นอนไม่หลับ หรือ ปวดเมื่อย หรือ อาจจะมีน้ำเหลืองปนหนองออกทางอุจจาระ ส่วนปัสสาวะอาจมีกลิ่นเหม็นเหมือนน้ำล้างปลา</span></p>
<p>แต่ <span style="text-decoration: underline;"><strong>&#8220;ไม่&#8221;</strong></span> เป็นอย่างนี้ทุกคนหรือทุกอาการ และเป็นไม่นาน อาการทั้งหลายจะหายไปเอง ไม่ต้องตกใจ เพราะหญ้าปักกิ่งกำลังออกฤทธิ์ โรคกำลังถูกปราบ</p>
<h3>เทคนิคในการดื่มน้ำหญ้าปักกิ่งให้อร่อย</h3>
<p>หลายท่าน คงพบปัญหาว่า น้ำหญ้านั้น เหม็นเขียว และดื่มยากเหลือเกิน กว่าจะดื่มได้หมดหนึ่งแก้ว &#8230; เราแนะนำให้ลองผสมน้ำผึ้ง โดยละลายน้ำผึ้งกับน้ำอุ่นเล็กน้อย แล้วจึงผสมน้ำหญ้าลงไปในแก้ว กะปริมาณหวานพอเมาะ</p>
<p>รับรองค่ะว่า น้ำหญ้าปักกิ่ง จะหอม หวาน และรับประทานได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ <img src='http://www.jatuka.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<h3>ข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง</h3>
<ul>
<li>สารานุกรมสมุนไพรไทย โดยอาจารย์วุฒิ วุฒิธรรม</li>
<li>คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</li>
<li>ประสบการณ์จริงจากผู้ที่ใช้หญ้าปักกิ่งในการรักษาโรคต่างๆ</li>
</ul>
<h3>รูปของหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-13 aligncenter" title="หญ้าปักกิ่ง" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/murdannia12.gif" alt="หญ้าปักกิ่ง" width="226" height="148" /></p>
<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<a href='http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/attachment/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-2/' title='หญ้าปักกิ่ง'><img width="150" height="98" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/murdannia12.gif" class="attachment-thumbnail" alt="หญ้าปักกิ่ง" title="หญ้าปักกิ่ง" /></a>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>17</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง 16 ประการ</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Sep 2011 16:38:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=60</guid>
		<description><![CDATA[ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง 16 ประการ 1. ทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลล์จำพวกนี้จะไม่สามารถตรวจหาพบโดยเครื่องมือทาง การแพทย์ จนกว่าจะมีปริมาณเซลล์เป็น 2-3 ร้อยล้านเซลล์ หากไปพบหมอ แล้วหมอบอกว่าคุณไม่มีเซลล์มะเร็งใน ร่างกายหลังจากการตรวจ นั่นแค่หมายความว่า เครื่องมือทางการแพทย์ไม่สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้ เนื่องจากขนาดของเซลล์มะเร็งยังไม่มากพอ หรือขาดยังไม่ใหญ่พอให้เครื่องมือตรวจเจอ 2. เซลล์มะเร็ง เกิดขึ้นมาก ถึง 6 -10 ครั้ง ใน 1 ช่วงชีวิตของมนุษย์ 3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง เซลล์มะเร็งก็จะถูกทำลาย เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งขยายตัว และสร้างก้อนเนื้อร้าย 4. เมื่อคนไข้ ถูกบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็ง แสดงให้เห็นว่ามีการขาดสารอาหารบางชนิด หรือ โภชนาการ ไม่ดี ซึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม อาหาร หรือปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิต 5. การเอาชนะเซลล์มะเร็ง สามารถทำได้โดยการสร้างความแข็งแกร่งให้เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือระบบ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย 6. การให้ คีโม หรือสารเคมีบางชนิด ทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายเซลล์ที่ดีของร่างกายไปด้วย ซึ่งเป็นอาจทำลายระบบของอวัยวะสำคัญไปด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><strong>ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง 16 ประการ</strong></h2>
<p><strong>1. ทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย</strong> เซลล์จำพวกนี้จะไม่สามารถตรวจหาพบโดยเครื่องมือทาง การแพทย์<br />
จนกว่าจะมีปริมาณเซลล์เป็น 2-3 ร้อยล้านเซลล์    หากไปพบหมอ แล้วหมอบอกว่าคุณไม่มีเซลล์มะเร็งใน  ร่างกายหลังจากการตรวจ นั่นแค่หมายความว่า เครื่องมือทางการแพทย์ไม่สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้<br />
เนื่องจากขนาดของเซลล์มะเร็งยังไม่มากพอ หรือขาดยังไม่ใหญ่พอให้เครื่องมือตรวจเจอ</p>
<p><strong>2. เซลล์มะเร็ง เกิดขึ้นมาก ถึง 6 -10 ครั้ง ใน 1 ช่วงชีวิตของมนุษย์</strong></p>
<p><strong>3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง เซลล์มะเร็งก็จะถูกทำลา</strong>ย เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งขยายตัว<br />
และสร้างก้อนเนื้อร้าย</p>
<p><strong>4. เมื่อคนไข้ ถูกบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็ง แสดงให้เห็นว่ามีการขาดสารอาหารบางชนิด</strong> หรือ โภชนาการ   ไม่ดี<br />
ซึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม อาหาร หรือปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิต</p>
<p><strong>5. การเอาชนะเซลล์มะเร็ง สามารถทำได้โดยการสร้างความแข็งแกร่งให้เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือระบบ<br />
ภูมิคุ้มกันของร่างกาย</strong></p>
<p><strong>6. การให้ คีโม หรือสารเคมีบางชนิด ทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายอย่างรวดเร็ว </strong>แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายเซลล์ที่ดีของร่างกายไปด้วย   ซึ่งเป็นอาจทำลายระบบของอวัยวะสำคัญไปด้วย เช่น ตับ ไต<br />
หัวใจ หรือปอด</p>
<p><strong>7. การฉายรังสี ก็จะทำลายเซลล์มะเร็ง </strong>และทำให้เนื้อบางส่วนไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลล์เนื้อเยื่อ ที่ดีไปด้วยเช่นกัน</p>
<p><strong>8. โดยทั่วไปแล้ว การให้ คีโม หรือการฉายรังสี อาจจะทำให้ขนาดของก้อนเซลล์มะเร็งลดลง</strong> แต่ อย่างไร<br />
ก็ตามก็ไม่ไ ด้มีผลทำลายก้อนเนื้อไปมากกว่านั้น</p>
<p><strong>9. เมื่อร่างกายต้องรับสารพิษจำนวนมาก จากการให้ คีโมหรือการฉายแสง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ก็จะถูกทำลายไปด้วย</strong> ดังนั้นร่างกายก็ง่ายต่อการติดเชื้อ หรือพ่ายแพ้เซลล์มะเร็ง</p>
<p><strong>10. การให้ คีโม หรือการฉายแสง อาจเป็นสาเหตุให้เซลล์มะเร็ง มีการกลายพันธุ์ หรือดื้อยา ทำให้ยาก แก่การทำลาย</strong> การผ่าตัด ก็อาจสามารถทำให้ เซลล์มะเร็งกระจายไปยังส่วนอื่น</p>
<p><strong>11. วิธีที่มีประสิทธิภาพที่จะต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง คือ หยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยการหยุด ให้อาหารที่เซลล์มะเร็งจำเป็นต้องนำไปใช้</strong></p>
<h2><strong>สารอาหารที่เซลล์มะเร็งต้องการ</strong></h2>
<p><strong>1. น้ำตาล</strong> เช่น น้ำตาลทรายขาว equal โดยใช้น้ำตาลจากธรรมชาติแทน เช่น น้ำผึ้ง แต่ต้องใช้ใน ปริมาณที่น้อยมาก     เกลือ มีสารจำเป็นที่เซลล์มะเร็งนำไปใช้ ควรงด หรือใช้ในปริมาณน้อย</p>
<p><strong>2. นม </strong>ควรดื่ม น้ำนมถั่วเหลืองทดแทน</p>
<p><strong>3. เซลล์มะเร็ง เจริญเติบโตในสภาพที่เป็นกรด </strong>การบริโภคเนื้อสัตว์ทำให้เกิดสภาพเป็นกรด ควรรับประทานอาหารประเภทปลา ดีกว่าหมู เนื้อ และเนื้อสัตว์ มีแบคทีเรีย ใช้โฮโมนในการ เจริญเติบโตปนเปื้อน ที่เป็นอันตรายต่อคนไข้ที่เป็นมะเร็ง</p>
<p><strong>4. 80% ของผักและนำผลไม้สด ถั่งเมล็ดแห้ง ธัญญาพืช จะช่วยให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่าง 20% จากอาหารที่ปรุงแล้ว น้ำผักและนำผลไม้สด จะให้เอนไซม์ที่ง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อไปเสริมสร้างความแข็งแรง ให้เซลล์ที่ดี </strong> ดังนั้นควรดื่มน้ำผักสด และกินผักดิบ 2 -3 ครั้งต่อวันเพราะเอนไซม์จะถูกทำลายที่ 40 c</p>
<p><strong>5. หลีกเลี่ยงชา กาแฟ ชอกโกแลต ที่มีคาเฟอีนที่สูง</strong> เป็นดื่มชาเขียวที่มี สารต้านมะเร็ง ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำกรอง<br />
ดีที่สุด หลีกเลี่ยงน้ำประปา และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่มีสภาพเป็นกรด</p>
<p><strong>6. เนื้อสัตว์ ย่อยยาก</strong> และต้องการเอนไซม์ในการย่อยเป็นจำนวนมาก   และเนื้อที่ย่อยไม่หมด จะคงตกค้างอยู่ใน<br />
ลำไส้ อันนำไปสู่สารพิษตกค้าง</p>
<p><strong>7. เซลล์มะเร็ง</strong> มีโปรตีนที่ยากแก่การทำลายเป็นเกราะป้องกัน การบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน<br />
ของร่างกายไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น</p>
<p><strong>8. อาหารเสริมบางอย่างช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบภูมิคุ้มกัน </strong>เพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง เช่น<br />
วิตามินอี วิตามินซี</p>
<p><strong>9. เซลล์มะเร็ง เป็นเชื้อโรคของจิตใจ ร่างกาย และจิต วิญญาณ   การควบคุมอารมณ์ และมองโลกในแง่ดี<br />
จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น </strong>อารมณ์โกรธ ขมขื่น หรือความเครียดจะสร้างสภาพความเป็นกรดให้ร่างกาย<br />
ควรเรียนรู้ที่จะรัก และให้อภัย พักผ่อนและสนุกกับการใช้ชีวิต</p>
<p><strong>10. เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตในที่มีออกซิเจนได้ </strong>การออกกำลังกายทุกวัน และหายใจเข้าลึกลึก<br />
จะช่วยเพิ่มระดับ ออกซิเจนในเซลล์ การบำบัดด้วยออกซิเจนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำลายเซลล์มะเร็ง</p>
<h2><strong>วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็ง ชนิดต่างๆ</strong></h2>
<p><strong>อาการของ การเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย</strong></p>
<p><strong>1. มะเร็งปากมดลูก </strong>อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ   อาการเจ็บปวด<br />
และมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าว<br />
ไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้</p>
<p><strong>2. มะเร็งในมดลูก</strong> อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพั นธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง </p>
<p><strong>3. มะเร็งรังไข่ </strong>อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง</p>
<p><strong>4. มะเร็งในเม็ดเลือด ( ลูคีเมีย) </strong>อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติ มักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียวหรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ และมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช ่องท้อง</p>
<p><strong>5. มะเร็งปอด </strong>อาการ มักไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลาย น้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบาก หรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน</p>
<p><strong>6. มะเร็งตับ </strong>มักปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตา + ผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด</p>
<p><strong>7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ</strong> อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ</p>
<p><strong>8. มะเร็งสมอง</strong> อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาเจียน หรือการผิดปกติของการมองเห็น<br />
ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหัน<br />
อวัยวะบางส่วนของ ร่างกายหยุดทำงาน เช่น มีอาการชา และเป็น อัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษ<br />
หากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย</p>
<p><strong>9. มะเร็งในช่องปาก </strong>อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษาหรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือก เนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ หรือ เป็นเวลานาน</p>
<p><strong>10. มะเร็งในลำคอ </strong>อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันที ทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือ<br />
มีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับ และรู้สึกได้</p>
<p><strong>11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร </strong>อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาเจียนออกมาเป็นเลือด ท้องอืด หรืออาหาร<br />
ไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเ หมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ</p>
<p><strong>12. มะเร็งทรวงอก </strong>อาการมีเลือด หรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้น<br />
มีก้อนบวมจนจับได้ เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้น ที่เต้านมเป็นเวลานาน ควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อมีอายุมากขึ้น<br />
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังทีเรียกว่า ซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุ<br />
ของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อน ว่าคืออะไรกันแน่</p>
<p><strong>13. มะเร็งลำไส้ </strong>อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ<br />
มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ<br />
**** ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้ว คือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับ แล้วเลือดมีสีแดงสด<br />
นั่นคืออาการของริดสีดวงทวาร   แต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น คือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้</p>
<p><strong>14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง</strong> อาการมีก้อนบวมขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิดอาการ<br />
ติดเชื้อในบางส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง   อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานาน</p>
<p><img class="alignnone size-thumbnail wp-image-168" title="ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/10/bd524ffbf3a88b9-150x150.jpg" alt="ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง" width="150" height="150" /></p>
<p>ข้อมูลจาก : FW เมล์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งกับการรักษาโรคมะเร็ง กลุ่มงานวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Oct 2010 20:11:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[รักษามะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันมะเร็งแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[เล่งจือเฉ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/</guid>
		<description><![CDATA[ดร. ผ่องพรรณ ศิริพงษ์ หัวหน้างานวิจัยสมุนไพร กลุ่มงานวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับสองของประชากรไทยและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกๆปี ยารักษา โรคมะเร็งที่ใช้ในทางการแพทย์ ก็มีแต่ยาแผนปัจจุบันที่มีราคาแพง ซึ่งจะต้องนำเข้า จากต่างประเทศทั้งหมด ทั้งในรูปยาสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบ อีกทั้งยังพบว่ามีผลข้างเคียงสูง ทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็ง จึงหันมานิยม ใช้สมุนไพรพื้นบ้านเพื่อนำมารักษา โรคมะเร็งที่เป็นอยู่ สมุนไพรจากประเทศจีนชนิดหนึ่งซึ่งมีผู้นำมาเผยแพร่ ประมาณ 30 ปี  มาแล้วและปัจจุบันก็ยังคงนิยมใช้อยู่อย่างแพร่หลาย คือหญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่ง หรือเรียกชื่อ ภาษาจีนว่า เล่งจือเฉ้า หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งหรือเล่งจือเฉ้า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy อยู่ในวงศ์ Commelinaceae เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  แต่ไม่ใช่พืชในวงศืหญ้าทั่วไป เป็นไม้ล้มลุก สูง ประมาณ 7-10 ซ.ม. และอาจสูงได้ถึง 20 ซ.ม. ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ความยาวไม่เกิน 10 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อที่ ปลายยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="right">
<p align="right"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-225" title="logo14" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/logo14-150x150.jpg" alt="logo14" width="135" height="135" />ดร. ผ่องพรรณ ศิริพงษ์<br />
หัวหน้างานวิจัยสมุนไพร กลุ่มงานวิจัย<br />
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ</p>
<p>ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับสองของประชากรไทยและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกๆปี ยารักษา โรคมะเร็งที่ใช้ในทางการแพทย์ ก็มีแต่ยาแผนปัจจุบันที่มีราคาแพง ซึ่งจะต้องนำเข้า จากต่างประเทศทั้งหมด ทั้งในรูปยาสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบ อีกทั้งยังพบว่ามีผลข้างเคียงสูง<br />
ทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็ง จึงหันมานิยม ใช้สมุนไพรพื้นบ้านเพื่อนำมารักษา โรคมะเร็งที่เป็นอยู่ สมุนไพรจากประเทศจีนชนิดหนึ่งซึ่งมีผู้นำมาเผยแพร่ ประมาณ 30 ปี  มาแล้วและปัจจุบันก็ยังคงนิยมใช้อยู่อย่างแพร่หลาย คือหญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่ง หรือเรียกชื่อ ภาษาจีนว่า <strong>เล่งจือเฉ้า<br />
</strong></p>
<p align="left">หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งหรือเล่งจือเฉ้า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy อยู่ในวงศ์ Commelinaceae เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  แต่ไม่ใช่พืชในวงศืหญ้าทั่วไป เป็นไม้ล้มลุก สูง ประมาณ 7-10 ซ.ม. และอาจสูงได้ถึง 20 ซ.ม. ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ความยาวไม่เกิน 10 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อที่ ปลายยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น  กลีบดอกมีสีฟ้าปนม่วง ใบประดับกลม ยาวประมาณ 4 ม.ม. ร่วงง่าย เป็นพืชที่ ชอบดินร่วน  หรือดินปนทราย งอกงามในที่มีแดดรำไร ไม่ต้องการน้ำมากเพาะปลูก โดยการเพาะชำ หรือเพาะเมล็ด ปลูกได้ง่ายและไม่จำเป็นต้องมีเนื้อที่มาก</p>
<p align="left">ตามสรรพคุณของตำรายาจีน จะใช้หญ้าปักกิ่งรักษาโรคในระบบทางเดินหายใจและกำจัดพิษ โดยจะใช้ทั้ง ต้นหรือส่วนเหนือดิน (ลำต้นหรือใบ) ที่มีอายุ 3-4 เดือน (ตั้งแต่เริ่มออกดอก)</p>
<p align="left"><span id="more-27"></span><span style="color: #003300"><strong>ประวัติความเป็นมาของการใช้หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งในประเทศไทย</strong></span><br />
หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งหรือเล่งจือเฉ้า เป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน แถบสิบสองปันนา มีการนำเข้ามาและปลูกแพร่หลายในประเทศไทย เมื่อ ปี พ.ศ. 2527 มีผู้ป่วยมะเร็งดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่งเพื่อ รักาาและบรรเทาอาการจากโรคมะเร็ง พบว่าสามารถยืดชีวิตต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง บางรายใช้หญ้าปักกิ่งร่วมกับการ รักษาแผนปัจจุบันเพื่อลดผงข้างเคียงเนื่องจากการใช้ยาเคมีบำบัด และเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วย โรคมะเร็งรายหนึ่งที่แพทย์บอกว่าจะมีชีวิตอยู่อีก 3 เดือน ขอให้นำผู้ป่วยกลับไปพักฟื้นที่บ้าน แต่เมื่อผู้ป่วยกลับ บ้านและดื่มน้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง</p>
<p align="left">หลังจากนั้น 1 ปี ผู้ป่วยดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่และกลับไปให้แพทย์คนเดิมตรวจ ผลจากผู้ป่วยรายนี้จึงทำให้เกิดการศึกษาวิจัยคุณสมบัติของพืชชนิดนี้เกิดขึ้น</p>
<p align="left"><span style="color: #003300"><strong>จุดประสงค์ของการใช้หญ้าปักกิ่ง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ</strong></span></p>
<ol>
<li>การใช้หญ้าปักกิ่งในผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยมีสรรพคุณว่า<br />
- เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งดีขึ้น ลดความทุกข์ทรมาน บางรายมีอายุยืนยาวมากขึ้น<br />
- เพื่อช่วยลดอาการข้างเคียงของยาเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัด</li>
<li>การใช้ในผู้ป่วยอื่นที่ไม่ใช่ผู้ป่วยมะเร็ง<br />
- เมื่อผู้ป่วยมีเม็ดเลือดขาวต่ำ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เมื่อใช้หญ้าปักกิ่ง พบว่าเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น<br />
- ผู้ป่วยเป็นแผลเรื้อรัง แผลอักเสบมีหนองหรือน้ำเหลืองไหล เมื่อใช้หญ้าปักกิ่ง พบว่าแผลแห้ง ไม่มีหนองและน้ำเหลือง</li>
</ol>
<p align="left"><strong>ผลการวิจัยศึกษาหญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่ง</strong></p>
<p align="left"><strong>สารสำคัญที่ออกฤทธิ์ :</strong></p>
<p align="left">น้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่ง มีสารกลัยโคสฟิงโคไลปิดส์ (จี 1 บี) มีชื่อทางเคมีว่า 1-?-O-D-glycopyranosyl-2-<br />
(2&#8242;-hydroxy-6&#8242;-ene-cosamide)-sphingosine (G1b) นอกจากนั้น ยังพบสารกลุ่มต่างๆได้แก่ คาร์โบไฮเดรต กรดอะ<br />
มิโน กลัยโคไซด์ ฟลาโวนอยด์ และอะกลัยโคน(1-2)</p>
<p align="left"><strong>ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา:</strong></p>
<ul>
<li>- สารกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี 1 บี) แสดงฤทธิ์ยับยั้งปานกลางต่อเซลล์มะเร็งเต้านมและลำไส้ใหญ่ (SW 120) โดยมีค่า ED50?16 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร (1-3)</li>
<li>สารจี 1 บี แสดงผลปรับระบบภูมิคุ้มกัน (1-3)</li>
<li>สารสกัดแอลกอฮอล์ของหญ้าปักกิ่งไม่ได้ช่วยยืดอายุ แต่ผลทางพยาธิวิทยาพบว่าสามารถลดความ รุนแรงของการแพร่กระจายของมะเร็งในหนูได้ จึงคาดว่าสารสกัดดังกล่าวอาจใช้ป้องกันการเกิด มะเร็งได้ (1-3) สารสกัดหญ้าปักกิ่ง มีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ของยีนที่เกิดจากสารก่อกลายพันธุ์ชนิดต่างๆ เช่น AFB1(4)</li>
<li>สารสกัดหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์เหนี่ยวนำเอนไซม์ DT-diaphorase ซึ่งมีบทบาททำลายสารพิษที่ ก่อให้เกิดมะเร็ง(5-6)</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ความเป็นพิษ</strong></p>
<ul>
<li>ความเป็นพิษเฉียบพลัน น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง ไม่ทำให้เกิดความผิดปกติในด้านการเจริญเติบโต ชีวเคมีในเลือด และพยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญในหนูขาว ค่า LD50 เมื่อให้โดยการป้อนในหนูขาว  มากกว่า 120 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว ซึ่งเทียบเท่า 300 เท่าของขนาดที่ใช้รักษาในคน จัดว่า ค่อนข้างจะปลอดภัย(7)</li>
<li>ความเป็นพิษเรื้อรัง พบว่า น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่งขนาดที่ใช้รักษาในคน มีความปลอดภัยเพียงพอ หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน(8)</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ขนาดและวิธีใช้แบบดั้งเดิม</strong></p>
<ul>
<li>ดื่มน้ำคั้น 2 ช้อนโต๊ะ (30 มิลิลิตร) วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นก่อนอาหาร ขนาดที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ น้ำหนักตัวเฉลี่ย 60 กิโลกรัม ถ้าเป็นเด็กควรลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง</li>
<li>ถ้าใช้สำหรับการปรับระบบภูมิคุ้มกัน จะรับประทานยาไม่เกิน 4-6 สัปดาห์ และควรหยุดยาดังนี้ รับประทานติดต่อกัน 5-6 วัน หยุดยา 4-5 วันเช่นนี้จนกว่าครบกำหนด</li>
</ul>
<p align="left"><strong>วิธีเตรียม</strong></p>
<ul>
<li>นำส่วนเหนือดินหรือทั้งต้น น้ำหนักประมาณ 100-120 กรัม หรือจำนวน 6 ต้น ล้างให้สะอาด</li>
<li>หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และโขลกในครกที่สะอาดให้แหลก เติมน้ำสะอาด 4 ช้อนโต๊ะ (60 มิลลิลิตร)</li>
<li>กรองผ่านผ้าขาวบาง</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ผลข้างเคียง</strong></p>
<ul>
<li>ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น 0.5-1 องศาเซลเซียส</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ข้อควรระวัง</strong></p>
<ul>
<li>หากใช้เกินขนาด จะมีผลกดระบบภูมิคุ้มกัน</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ข้อควรคำนึงในการดื่มน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งสด</strong></p>
<ul>
<li>หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรคลุมดิน ให้มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์จากดินมาที่ต้นและใบของ หญ้าปักกิ่ง การนำหญ้าปักกิ่งมารับประทานสดต้องแน่ใจว่า ได้ล้างหลายครั้งจนสะอาดปราศจาก เชื้อจุลินทรีย์ เพราะถ้าล้างไม่สะอาดเพียงพอ เมื่อดื่มน้าคั้นสดจากหญ้าปักกิ่ง ก็จะเป็นการดื่มเชื้อ  จุลินทรีย์เข้าไปในร่างกายผู้ป่วย ซึ่งย่อมมีภูมิต้านทานต่ำ จึงอาจจะเป็นอันตรายมากกว่าคนปกติ</li>
<li>หญ้าปักกิ่งมีรูปร่างลักษณะคล้ายหญ้าอื่นๆหลายชนิด เช่น หญ้ามาเลเซีย ฯลฯ ซึ่งไม่มีประโยชน์ทางยาเคยมีผู้บริโภคที่ซื้อหญ้าปักกิ่งตามท้องตลาดมาบริโภคด้วยราคาแพงแต่ไม่ใช่ชนิดที่ต้องการ ดังนั้นก่อนจะซื้อมาบริโภคจะต้องมั่นใจว่าเป็นหญ้าปักกิ่งที่ต้องการจริง</li>
<li>หญ้าปักกิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วย ต้องเป็นต้นที่มีอายุที่เหมาะสมดังนี้ คือ หญ้าปักกิ่งที่ปลูกโดยการชำกิ่ง ต้องมีอายุ 3 เดือนขึ้นไป ส่วนหญ้าปักกิ่งที่ปลุกด้วยการเพาะเมล็ด ต้องมีอายุมากกว่า 5 เดือนขึ้นไป จากการศึกษาพบว่าหญ้าปักกิ่งที่มีอายุไม่ครบเวลาดังกล่าว จะไม่มีการ สร้างสาร G1b ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ทางยา ดังนั้นการซื้อหญ้าปักกิ่งมาบริโภคนั้น ต้องมั่นใจว่าเป็นหญ้าปักกิ่งจริง เก็บเกี่ยวในขณะที่มีอายุครบเกณฑ์ที่ กำหนดตามวิธีการเพาะชำนั้นๆ จึงจะได้คุณประโยชน์สูงสุดดังประสงค์ มิฉะนั้นก็จะเป็นการบริโภคหญ้าดังกล่าวที่สูญเปล่า ไม่ได้คุณสมบัติตามต้องการและอาจจะได้รับพิษ ถ้าในกรณีเลือกสมุนไพรชนิดอื่นมาบริโภค</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ภาวะปัจจุบันของการพัฒนาหญ้าปักกิ่งที่ใช้เป็นยา</strong><br />
ปัจจุบันองค์การเภสัชกรรม ได้นำเอาหญ้าปักกิ่งมาพัฒนาเป็นยาเม็ด โดยยาทุก 2 เม็ด มีคุณค่าเท่ากับ ต้นหญ้าปักกิ่ง จำนวน 3 ต้น โดยกำหนดขนาดรับประทาน ครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง ตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย โดยมีระยะเวลาการรับประทานขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การใช้ยาดังนี้ คือ</p>
<ol>
<li>ใช้เพื่อลดผลข้างเคียงจากรังสีบำบัดหรือยาเคมีบำบัดผู้ป่วยมะเร็ง จะรับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน</li>
<li>ใช้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายและการกลับเป็นซ้ำอีก หลังจากการรักษาแล้ว โดยรับประทาน 7 วันหยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกันประมาณ 1 ปี และตรวจมะเร็งปีละ 2 ครั้ง</li>
<li>ใช้เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโรคมะเร็ง รับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกัน เป็นเวลานานไม่เกิน 6-8 สัปดาห์ โดยใช้เแพาะช่วงที่มีภูมิคุ้มกันต่ำเช่น ขณะติดเชื้อไวรัส</li>
</ol>
<p align="left"><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></p>
<ul>
<li> วีณา จิรัจฉริยากูล สารต้านมะเร็งจากหญ้าปักกิ่ง จุลสารข้อมูลสมุนไพร 2542; 16(3): 10-13.</li>
<li>วีณา จิรัจฉริยากูล รายงานผลความก้าวหน้าของโครงการวิจัยหญ้าปักกิ่ง หนังสือรวบรวมผลงานการวิจัย โครงการพัฒนาการใช้สมุนไพรและยาไทยทางคลินิก ปี 2526-2536 คณะกรรมการโครงการพัฒนาการใช้สมุนไพรและยาไทยทางคลินิก มหาวิทยาลัยมหิดล หน้า 185-195.</li>
</ul>
<ul>
<li> Weena Jiratchariyakul, Primchanien Moomgkarndi, Hikane Okabe, Frahm A.W. Investigation of anticancer components from Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy. Phama Indochina 1997; 171-191.</li>
</ul>
<ul>
<li>Intiyot Y, Kinouchi T, Kataoka K, Arimochi H, Kuwahara T, Vinitketkumnuen U, Ohnishi Y. Antimutagenicity of Murdanis loriformis in the Salmonella mutation assay and its inhibitory effects on azoxymethane-induced DNA methylation and aberrant crypt focus formation in male F344 rats. J. Med. Invest. 49(1): 5-14.</li>
<li>Vinitketkumnuen U, Chewonarin T, Dhumtanom P, Lertpraseartsuk N, Wild CP. Aflatoxin-albumin adduct formation after single and multiple doses of aflatoxin B1 in rats treated with Thai medicinal plants. Mutat. Res. 1999; 48(1): 345-351.</li>
<li>วิริยา เจริญคุณธรรม, ปรัชญา คงทวีเลิศ, อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ การเหนี่ยวนำเอ็นไซม์ดีที-ไดอะฟอเรส โดยสารสกัดจากหญ้าปักกิ่ง ใบมะกรูด และตะไคร้ เชียงใหม่เวชสาร 2537; 33(2): 71-77.</li>
<li>พิมลวรรณ ตันยุทธพิจารณ์, วัลลา รามนัฐจินดา, พรรณี พิเดช การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว สารศิริราช 2534; 48: 458-66.</li>
<li>พิมลวรรณ ตันยุทธพิจารณ์, เพียงจิต สัตตบุศย์, พรรณี พิเดช พิษกึ่งเรื้อรังของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว สารศิริราช 2534; 48(8): 529-533.</li>
</ul>
<p align="left"><strong>แหล่งข้อมูล</strong> : <a href="http://www.nci.go.th/knowledge/index_general.htm" target="_blank">สถาบันมะเร็งแห่งชาติ </a></p>
<p align="left">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>มะเร็งปอด</title>
		<link>http://www.jatuka.com/testimonial/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/testimonial/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 Oct 2010 09:24:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประสบการณ์หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งปอด]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=213</guid>
		<description><![CDATA[เป็นมะเร็งที่ปอดแต่ผ่าไม่ได้เพราะเป็นเนื้อร้าย เลยต้องใช้เคมีบำบัด เข็มที่ 1 มีอาการแพ้มาก เข็มที่ 2 ยิ่งแย่ลงอีก เริ่มทานหญ้าเทวดา (หญ้าปักกิ่ง)  กลับมาให้คีโมต่อเข็มที่ 3-4 ไม่มีอาการแพ้อีกเลย แถมก้อนเนื้อและจุดตามปอดหายไปหมด&#8230; คุณพ่อของดิฉันป่วยเป็นมะเร็งที่ปอด เวลาพูดจะมีอาการไอ ต่อมาพูดก็ไอ ไม่พูดก็ไอ จึงพาไปตรวจที่ ร.พ.ศิริราช คุณหมอบอกว่าต้องผ่าตัดเพราะมีเนื้องอกที่ปอด หลังผ่าตัดอาการไอก็ยังไม่หาย กลับไอมากขึ้นจนนอนไม่ได้ อาหารก็ทานไม่ลง จึงถามคุณหมอว่าเป็นอะไรกันแน่ คุณหมอก็บอกว่าที่ผ่าตัดนั้นไม่สามารถเอาก้อนเนื้อออก เพราะเป็นเนื้อร้ายผ่าออกไม่ได้ จึงให้รักษาทางเคมีบำบัด (เคโม) ระหว่างรอให้เคโมก็มีอาการอื่นแทรกซ้อนตลอดเวลา ช่วงเวลาที่นอนรอให้เคโมประมาณ 1 เดือน น้ำหนักลดลง 11 ก.ก. กินไม่ได้นอนไม่หลับ มีอาการเหนื่อยหอบตลอดเวลา บางครั้งต้องพ่นยา และใช้เครื่องช่วยหายใจวันละหลายครั้ง พอให้เคโมเข็มที่ 1 คุณพ่อก็มีอาการแพ้มาก มีไข้ขึ้นสูงตลอดเวลา อาการน่ากลัวมาก พออาการดีขึ้นคุณหมอก็ให้เคโมเข็มที่ 2 อาการก็แย่ลงอีก ดิฉันยังพูดกับแม่และน้องๆเลยว่า&#8221;คุณพ่อคงอยู่ไม่นาน ถ้าท่านจะไปขอให้ไปอย่างสบายเถอะ&#8221; คุณพ่อขอคุณหมอขอกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านสักระยะหนึ่ง และได้ติดต่อกับคุณพันธ์ศักดิ์  (จตุกาหญ้าเทวดา)  ขอข้อมูลเรื่องหญ้าเทวดา และได้ทดลองทานหญ้าเทวดา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เป็นมะเร็งที่ปอดแต่ผ่าไม่ได้เพราะเป็นเนื้อร้าย เลยต้องใช้เคมีบำบัด เข็มที่ 1 มีอาการแพ้มาก เข็มที่ 2 ยิ่งแย่ลงอีก เริ่มทานหญ้าเทวดา (หญ้าปักกิ่ง)  กลับมาให้คีโมต่อเข็มที่ 3-4 ไม่มีอาการแพ้อีกเลย แถมก้อนเนื้อและจุดตามปอดหายไปหมด&#8230;</strong></p>
<p>คุณพ่อของดิฉันป่วยเป็นมะเร็งที่ปอด เวลาพูดจะมีอาการไอ ต่อมาพูดก็ไอ ไม่พูดก็ไอ จึงพาไปตรวจที่ ร.พ.ศิริราช คุณหมอบอกว่าต้องผ่าตัดเพราะมีเนื้องอกที่ปอด หลังผ่าตัดอาการไอก็ยังไม่หาย กลับไอมากขึ้นจนนอนไม่ได้ อาหารก็ทานไม่ลง จึงถามคุณหมอว่าเป็นอะไรกันแน่ คุณหมอก็บอกว่าที่ผ่าตัดนั้นไม่สามารถเอาก้อนเนื้อออก เพราะเป็นเนื้อร้ายผ่าออกไม่ได้ จึงให้รักษาทางเคมีบำบัด (เคโม) ระหว่างรอให้เคโมก็มีอาการอื่นแทรกซ้อนตลอดเวลา ช่วงเวลาที่นอนรอให้เคโมประมาณ 1 เดือน น้ำหนักลดลง 11 ก.ก. กินไม่ได้นอนไม่หลับ มีอาการเหนื่อยหอบตลอดเวลา บางครั้งต้องพ่นยา และใช้เครื่องช่วยหายใจวันละหลายครั้ง</p>
<p><span id="more-213"></span><br />
พอให้เคโมเข็มที่ 1 คุณพ่อก็มีอาการแพ้มาก มีไข้ขึ้นสูงตลอดเวลา อาการน่ากลัวมาก พออาการดีขึ้นคุณหมอก็ให้เคโมเข็มที่ 2 อาการก็แย่ลงอีก ดิฉันยังพูดกับแม่และน้องๆเลยว่า&#8221;คุณพ่อคงอยู่ไม่นาน ถ้าท่านจะไปขอให้ไปอย่างสบายเถอะ&#8221; คุณพ่อขอคุณหมอขอกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านสักระยะหนึ่ง และได้ติดต่อกับคุณพันธ์ศักดิ์  (จตุกาหญ้าเทวดา)  ขอข้อมูลเรื่องหญ้าเทวดา และได้ทดลองทานหญ้าเทวดา อาการไอก็ลดลง จึงได้ทานหญ้าเทวดาไปอีก 1 เดือน ก็ถึงกำหนดที่จะไปรับเคโมเข็มที่ 3 ระหว่างรอให้เคโมก็ปั่นหญ้าให้ไปทานที่ ร.พ.ด้วย พอให้เคโมเข็มที่ 3 คุณพ่อก็ไม่มีอาการแพ้เหมือนตอนให้เข็มที่ 1-2 พอถึงกำหนดให้เข็มที่ 4 คุณหมอได้ X-Ray และพบว่าก้อนเนื้อและจุดตามปอดนั้นหายไปหมด คุณหมอไม่แน่ใจจึงให้ทำ Ultrasound ด้วย และพบว่าปกติทุกอย่าง และได้บอกว่า&#8221;โชคดีมากเลยนะ หายเป็นปกติทุกอย่างเลย&#8221;<br />
ทุกวันนี้ คุณพ่อแข็งแรงดีมากเลย ดิฉันพาคุณพ่อไปตรวจร่างกายตามที่คุณหมอนัดทุกครั้ง และยังทานหญ้าเทวดาเหมือนเดิม<br />
ดิฉันต้องขอขอบคุณ คุณพันธ์ศักดิ์ และท่านเจ้าของยานี้ที่ช่วยต่อชีวิตคุณพ่อดิฉันให้ได้อยู่กับลูกหลานมาจนทุกวันนี้</p>
<p><strong>ข้อมูลจาก : </strong><a href="http://www.geocities.com/pimpawatree/tell-2.htm" target="_blank"> http://www.geocities.com/pimpawatree/tell-2.htm</a></p>
<p><strong>ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยกับมะเร็งปอดจาก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ :</strong> <a href="http://www.nci.go.th/Knowledge/pod.htm" target="_blank">http://www.nci.go.th/Knowledge/pod.htm</a></p>
<p><strong>เรียนรู้สู้มะเร็งปอด :</strong> <a href="http://www.lungcancer-thai.com/" target="_blank">http://www.lungcancer-thai.com/</a></p>
<p><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-214" title="มะเร็งปอด" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2009/05/55832_52381-150x150.jpg" alt="มะเร็งปอด" width="150" height="150" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/testimonial/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>21</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>หญ้าปักกิ่งเป็นหญ้าเทวดาดั่งชื่อจริงหรือ?</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Sep 2010 03:40:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูกหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ยับยั้งเซลล์มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาโรค]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad/</guid>
		<description><![CDATA[โดย ภญ.ดร.จุไรทิพย์ หวังสินทวีกุล ได้มีผู้กล่าวขวัญถึงสรรพคุณของหญ้าปักกิ่งไว้อย่างมากมายตั้งแต่การใช้อย่างง่ายโดยทำได้เองจนได้มีการพัฒนารูปแบบของยาปรากฏเป็นผลิตภัณฑ์ออกมาอยู่ในรูปแคปซูลออกมาจำหน่าย พร้อมทั้งได้เขียนสรรพคุณมากมาย เช่น หญ้าปักกิ่งมีคุณสมบัติในการเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย, เพิ่มการเจริญเติบโตและการพัฒนาของเซลล์เม็ดเลือดขาว ซ่อมแซมเซลล์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับและม้าม เป็นต้น ผลตรงนี้เองที่ทำให้อดไม่ได้ทีจะไปค้นเพื่อตอบปัญหาว่า หญ้าปักกิ่งนั้นรักษาโรคได้มากมายเช่นนั้นจริงหรือ &#8220;หญ้าปักกิ่ง&#8221; มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หญ้าเทวดา เล่งจือเช้า ก็เรียก มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Angel Grass จัดเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdannia loriformis (Hassk.) Rolla Rao et Kammathy อยู่ในวงศ์ Commelinaceae หากดูลักษณะภายนอกแล้วคล้ายกับหญ้าชนิดหนึ่ง มีต้นสูงประมาณ 7-10 เซนติเมตร ลักษณะใบที่โคนกว้าง ประมาณ 1 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อที่ยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น กลีบดอกสีฟ้าหรือม่วงอ่อน หญ้าปักกิ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนแถบสิบสองปันนา มีการนำเข้า และปลูกทั่วไปในประเทศไทย เป็นพืชที่ชอบดินร่วนหรือดินปนทราย งอกงามในที่มีแดดรำไรไม่ต้องการน้ำมาก วิธีปลูกให้นำ ต้นเล็ก ที่มีรากมาปลูกหรือใช้เมล็ด อาจปลูกเป็นพืชคลุมดินใต้ต้นไม้ใหญ่ ปลูกในกระบะหรือกระถาง หญ้าปักกิ่งเป็นพืชที่ปลูกง่ายและไม่จำเป็นต้องมีเนื้อที่มาก ในประเทศจีนนำมาหญ้าปักกิ่งมาใช้รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right">โดย ภญ.ดร.จุไรทิพย์ หวังสินทวีกุล</p>
<p>ได้มีผู้กล่าวขวัญถึงสรรพคุณของหญ้าปักกิ่งไว้อย่างมากมายตั้งแต่การใช้อย่างง่ายโดยทำได้เองจนได้มีการพัฒนารูปแบบของยาปรากฏเป็นผลิตภัณฑ์ออกมาอยู่ในรูปแคปซูลออกมาจำหน่าย พร้อมทั้งได้เขียนสรรพคุณมากมาย เช่น หญ้าปักกิ่งมีคุณสมบัติในการเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย, เพิ่มการเจริญเติบโตและการพัฒนาของเซลล์เม็ดเลือดขาว<br />
ซ่อมแซมเซลล์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับและม้าม เป็นต้น ผลตรงนี้เองที่ทำให้อดไม่ได้ทีจะไปค้นเพื่อตอบปัญหาว่า หญ้าปักกิ่งนั้นรักษาโรคได้มากมายเช่นนั้นจริงหรือ</p>
<p><img class="alignleft size-full wp-image-234" style="margin: 2px;" title="murdannia14" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/murdannia14.gif" alt="murdannia14" width="226" height="148" />&#8220;หญ้าปักกิ่ง&#8221; มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หญ้าเทวดา เล่งจือเช้า ก็เรียก มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Angel Grass   จัดเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdannia loriformis (Hassk.) Rolla Rao et Kammathy อยู่ในวงศ์   Commelinaceae หากดูลักษณะภายนอกแล้วคล้ายกับหญ้าชนิดหนึ่ง มีต้นสูงประมาณ 7-10 เซนติเมตร ลักษณะใบที่โคนกว้าง ประมาณ 1  เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อที่ยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น กลีบดอกสีฟ้าหรือม่วงอ่อน   หญ้าปักกิ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนแถบสิบสองปันนา มีการนำเข้า และปลูกทั่วไปในประเทศไทย  เป็นพืชที่ชอบดินร่วนหรือดินปนทราย งอกงามในที่มีแดดรำไรไม่ต้องการน้ำมาก วิธีปลูกให้นำ ต้นเล็ก  ที่มีรากมาปลูกหรือใช้เมล็ด อาจปลูกเป็นพืชคลุมดินใต้ต้นไม้ใหญ่ ปลูกในกระบะหรือกระถาง  หญ้าปักกิ่งเป็นพืชที่ปลูกง่ายและไม่จำเป็นต้องมีเนื้อที่มาก  ในประเทศจีนนำมาหญ้าปักกิ่งมาใช้รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เป็นส่วนประกอบในยาแผนโบราณของจีนมานานกว่า 1,000 ปี   ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ เพิ่มความสมดุลย์ของระบบในร่างกาย ยาจีนจัดหญ้าปักกิ่งอยู่ในกลุ่มของยาเย็น  ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายและชาวจีนยังนำหญ้าปักกิ่งมาใช้ในการรักษาโรคเบาหวานอีกด้วย</p>
<p>การนำหญ้าปักกิ่งไปใช้  จะใช้ทั้งต้นหรือส่วนเหนือดิน โดยต้นที่นำมาใช้เป็นยา ควรมีอายุประมาณ 3-4 เดือน (ตั้งแต่เริ่มออกดอก) ในประเทศไทยประมาณ  15 ปีที่แล้ว ได้มีการใช้น้ำคั้นสดจากต้นปักกิ่ง เพื่อรักษาและบรรเทาอาการจากโรคมะเร็ง  บางรายใช้ร่วมกับการรักษาแบบแผนปัจจุบันเพื่อลดผลข้างเคียง แต่ในขณะนั้นก็ยังไม่ได้มีรายงานหรือ หลักฐาน ทางวิทยาศาสตร์  ยืนยันว่ารักษาโรคมะเร็งได้ แต่ก็ได้แนวความคิดในการศึกษาว่าน้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่งนั้นจะสามารถรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือ?  มหาวิทยาลัยมหิดลได้ให้ความสำคัญและมีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่งโดยจัดให้การศึกษาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของหญ้าปักกิ่ง   มีการจัดทำมาตรฐานของหญ้าปักกิ่ง  รวมไปถึงการศึกษาในการทดสอบความเป็นพิษผลการวิจัยพบว่าใบของหญ้าปักกิ่งเมื่อสัมผัสจะทำให้เกิดอาการแพ้ มีอาการผื่นคัน</p>
<p>ภายในใบหญ้ามีผลึกแคลเซียมออกซาเลทรูปเข้มจำนวนมากและมีเกลืออนินทรีย์ ของโซเดียมและโปแทสเซียมอยู่ประมาณ 0.1%   น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง ไม่ทำให้เกิดความผิดปกติในด้านการเจริญเติบโต เคมีของเลือด   และพยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญในหนูขาวและผลของการทดสอบความเป็นพิษพบว่า หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรที่ค่อนข้าง   ปลอดภัยเพียงพอในขนาดรักษาติดต่อกันนาน3 เดือน ในด้านการรักษาโรคมะเร็งของหญ้าปักกิ่งได้มีการวิจัยเบื้องต้นโดยแยกสาร  ที่แสดงคุณสมบัติต้านมะเร็งพบว่าหญ้าปักกิ่ง ประกอบด้วยสารกลุ่มต่างๆได้แก่ คาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโน กลัยโคไซด์ ฟลาโวนอยด์  และอะกลัยโคน ผลการทดสอบพบว่าสารในกลุ่มอะกลัยโคน และกลุ่มกลัยโคไซด์ แสดงฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง (direct toxicity)<br />
ต่อเซลล์มะเร็งเต้านม(ATCC HTB 20) และเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ (SW620) ได้ ยังมีรายงานฤทธิ์ในการต้าน การกลายพันธุ์  ของหญ้าปักกิ่ง ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าหญ้าปักกิ่งอาจป้องการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ดีจำเป็นต้องมีการศึกษาและประเมินประสิทธิภาพของหญ้าปักกิ่งเสียก่อน  รวมทั้งการศึกษาทางคลินิกเพื่อยืนยันผลให้แน่นอนอีกด้วยถึงแม้ว่าการศึกษาคุณสมบัติของหญ้าปักกิ่งในการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์  แต่ก็ได้มีการกล่าวถึงผู้ที่เคยใช้น้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่งไปรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง  ผลก็คืออาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งมีสุขภาพดีขึ้น ดังที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ ที่อาจารย์เจือ ได้เขียนบอกเล่าไว้ในหนังสือ</p>
<p><img style="border-width: 1px; margin: 5px; width: 223px; height: 147px;" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/murdannia2.gif" border="1" alt="" hspace="5" vspace="5" width="223" height="147" align="left" /> &#8220;ผมรู้มาอย่างนี้แหละครับเรื่อง หญ้าปักกิ่ง&#8221; โดยเตรียมทั้งที่อยู่ในรูปน้ำคั้น ยาลูกกลอนปั้นกับน้ำผึ้ง หรืออยู่ในรูปของยาแคปซูล ในที่นี้ขอยกตัวอย่างวิธีการ เตรียมน้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง  กล่าวคือให้นำทั้งต้น น้ำหนัก 100-120 กรัม หรือจำนวน 6 ต้น ล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆและโขลกในครกที่สะอาด  ให้แหลกเติมน้ำสะอาด 4 ช้อนโต๊ะ กรองผ่านผ้าขาวบาง ส่วนวิธีใช้ ก็ให้ดื่มน้ำคั้น 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น  ก่อนอาหาร<br />
หญ้าปักกิ่ง หรือยาเทวดา หรือหญ้าชุบชีวิต อย่างที่ใครบางคนให้สมญานามนั้น ก็คงจะมีสรรพคุณดี อย่างที่บอกเล่าต่อกันมา  ว่ามีคุณสมบัติในการเป็นยาอายุวัฒนะ เพิ่มภูมิคุ้มกัน  ของร่างกายแต่เพื่อให้การใช้หญ้าปักกิ่งเพื่อการรักษาอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพแล้ว  ผู้ที่คิดจะใช้หญ้าปักกิ่งก็ควรที่จะใช้วิจารณญานในการตัดสินใจก่อนการนำมาใช้ในการรักษาโรคด้วย  และติดตามผลการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวกับหญ้าปักกิ่งอย่างใกล้ชิดการที่หญ้าปักกิ่งจะเป็นหญ้าเทวดาดั่งที่คิดหรือไม่  ก็จะต้องขึ้นอยู่กับการใช้ว่าถูกชนิด ถูกขนาด และถูกกับโรคหรือไม่เช่นเดียวกัน</p>
<p><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></p>
<ol>
<li>พิมลวรรณ ทิพยุทธพิจารณ์, วัลลา วามนัฐจินดา, พรรณี พิเดช. 2533. การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว.  สารศิริราช 473, 458-463.</li>
<li>พิมลวรรณ ทิพยุทธพิจารณ์, วัลลา วามนัฐจินดา, พรรณี พิเดช. 2534.  พิษเรื้อรังของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว สารศิริราช, 529-533.</li>
<li>วีณา จิรัจฉริยากูล. 2542. สารต้านมะเร็งจากหญ้าปักกิ่ง.  จุลสารข้อมูลสมุนไพร ปีที่ 16 ฉบับที่ 3.</li>
<li>Jiratchariyakul, W., Moonkarndi, P. Okabe, H. and Frahm, A.W. 1997.  Investigation of anticancer components from Murdannia loriformis (Hassk.) Rolla Rao et Kammathy. Pharma Indochina,  20-23 May 1997, Faculty of Pharmacy, Mahidol University, Bangkok, Thailand.</li>
<li>Vinitket kummuen U., Charoenkunathum,  W., Kongtawelert, P., Lortprasertsuke, N., Picha, P. and Matsushima, T. 1996. Antimutagenicity and DT-diephorease  inducer activity of the thai medicinal plant, Murdannia loriformis. Herb Spices. Medicinal Plants 4, 45-52.</li>
</ol>
<p><strong>ข้อมูลจากบทความวิชาการ ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ </strong></p>
<p><strong>link : <a href="http://pcog.pharmacy.psu.ac.th/thi/Article/2544/12-44/Murdannia.html" target="_blank">http://pcog.pharmacy.psu.ac.th/thi/Article/2544/12-44/Murdannia.html</a><br />
</strong></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>ฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์และความเป็นพิษของหญ้าปักกิ่งต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jun 2010 19:22:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[เม็ดเลือดขาว]]></category>
		<category><![CDATA[เล่งจือเฉ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=139</guid>
		<description><![CDATA[สาคร พรประเสริฐ, วท.ม.,1 ขนิษฐา พันธุรี, วท.บ,2 อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ, Ph.D.2 1ภาควิชาจุลทรรศนศาสตร์คลินิก คณะเทคนิคการแพทย์, 2ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บทคัดย่อ ปัจจุบันหญ้าปักกิ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาโรคมะเร็งใน ประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบฤทธิ์ในการต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยนำหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยน้ำ หรือเอทธานอลร้อยละ 80 ที่ความเข้มข้นต่างๆ (50-400 มคก./มล.) มาทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งเซลล์และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ด เลือดขาว 5 ชนิด [Promyelocytic leukemia (HL60), T-cell leukemia (Molt 4), B-cell leukemia (Daudi), Monocytic leukemia (U937) และ Erythroleukemia (K562)] พบว่า หญ้าปักกิ่งทั้งที่สกัดด้วยน้ำ และเอทธานอลร้อยละ 80 ในทุกความเข้มข้นไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์ และไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวทุกชนิดที่นำมาทดสอบ เชียงใหม่เวชสาร 2544;40(4):195-203. หญ้าปักกิ่ง [Murdannia loriformis [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="right">สาคร พรประเสริฐ, วท.ม.,1 ขนิษฐา พันธุรี, วท.บ,2 อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ, Ph.D.2</p>
<p align="right">1ภาควิชาจุลทรรศนศาสตร์คลินิก คณะเทคนิคการแพทย์, 2ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p>
<p>ปัจจุบันหญ้าปักกิ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาโรคมะเร็งใน ประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบฤทธิ์ในการต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยนำหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยน้ำ หรือเอทธานอลร้อยละ 80 ที่ความเข้มข้นต่างๆ (50-400 มคก./มล.) มาทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งเซลล์และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ด เลือดขาว 5 ชนิด [Promyelocytic leukemia (HL60), T-cell leukemia (Molt 4), B-cell leukemia (Daudi), Monocytic leukemia (U937) และ Erythroleukemia (K562)] พบว่า หญ้าปักกิ่งทั้งที่สกัดด้วยน้ำ และเอทธานอลร้อยละ 80 ในทุกความเข้มข้นไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์ และไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวทุกชนิดที่นำมาทดสอบ เชียงใหม่เวชสาร 2544;40(4):195-203.</p>
<p>หญ้าปักกิ่ง [Murdannia loriformis (Hassk); Rolla Rao et Kammathy] เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่อยู่ในวงศ์ Commelinaceae มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนแถบสิบสองปันนา ได้มีการนำเข้าและปลูกทั่วไปในประเทศไทย สรรพคุณทางยาของหญ้าปักกิ่งพบว่าในประเทศจีนใช้รักษาอาการเกี่ยวกับโรคในระบบทางเดินหายใจ(1-2) ในประเทศไทยเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา พบว่าผู้ป่วยมะเร็งได้ใช้น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่งทั้งต้นมาดื่ม เพื่อรักษาและบรรเทาอาการของโรค บางรายใช้หญ้าปักกิ่งร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบันเพื่อช่วยลดผลข้างเคียง มีรายงานผู้ป่วยมะเร็งที่ได้ใช้หญ้าปักกิ่งรักษาตนเองได้แก่ ผู้ป่วยมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งมดลูก มะเร็งปากมดลูก มะเร็งโพรงจมูก มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งม้าม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งกระดูก เนื้องอกในสมอง และมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น(2) จากการศึกษาของ Jiratcha-riyakul พบสารที่สกัดจากหญ้าปักกิ่งชนิด glyco-sphingolipid มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง เต้านมและมะเร็งลำไส้ ในหลอดทดลองได้(3)</p>
<p><span id="more-139"></span>มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) เป็นกลุ่มโรคที่มีการสร้างหรือเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดตัวอ่อน (blast cells) หรือเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวแก่ (mature leukocyte) มากผิดปกติ ซึ่งเกิดได้ทั้งในไขกระดูกและในกระแสเลือด(4) ปัจจุบันพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ในปัจจุบันเอื้ออำนวยให้ เกิดเป็นโรคได้ง่าย ถึงแม้จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นแต่แนวทางในการรักษายังคงกระทำด้วยวิธีเดิม ซึ่งได้แก่ การใช้รังสีรักษา เคมีบำบัด และการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวนอกจากผู้ป่วยต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากแล้ว บางครั้งอาจให้ผลได้ไม่เต็มที่ ดังเห็นได้จากสถิติการตายของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวยังคงมากเช่น เดิม(5) ดังนั้นแนวคิดที่จะใช้สมุนไพรมาช่วยรักษาโรคมะเร็งชนิดนี้จึงเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามข้อมูลที่เกี่ยวกับฤทธิ์ของสมุนไพรแต่ละชนิดต่อการต้านเซลล์ มะเร็งเม็ดเลือดขาวยังมีอยู่น้อย การศึกษาครั้งนี้ทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดหญ้าปักกิ่งต่อการต้านเซลล์มะเร็ง เม็ดเลือดขาว โดยนำหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยน้ำหรือเอทธานอล ที่ความเข้มข้นต่างๆ กัน มาทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งเซลล์ และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ผลการทดลองที่ได้อาจมีส่วนช่วยสนับสนุนหรือเป็นแนวทางส่งเสริม มีการพัฒนาวิธีการใช้สารสกัดหญ้าปักกิ่งเพื่อรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวใน ลำดับต่อไป</p>
<p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong></p>
<p><strong>การเตรียมสารสกัดหญ้าปักกิ่ง</strong></p>
<p>นำหญ้าปักกิ่ง (Murdannia loriformis) ที่ปลูกในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ทั้งต้นมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นจนละเอียด แล้วนำไปสกัดด้วยน้ำ หรือเอทธานอลร้อยละ 80 โดยใช้อัตราส่วนของหญ้าปักกิ่งจำนวน 100 ก. ต่อน้ำกลั่น 200 มล. หรือเอทธานอลร้อยละ 80 จำนวน 1,000 มล. กวนสารสกัดนาน 4 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง แยกส่วนกากออกแล้วกรองด้วยกระดาษกรอง Whatman เบอร์ 1 สำหรับสารที่สกัดด้วยน้ำก่อนกรองต้องนำไปปั่นที่ 5,000 xg นาน 15 นาที จากนั้นนำส่วนใสที่ได้จากการสกัดทั้งสองวิธีมาทำให้แห้งด้วยเครื่อง vacuum rotatory evaporator และ lyophilyzer ตามลำดับ ผงสกัดแห้งที่ได้จากการสกัดด้วยน้ำและเอทธานอลร้อยละ 80 จะนำมาละลายกลับในน้ำกลั่น หรือ DMSO ตามลำดับ(6) ปรับความเข้มข้นของสารสกัดเป็น 5 มคก./มล.แล้วนำมาทำให้ปราศจากเชื้อโดยกรองผ่าน millipore mem-brane filter ขนาด 0.2 มคม. พร้อมทั้งทดสอบการปราศจากเชื้อบนวุ้นเลี้ยงเชื้อชนิดผสมเลือด จากนั้นแบ่งสารสกัดใส่ขวดๆ ละ 1 มล. เก็บที่ -20 Oซ จนกว่าจะใช้งาน</p>
<p>Leukemic cell lines</p>
<p>Leukemic cell lines ที่ใช้ตลอดการทดลองมี 5 ชนิดคือ Promyelocytic leukemia (HL60), T-cell leukemia (Molt4), B-cell leukemia (Daudi), Monocytic leukemia (U937) และ Erythro-leukemia (K562) ซึ่งเมื่อจัดประเภทตาม French American British (FAB) Classification จะทำให้ได้ชนิดของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวครบทุกชนิด ยกเว้นชนิด Megaka-ryo-blastic leukemia ซึ่งพบผู้ป่วยได้น้อยมาก(4) เซลล์ทั้งหมดจะเลี้ยงใน completed RPMI-1640 (RPMR-1640 ที่มี10% FCS) พร้อมทั้งอบที่อุณหภูมิ 37 Oซ ในสภาวะที่มี CO2 ร้อยละ 5 ความชื้นมากกว่าร้อยละ 90 การเปลี่ยนอาหารเลี้ยงเซลล์ทำทุกสามวัน</p>
<p><strong>ทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดหญ้าปักกิ่งต่อการยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็ง</strong></p>
<p>นำ leukemic cell lines ที่เลี้ยงไว้มาปั่นล้างหนึ่งครั้งด้วย RPMI-1640 ที่ความเร็ว 400 g นาน 10 นาที จากนั้นปรับจำนวนเซลล์เป็น 1.0 x 106 เซลล์/มล. ด้วย completed RPMI-1640 แล้วเติม 100 มคล. ของเซลล์ลงใน 96-well flat-bottom culture plate ที่มีสารสกัดหญ้า ปักกิ่งซึ่งได้จากการสกัดด้วยน้ำหรือเอทธานอลร้อยละ 80 โดยให้ความเข้มข้นของสารสกัดภายหลังการปรับปริมาตรสุดท้ายเป็น 200 มคล. ด้วย completed RPMI-1640 เป็น 0, 50, 100, 125, 150, 200, 300 และ 400 มคก./มล. การทดลองที่ความเข้มข้นของสารสกัดหนึ่งๆ จะทำสามหลุมซ้ำกัน นำเซลล์ไปเลี้ยงที่อุณหภูมิ 37 Oซ ในสภาวะที่มี CO2 ร้อยละ 5 ความชื้นมากกว่าร้อยละ 90 นาน 24 ชั่วโมง ก่อนการเก็บเซลล์ 1 ชั่วโมงจะเติม tritiated-thymidine 0.2 ไมโครคูรี/หลุม (5.0 Ci/mmol; Amersham pharmacia biotech) เมื่อครบเวลาทำการเก็บเซลล์ด้วยเครื่อง cell harvester TOMTEC จากนั้นปล่อย glass filter ให้แห้งที่อุณหภูมิห้องนาน 24 ชั่วโมง นำมาเติม liquid scintillation fluid จำนวน 5 มล. และวัดปริมาณสารรังสีด้วยเครื่อง b-counter (LBK, WALLAC) หน่วยที่วัดได้เป็น count per minute (cpm) นำค่า cpm ที่ได้มาคำนวณหาค่า การยับยั้งการแบ่งเซลล์ (% inhibition) โดยใช้สูตรที่แสดง</p>
<p>สูตรการคำนวณ % inhibition = cpm ในสภาวะที่ไม่มีสารสกัด &#8211; cpm ในสภาวะที่มีสารกสัด x 100</p>
<p>cmp ในสภาวะที่ไม่มีสารสกัด</p>
<p><strong>ทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดหญ้าปักกิ่งต่อเซลล์มะเร็ง</strong></p>
<p>ทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดหญ้า ปักกิ่งต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยเติมสารสกัดหญ้าปักกิ่งที่ความเข้มข้น 0, 50, 100, 125, 150, 200, 300 และ 400 มคก./มล. ลงในอาหารที่ใช้เลี้ยงเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว จากนั้นเพาะเลี้ยงเซลล์ตามเวลาและสภาวะที่กล่าวถึงในขั้นต้น เมื่อครบเวลาทำการตรวจนับจำนวนเซลล์ทั้งหมดด้วยน้ำยา white cell diluting fluid พร้อมทั้งนับจำนวนเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยวิธี trypan blue exclusion และศึกษาลักษณะการตายของเซลล์โดยย้อมสี propidium iodide และย้อมหา phosphatidylserine บนผิวเซลล์ด้านนอกด้วย annexin V จากนั้นจึงนำมาตรวจด้วยเครื่อง flow cytometer</p>
<p><strong>การวิเคราะห์ทางสถิติ</strong></p>
<p><strong>การเปรียบเทียบข้อมูลทางสถิติระหว่างชุดทดลองกับชุดควบคุมจะใช้ student&#8217;s t -test โดยจะมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ค่า p&lt;0.05</strong></p>
<p><strong>ผลการศึกษา</strong></p>
<p>จากการทดลองหากกำหนดความสามารถในการยั้บยั้งการแบ่งเซลล์ของสารสกัดหญ้าปักกิ่งในระดับตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไปให้ถือว่าเป็นการยับยั้งที่แท้จริง พบว่าสารสกัดหญ้าปักกิ่งทั้งที่ได้จากการสกัดด้วยน้ำ และเอทธานอลร้อยละ 80 ที่ความเข้มข้นตั้งแต่ 50 ถึง 400 มคก./มล. ไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promyelocytic leukemia (HL60), T-cell leukemia (Molt4), B-cell leukemia (Daudi), Monocytic leukemia (U937) และ Erythroleukemia (K562) ได้ (รูปที่ 1 และ 2) โดยหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอล ขนาดความเข้มข้น 400 มคก./มล. จะให้ค่าเปอร์-เซ็นต์ยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promyelocytic leukemia (HL60) และ T-cell leukemia (Molt4) ที่มีค่าสูงสุดเท่ากับร้อยละ 23.10 และ 18.49 ตามลำดับ (รูปที่ 2) เนื่องจากหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอลสามารถยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promye-lo-cy-tic leukemia (HL60) ได้สูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ ดังนั้นจึงนำสารสกัดและเซลล์ชนิดดังกล่าวมาทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดที่มีต่อเซลล์ ปรากฏว่าที่ทุกความเข้มข้นไม่มีผลทำให้จำนวนเซลล์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกลุ่มเซลล์ในชุดควบคุม (p&gt;0.05) นอกจากนี้จำนวนเซลล์ที่มีชีวิตอยู่ในแต่ละความเข้มข้นของสารสกัดยังมากกว่าร้อยละ 95 (ตารางที่ 1) เมื่อศึกษาลักษณะการตายของเซลล์โดยย้อมสี propidium iodide และย้อมหา phosphati-dylserine บนผิวเซลล์ด้านนอกด้วย annexin V พร้อมทั้งตรวจด้วยเครื่อง flow cytometer พบว่าในภาวะที่เซลล์ Promye-locytic leukemia (HL60) ไม่ถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่ง มีเซลล์ตายแบบ necrosis ร้อยละ 7.03 และในสภาวะที่ถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่งที่ความเข้มข้น 400 มคก./มล. จำนวนเซลล์ที่เกิดการตายแบบ necrosis เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 23.83 ในสารสกัด lot number ที่ 1 และร้อยละ 39.95 ในสารสกัด lot number ที่ 2 (ดังแสดงในรูปที่ 3ก, 3ข และ 3ค ตามลำดับ)</p>
<p>รูปที่ 1. แสดงฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวของหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยน้ำ</p>
<p>รูปที่ 2. แสดงฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวของหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอล</p>
<p>ตารางที่ 1.แสดงฤทธิ์ของหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอลต่อการยับยั้งการแบ่งเซลล์และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promyelocytic leukemia (HL60)</p>
<p>รูปที่ 3. แสดงจำนวนและลักษณะการตายของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promyelocytic leukemia (HL60) เมื่อถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอล ความเข้มข้น 400 มคก./มล.ก, เซลล์มะเร็งที่ไม่ถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่ง ข, เซลล์มะเร็งที่ถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่ง Lot. ที่ 1. ค, เซลล์มะเร็งที่ถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่ง Lot, ที่ 2.</p>
<p><strong>วิจารณ์</strong></p>
<p>จากการทดลองจะเห็นว่าสารสกัดหญ้าปักกิ่งทั้งที่ได้จากการสกัดด้วยน้ำและ เอทธานอลร้อย ละ 80 ไม่มีฤทธิ์ยั้บยั้งการแบ่งเซลล์และไม่มีความเป็นพิษกับเซลล์มะเร็งเม็ด เลือดขาวทุกชนิดที่นำมาทดสอบ ถึงแม้หญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอลร้อยละ 80 ที่ความเข้มข้น 400 มคก./มล.สามารถยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promyelocytic leukemia (HL60) และ T-cell leukemia (Molt 4) ได้ถึงร้อยละ 23.10 และ 18.49 ตามลำดับ และกระตุ้นให้ Promyelocytic leukemia (HL60) เกิดการตายแบบ necrosis ได้สูงสุดถึง ร้อยละ 39.95 ผลที่ได้ยังถือว่าเป็นค่าที่ต่ำ นอกจากนี้แม้จะเพิ่มความเข้มข้นของสารสกัดเป็น 500 มคก./มล. ยังไม่มีผลทำให้จำนวนเซลล์มะเร็งลดลงหรือมีจำนวนเซลล์มะเร็งตายเพิ่มขึ้น การทดลองครั้งนี้ให้ผลสอดคล้องกับผลการวิจัยของสถาบันมะเร็ง โดยพบว่าน้ำคั้นสดของหญ้าปักกิ่งไม่มีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็ง และเนื่องจากไม่พบฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งโดยตรงของสารสกัดหญ้าปักกิ่ง ดังนั้นจึงได้ตั้งสมมุติฐานว่าการที่หญ้าปักกิ่งสามารถทำลายเซลล์มะเร็งใน ผู้ป่วยหรือในสัตว์ทดลองได้นั้นอาจเนื่องมาจากหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ในการ กระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกาย (immunomo-dula-tor) ทั้งทาง cell mediated immunity (CMI) และ humoral mediated immunity (HMI) ให้มีการทำลายเซลล์มะเร็งได้มากยิ่งขึ้น(7) จากการศึกษาของ Jiratchariyakul พบว่าสาร glyco-sphingo-lipid คือ 1-b-O-D-glucopyranosyl-2-(2ข-hydroxy-6ข-ene-cosamide)-sphingosine ซึ่งได้จากการนำผงสมุนไพรหญ้าปักกิ่งมาสกัดด้วยเอทธานอล แล้วแยกส่วนด้วย Diaion HP20 คอลัมน์ มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งเต้านม (BT474) และมะเร็งลำไส้ของคน (SW620) ได้ โดยการใช้ความเข้มข้นของสารสกัดเพียง 16 มคก./มล. จะทำให้เซลล์มะเร็งตายประมาณร้อยละ 50(3) ผลการทดลองที่ไม่สอดคล้องกัน อาจเนื่องมาจากการทดลองในครั้งนี้ใช้ crude extraction ของหญ้าปักกิ่งมาทดสอบ ดังนั้นปริมาณสารที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งโดยเฉพาะ glyco-sphingo-lipid อาจมีจำนวนน้อยจึงไม่สามารถแสดงฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์ และความเป็นพิษต่อเซลล์ให้เห็นได้อย่างชัดเจนแม้ใช้สารสกัดในเข้มข้นสูง (400 มคก./มล.) จากการศึกษาของ Thiele พบว่า glycosphingolipid เป็นไขมันที่มีความเป็นขั้วสูง แตกต่างจากไขมันชนิดอื่นตรงที่สามารถละลายได้ในน้ำและจัดเป็นองค์ประกอบที่ สำคัญของเยื้อหุ้มเซลล์ พบมากที่เซลล์สมอง เซลล์ระบบประสาท และอวัยวะอื่นๆ เช่น เม็ดเลือดแดง ไต ม้าม รก ซีรั่ม และ ตับ โดยปกติ glycosphingolipid จะมีบทบาทในปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ glyco-sphingo-lipid ที่แยกได้จากเซลล์มะเร็งจะมีความแตกต่างจากเซลล์ปกติ แต่อาจมีความคล้ายคลึงกับ glycosphingo- -li-pid ที่สกัดได้จากหญ้าปักกิ่ง ดังนั้นในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยหญ้าปักกิ่งจึงอาจมีภูมิต้าน ทานต่อ glycosphingoli-pid ที่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ (3,8) ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยมะเร็งที่ใช้หญ้าปักกิ่งรักษาตนเองมีจำนวนเพิ่มมาก ขึ้นและส่วนใหญ่มีแนวโน้มว่าการรักษาได้ผลดี(7) อย่างไรก็ตามกลไกการออกฤทธิ์ของสารสกัดหญ้าปักกิ่งต่อการต้านเซลล์มะเร็ง ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน นอกจากนี้ผลกระทบข้างเคียงที่อาจเกิดกับร่างกายภายหลังได้รับหญ้าปักกิ่ง ยังไม่มีการติดตามและศึกษากันอย่างจริงจัง จากการศึกษาถึงความเป็นพิษเฉียบพลันของหญ้าปักกิ่งพบว่าน้ำคั้นจากหญ้า ปักกิ่งไม่ทำให้เกิดความผิดปกติในด้านการเจริญเติบโต เคมี เลือด และพยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญในหนูขาว ค่า LD50 ในหนูขาวมากกว่า 120 ก./กก.น้ำหนักหนู ซึ่งคิดเป็น 300 เท่าของขนาดที่ใช้รักษาในคน(9) และการให้หนูขาวกินน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งขนาดความเข้มข้น 2.8, 7.0 และ 14 ก./กก.น้ำหนักหนู ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณที่ใช้ในคน เป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน 3 เดือน ไม่ทำให้เกิดพิษเรื้อรัง(10) การตรวจไม่พบพิษของหญ้าปักกิ่ง ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยน้ำ สำหรับการสกัดด้วยเอทธานอล ธีระ ชีโวนรินทร์, วิริยา เจริญคุณธรรม และ Vinitketkumnuen พบว่าหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอลสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดเอนไซม์ที่ย่อย สลาย และลดการเกิดอนุมูลอิสระ แต่ขณะเดียวกันอาจเหนี่ยวนำให้เกิดเอนไซม์อื่นๆ ที่เร่งการก่อกลายพันธุ์ได้(6,11,12) นอกจากนี้ Punturee พบสารสกัดหญ้าปักกิ่งที่ได้จากการสกัดด้วยเอทธานอลที่ความเข้มข้น 100-200 มคก./มล.สามารถแสดงความเป็นพิษต่อ PBMC ของคนปกติทั้งในสภาวะที่ถูกและไม่ถูกกระตุ้นด้วย mitogen (Phyto-hemagglu-tinin และ Pokeweed mitogen)(13) จะเห็นว่าข้อมูลการศึกษาที่เกี่ยวกับหญ้าปักกิ่งยังไม่มีความชัดเจน ทั้งนี้เพราะฤทธิ์ในการต้านเซลล์มะเร็งของหญ้าปักกิ่งอาจขึ้นกับปัจจัยหลาย ชนิด ได้แก่ กรรมวิธีในการสกัดสาร อายุของหญ้าปักกิ่ง สถานที่เพาะปลูก และฤดูกาล เป็นต้น ดังนั้นก่อนที่จะนำสารสกัดหญ้าปักกิ่งหรือสมุนไพรอื่นมาใช้รักษาโรคจะต้อง มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังเพื่อให้มีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน ตลอดจนพัฒนารูปแบบการใช้ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น</p>
<p><strong>กิตติกรรมประกาศ</strong></p>
<p>ขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์ ดร. วัชระ กสิณฤกษ์ ภาควิชาภูมิคุ้มกันวิทยา คณะเทคนิคการแพทย์ และ แพทย์หญิง ดร. รัตนา บรรเจิดพงศ์ชัย ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ให้ความอนุเคราะห์ Leukemic cell lines ขอขอบคุณสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ให้ความอนุเคราะห์เครื่อง cell harvester และเครื่อง b-counter</p>
<p>เอกสารอ้างอิง</p>
<p>1. นันทวัน บุณยะประภัศร, อรนุช โชคชัยเจริญพร. (บรรณาธิการ). สมุนไพร. ไม้พื้นบ้าน. กรุงเทพฯ: คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2543.</p>
<p>2. วีณา จิรัจฉริยากูล. สารต้านมะเร็งจากหญ้าปักกิ่ง. จุลสารข้อมูลสมุนไพร 2542;16:10-3.</p>
<p>3. Jiratchariyakul W, Okabe H, Moongkrandi P, Frahm AW. Cytotoxic glycosphinglipid from Murdannia loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy. Thai J Phytopharm 1998;5:10-20.</p>
<p>4. สาคร พรประเสริฐ. (บรรณาธิการ). มะเร็งเม็ดเลือดขาว. เชียงใหม่: ส. ทรัพย์การพิมพ์, 2542.</p>
<p>5. Levi F, Lucchini F, Negri E, Barbui T, La Vecchai C. Trends in mortality from leukemia in subsequent age groups. Leukemia 2000;14: 1980-5.</p>
<p>6. ธีระ ชีโวนรินทร์, อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ, Wild CP. ผลของสารสกัดจากตะไคร้และหญ้าปักกิ่งต่อระดับอะฟลาทอกซินบีหนึ่ง-อัลบูมิ นแอดดักส์ ในหนูขาวที่ได้รับอะฟลาทอกซินบีหนึ่ง. เชียงใหม่-เวชสาร 2541;37:11-9.</p>
<p>7. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. หญ้าปักกิ่ง. การสัมมนาสมุนไพรกับมะเร็งครั้งที่ 1; ตึกดำรงนิราดูล. กรุงเทพฯ: สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, 2531.</p>
<p>8. Thiele OW. Lipids. Isoprenoide mit steroiden. Stuttgart: Georg Thieme Verlag 1979: 184-8.</p>
<p>9. พิมลวรรณ ทัพยุทธพิจารณ์, วัลลา งามนัฐจินดา, พรรณี พิเดช. การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว. สารศิริราช 2533;43: 458-63.</p>
<p>10. พิมลวรรณ ทัพยุทธพิจารณ์, เพียงจิต สัตตบุศย์, พรรณี พิเดช. พิษเรื้อรังของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว. สารศิริราช 2534;43:529-33.</p>
<p>11. วิริยา เจริญคุณธรรม, ปรัชญา คงทวีเลิศ, อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ. การเหนี่ยวนำเอนไซม์ดีทีไดอะฟอเรส โดยสารสกัดจากหญ้าปักกิ่ง ใบมะกรูด และตะไคร้. เชียงใหม่เวชสาร 2537;33:71-7.</p>
<p>12. Vinitketkumnuen U, Charoenkunathum W, Kongtawelert P, Lertprasertsuke N, Picha P, Matsushima T. Antimutagenicity and DT-diaphorase inducer activity of Thai medicinal plant, Murdannia loriformis. J Herbs Spices Med Plants 1996;4:45-52.</p>
<p>13. Punturee K, Kasinrerk W, Wild CP, Vinitketkumnuen U. Immunomodulatory effect of Thai medicinal plants on the mitogen stimulated proliferation of human peripheral blood mononuclear cells in vitro. Proceedings of Takeo Wada cancer research symposium. 2000 Nov 30-Dec 1; Chiang Mai: Chaing Mai University, 2000. p.62-4.</p>
<p>ANTI-PROLIFERATIVE AND CYTOTOXIC EFFECTS OF</p>
<p>MURDANNIA LORIFORMIS ON LEUKEMIC CELL LINES</p>
<p>Sakorn Pornprasert, M.Sc.,1 Khanittha Punturee, B.Sc.,2 Usanee Vinitketkumneun, Ph.D.,2</p>
<p>1Department of Clinical Microscopy, Faculty of Associated Medical Science,</p>
<p>2Department of Biochemistry, Faculty of Medicine, Chiang Mai University,</p>
<p>Chiang Mai, Thailand</p>
<p><strong>แหล่งข้อมูล :</strong> <a href="http://www.medicine.cmu.ac.th/secret/edserv/journal/40(4)/sakorn.htm" target="_blank">http://www.medicine.cmu.ac.th/secret/edserv/journal/40(4)/sakorn.htm</a></p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-thumbnail wp-image-141 aligncenter" title="เม็ดเลือดขาว" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/11/11111-150x150.jpg" alt="เม็ดเลือดขาว" width="150" height="150" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>ผมรักษามะเร็งด้วยตนเอง โดยวิธีธรรมชาติบำบัด ได้ผลมาก หายเป็นปกติมา 7 ปีแล้วครับ</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jun 2010 13:59:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[รักษามะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพรบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[เล่งจือเฉ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=511</guid>
		<description><![CDATA[นายมนตรี อติพยัคฆ์ ป่วยเป็นมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ ระยะที่ 3 หลังจากผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออก เซลล์มะเร็งได้ลุกลามต่อมน้ำเหลืองไปแล้วมีโอกาสมากที่จะกระจายสู่จุด อันตรายที่สุดคือตับ และอวัยวะส่วนต่างๆในช่องท้อง แต่ก็ได้ตัดสินใจรักษาโดยธรรมชาติบำบัดทันที (ยุทธศาสตร์ 4 อ.) โดยไม่ขอรับเคมีบำบัดและรังสีรักษาตามแผนการรักษาของแพทย์ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ในความเห็น ของแพทย์สรุปว่าโอกาสที่จะอยู่รอดถึง 2 ปีหลังการผ่าตัดอาจจะต่ำกว่า 50% ซึ่งก็มีเหตุผลที่ต้องเชื่อ แต่ผมก็เชื่อใน&#8221;ทางเลือกใหม่&#8221;ว่าอาจจะทำให้ผมอยู่ได้เป็นสิบปี ซึ่งก็เกินพอแล้วสำหรับสภาวะเช่นนี้ แต่ถ้าจะอยู่ได้ ต่อไปอีกก็เป็นเรื่องที่ดีในการใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุข ผมตัดสินใจใช้ทฤษฏีบำบัดมะเร็ง ของ นพ.แมกซ์ เกอร์สัน บิดาแห่งนักธรรมชาติบำบัด และจากหลักการของอาหารแมคโครไบโอติกส์ มาดัดแปลงรักษาตนเองให้เป็น วิถีไทยๆ ด้วยวิธีคิด ด้วยเหตุด้วยผลจนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้าใช้วิธีนี้ต้องไม่ตายแน่ เอาชีวิตตัวเองเดิมพันเลย ผมได้ตรวจเช็คเลือด CEA (Carcinoembryonic Antigen) ทุก 3 เดือน ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติหลังการผ่าตัด ค่าของ CEA ขึ้นๆลงๆ เคยอยู่ในระดับปกติดีที่สุดที่ 1.1 ng/ml สูงกว่าปกติที่ 5.1 และกลับมาที่ 4.4 และสูงขึ้นไปที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นายมนตรี อติพยัคฆ์  ป่วยเป็นมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ ระยะที่ 3  หลังจากผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออก  เซลล์มะเร็งได้ลุกลามต่อมน้ำเหลืองไปแล้วมีโอกาสมากที่จะกระจายสู่จุด อันตรายที่สุดคือตับ และอวัยวะส่วนต่างๆในช่องท้อง<strong><span style="text-decoration: underline;"> แต่ก็ได้ตัดสินใจรักษาโดยธรรมชาติบำบัดทันที (ยุทธศาสตร์ 4  อ.) </span></strong> โดยไม่ขอรับเคมีบำบัดและรังสีรักษาตามแผนการรักษาของแพทย์  ซึ่งในกรณีเช่นนี้ในความเห็น ของแพทย์สรุปว่าโอกาสที่จะอยู่รอดถึง 2  ปีหลังการผ่าตัดอาจจะต่ำกว่า 50% ซึ่งก็มีเหตุผลที่ต้องเชื่อ  แต่ผมก็เชื่อใน&#8221;ทางเลือกใหม่&#8221;ว่าอาจจะทำให้ผมอยู่ได้เป็นสิบปี  ซึ่งก็เกินพอแล้วสำหรับสภาวะเช่นนี้ แต่ถ้าจะอยู่ได้  ต่อไปอีกก็เป็นเรื่องที่ดีในการใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุข  ผมตัดสินใจใช้ทฤษฏีบำบัดมะเร็ง ของ นพ.แมกซ์ เกอร์สัน  บิดาแห่งนักธรรมชาติบำบัด และจากหลักการของอาหารแมคโครไบโอติกส์  มาดัดแปลงรักษาตนเองให้เป็น วิถีไทยๆ ด้วยวิธีคิด  ด้วยเหตุด้วยผลจนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้าใช้วิธีนี้ต้องไม่ตายแน่  เอาชีวิตตัวเองเดิมพันเลย</p>
<p>ผมได้ตรวจเช็คเลือด CEA  (Carcinoembryonic Antigen) ทุก 3 เดือน  ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติหลังการผ่าตัด ค่าของ CEA ขึ้นๆลงๆ  เคยอยู่ในระดับปกติดีที่สุดที่ 1.1 ng/ml สูงกว่าปกติที่ 5.1 และกลับมาที่  4.4 และสูงขึ้นไปที่ 8.7 (ก่อนผ่าตัดขึ้นกว่า 40) การเจาะเลือด CEA  นั้นเป็นการตรวจหา Antigen ของเซลล์มะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่  คนปกติที่ไม่สูบบุหรี่จะมีค่าไม่เกิน 5 หน่วย ถ้ามีมะเร็งก็อาจขึ้นไปอีก  ถ้าถึง 10 หน่วยก็ควรต้อง CT-Scan ดูแล้ว ถ้าถึง 20  หน่วยก็อาจจะเริ่มลุกลาม ถ้าขึ้นไปเป็น 100 เป็น 1000 ก็ถึงขั้นแพร่กระจาย  (Metastatis) มะเร็งระยะเริ่มต้นนั้นค่าของ CEA ไม่มีอะไรคงที่  ตัวเลขบ่งชี้อาจขึ้นอยู่กับปริมาณสารก่อมะเร็งในร่างกาย  รวมทั้งสภาวะต่างๆในร่างกายและจิตใจ  ซึ่งเรื่องนี้เราก็สามารถควบคุมได้ระดับหนึ่ง จึงไม่ยึดเอา CEA  เป็นเหตุให้เครียด แต่จะดูว่าสุขภาพตัวเองเป็นอย่างไร ดีขึ้น  แข็งแรงขึ้นหรือเปล่า มีชีวิตที่ปกติสุขหรือเปล่า ยังกินได้นอนหลับ  น้ำหนักไม่ลด คุณภาพชีวิตยังดี ก็ถือว่าเราควบคุมมะเร็ง  ให้หยุดนิ่งได้บ้างก็น่าจะสบายใจสบายกายขึ้นบ้างไม่ใช่หรือ  ซึ่งผมก็เป็นเช่นว่านี้ ที่เป็นเช่นนี้ผมเชื่อว่า</p>
<h3><strong>เป็น เพราะการทานอาหารมังสวิรัติและการปฏิบัติตัวตาม &#8220;ยุทธศาสตร์ 4อ.&#8221;  ของผมนั่นเอง</strong></h3>
<p>ผู้ปฏิบัติควรเรียนรู้  วิธีกินอาหารมังสวิรัติให้ได้สารอาหารครบ เหมือนกับอาหารปกติ  ไม่ต้องกลัวขาดโปรตีน (ไม่เช่นนั้น ช้าง ม้า วัว  ควายมันจะเติบโตได้อย่างไร)ความจริงแล้วเซลล์ในร่างกายผลิตกรดอะมิโนได้  14ชนิด ต้องการจากอาหารอีก 8 ชนิด คนที่ทานมังสวิรัติ  ถ้ารู้หลักก็จะได้สารอาหารครบ 5 หมู่อยู่แล้ว แพทย์ปัจจุบันมัก  จะแนะนำผู้ป่วยมะเร็งให้ทานอาหาร 5 หมู่ แต่ไม่บอกว่าควรจะลดละเลิกอะไรบ้าง  แถมบางท่านยังบอกว่าให้ทานเนื้อนมไข่  หมูเห็ดเป็ดไก่ได้ตามสบายเสียอีก(เพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงสู้กับเคมีบำบัด  และได้รับเม็ดเลือดขาวที่ถูกทำลายจากคีโมมาชดเชย)</p>
<p>ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนได้รับการผ่าตัดก้อนมะเร็งออกไปแล้วแต่กลับไปทานอาหาร  ประเภทเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม  กลับไปกินเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดงที่ให้โปรตีนและไขมันสูง(ไปบำรุงให้เซลล์ มะเร็งเติบโตอีก) เริ่มแตะเหล้า เบียร์ บุหรี่ กินอาหารสารพิษปนเปื้อน  กินเนื้อสัตว์ปิ้ง ย่างไหม้เกรียม รมควัน (เริ่มสะสมสารก่อมะเร็งอีก)  วันดีคืนดีมะเร็งก็เลยกลับมา  รู้ตัวอีกครั้งก็สายเกินแก้เสียแล้วนี่แหละการที่แพทย์ปัจจุบันไม่เปิดใจ กว้างให้กับความสำคัญของ &#8220;โภชนบำบัด&#8221; ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการ</p>
<p><strong>แพทย์ ทางเลือก (Altanative Medicine) ทำให้การรักษามะเร็งอาจถึงทางตันได้  ดังนั้นการแพทย์แบบ ประสมประสาน (Integrated Medicine)  ซึ่งใช้การแพทย์ปัจจุบันเป็นหลักและการแพทย์ทางเลือกมาเสริมจึงเป็น  ทางออกที่ดีที่สุดในยุคแห่งบูรณาการ</strong></p>
<p>หลัง ผ่าตัด : ผมย้ายมาเจาะเลือดติดตามผล CEA  และตรวจระบบทางเดินอาหารด้วยเครื่องมือต่างๆที่ รพ.ใกล้ บ้าน (ใช้บริการ 30  บาท ฯ) การบำบัดด้วยตนเองยังคงใช้ &#8220;ยุทธศาสตร์ 4อ.&#8221; สนับสนุนด้วย  &#8220;หญ้าเทวดา&#8221;</p>
<p>หลังผ่าตัด 1 ปี : CEA ขึ้นมาที่ 8.7 ng/ml  ตรวจ CT-Scan พบก้อนเนื้อ 4&#215;2 ซ.ม.ในลำไส้ใหญ่ส่วนต้น หมอนัด อีก 2  อาทิตย์ให้ไปทำ Colonoscopy (ส่องกล้องลำไส้ใหญ่)  ผมมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างสูงที่จะต้องทำให้ก้อน  เนื้อนั้นหายไปให้ได้ด้วยพลังแห่งระบบภูมิคุ้มกัน(Immune System)  จึงเร่งปฏิบัติ &#8220;ยุทธศาสตร์ 4อ.&#8221;อย่างเข้มข้น จริงจัง  บูรณาการระบบชีวิตประจำวันใหม่ตาม &#8220;หลัก10 ข้อ สู้มะเร็ง&#8221;  ทานอาหารแบบชนิดต้านมะเร็งอย่างเคร่งครัด  พร้อมทั้งทานวิตามินเอเบต้าแคโรทีน วิตามินซี-ดี-อี หญ้าเทวดา(ปักกิ่ง)  ผักใบเขียวทั้งสดและนำมาปั่นทานวันละหลายครั้ง ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ  ทำจิตใจให้มั่นคง ตัดความหวาดหวั่น วิตกจริต  เชื่อมั่นและศรัทธาในแนวทางที่ตนเองบำบัด อยู่ด้วยพลังใจ  คิดๆๆๆว่าก้อนมะเร็งต้องหายไป และทั้งหมดนี้ก็ประสบผลสำเร็จ  วันส่องกล้องไม่พบเนื้องอกในลำไส้  รอดพ้นผ่าตัดครั้งที่สองไปอย่างปาฏิหาริย์ หลังจากนั้นอีก 2  เดือนก็ไปตรวจเลือดอีกครั้งอีกครั้งปรากฏว่าค่า CEA ออกมาเยี่ยมมากแค่ 1.8  ng/ml ตัวเลขต่ำน่าพอใจมาก(ค่าปกติ 0-5 ng/ml) หลังจากนั้นอีก 3  เดือนก็ไปตรวจ CEA อีก ปรากฏว่าผลออกมายิ่งดี อยู่ที่ 1.1 ng/ml  (เหตุที่มะเร็งกลับมาในครั้งนั้นสงสัยว่าอาจจะเป็นเพราะผมกลับไป  กินเนื้อปลาอีก เหมือนกับกรณีที่หมออารีย์เผลอตัวไปกินไก่ย่างส้มตำ หรือ  อาจารย์หม่อม(ธันย์ โสภาคย์)ชล่าใจ กลับไปกินเนื้อปลา และขนมหวาน)</p>
<p>การตรวจ ครั้งสำคัญ : (18/03/47)  เป็นการตรวจครั้งสำคัญในโอกาสที่ครบสองปีหลังการผ่าตัด ปรากฏว่า ค่า CEA  ดีเยิ่ยมอยู่ที่ 1.4 ng/ml ผลการตรวจการทำหน้าที่ของตับ LFT (Liver  Function Test) และ Ultrasound ช่องท้องออกมาปกติ ผล x-ray ปอดปกติ  ก็เป็นอันว่าผมอยู่ในภาวะที่ปกติแน่นอนแล้ว  ดีใจมากที่ตัดสินใจได้ถูกต้องในการรักษามะเร็งด้วยตนเองด้วยความเชื่อมั่นใน ด้านธรรมชาติบำบัด และด้วยจิตใจที่มั่นคง  เชื่อมั่นในวิธีคิดวิธีปฏิบัติของตัวเอง ..(การตรวจเลือด 22/6/48  ผลยังออกมาดีมาก ค่าCEA อยู่ที่ 1.7 ng/ml )</p>
<p><strong>ปัจจุบัน  : สุขภาพร่างกายเป็นปกติแล้ว  ไม่มีอะไรบ่งบอกหรือส่งสัญญาณว่ามะเร็งจะกลับมา เรื่องตรวจ CEA  ก็เลยเลิกลากันไป</strong></p>
<h4>สภาพร่างกาย : กินได้ นอนหลับ  แข็งแรง รูปร่างดี (ได้น้ำหนักสัมพันธ์กับส่วนสูง) ระบบขับถ่ายดีเยี่ยม  ดีกว่า ก่อนเป็นมะเร็งลำไส้เสียอีก (อาหารมังสวิรัติช่วยได้มาก)  <span style="text-decoration: underline;"><strong>&#8230;.  ลาก่อนอาหาร/ขนมที่ทำจากเนื้อสัตว์ แป้งขัดขาว นม เนย ไข่ น้ำตาลทรายขาว  กะทิ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีเส้นใยอาหาร (Fibre)  และบางชนิดมีไขมันชนิดไม่ดีและสารปนเปื้อนเป็นเหตุให้ท้องไส้ผิดปกติ  ท้องผูก แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย ปวดท้อง</strong></span></h4>
<p><strong>&#8230;.  ขอลาอย่างถาวรเลยอาการทั้งหลายที่ว่านั้น !</strong></p>
<h4>สุขภาพ :  สุขภาพทั่วๆไปอยู่ในระดับที่ดี  (ดีกว่าเพื่อนๆที่ไม่ได้เป็นมะเร็งในวัยเดียวกันหลายคน)  ผลพลอยได้จากการรักษามะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัด  นอกจากมะเร็งจะหายแล้วยังทำให้ร่างกายเป็นเขตปลอดเบาหวาน ความดันโลหิตสูง  ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เข่าเสื่อม ไตเสื่อม อวัยวะต่างๆก็ทำหน้าที่ปกติ  เช่น ปอด ตับ หัวใจ ฯลฯ ภูมิคุ้มกันแข็งแรงทำให้ร่างกายไม่เสื่อมสมรรถภาพ  เลือดลมดี โรคภัยไม่ค่อยมารบกวน แม้กระทั่งไข้หวัดจะมีบ้างก็เป็นปี</h4>
<p><strong>สภาพจิตใจ : สงบ สบาย ไร้กังวล  มีความมั่นใจว่าตัวเองได้หายจากโรคมะเร็งแล้ว</strong></p>
<h2>กิจวัตรประจำวัน :</h2>
<p><strong>เช้ามืด </strong>ออกกำลังกายบริเวณสวนที่เต็มไปด้วยแมกไม้สีเขียวแหล่งฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ โดยการจ็อกกิ้ง ประมาณ 1 ก.ม. เสร็จแล้วพักสูดอากาศยามเช้า  (นำออกซิเจนสดๆเข้าไปให้ปอดฟอกเลือดเก่าซึ่งมีสีดำเพื่อจะ  ได้เลือดใหม่สีแดงสมบูรณ์ด้วยออกซิเจนส่งไปให้หัวใจสูบฉีดไปทั่วร่างกาย)  หลังจากนั้นออกกำลังกายต่อ เริ่ม ต้นด้วย sit-up บริหารหน้าท้อง  แกว่งแขนบริหารลมปราณ ดัดเนื้อดัดตัวอีกนิดหน่อยตามรูปแบบของโยคะ  ชาร์จจักระ(พลังจักรวาล)เป็นอันจบการบริหารกายและจิต  เสร็จแล้วก็เดินเล่นในสวนพร้อมสุนัข กลับเข้าบ้านทานหญ้าเทวดา(ปักกิ่ง) 3  เม็ดก่อนอาหารเช้าซึ่งประกอบด้วย โจ๊กข้าวกล้อง  ซุปมิโสะ(เต้าเจี้ยวบดญี่ปุ่น)ผสมสาหร่ายญี่ปุ่นวากาเม่ะ ขนมปังโฮลวีทปิ้ง 2  แผ่น กล้วยน้ำว้า 2 ลูก หลังอาหารเช้าทานว่านรางจืด 3แคบซูล  (ทั้งหญ้าเทวดาและว่านรางจืดทานวันละ 3 มื้อก่อน/หลังอาหาร ทาน 7 วัน เว้น 4  วัน) ทำ Detox อาทิตย์ละ 2 ครั้ง</p>
<p>จาก นั้นก็หาอะไรทำเพลินๆเช่น รดน้ำต้นไม้ ตัดแต่งกิ่งใบ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน  กวาดใบไม้ ล้างรถบ้าง ซักผ้า รีดผ้าบ้าง เปิดทีวีดูรายการข่าว  อ่านหนังสือพิมพ์ เสร็จแล้วก็ดื่มน้ำเต้าหู้(จืด)ผสมลูกเดือย ทานกับ  Cornflakes(ข้าวโพดอบเป็นเกล็ดๆ) อาบน้ำ สวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิประมาณ  1 ชั่วโมง ทำอาหารกลางวัน (ก๋วยเตี๋ยวน้ำเส้น ข้าวกล้อง)  ผัดมักกะโรนีบ้างสปาเก็ตตี้บ้าง ดิ่มน้ำปั่นแครอท,ฟักทอง,ข้าวโพด ,งาดำ  บางครั้งก็มีหัวมันต้มสีม่วง(มันต่อเผือก) ทานทั้งเปลือก ฟักทองนึ่ง</p>
<p>หลัง จากนั้นก็พักผ่อน ดูทีวี อ่านหนังสือทั่วๆไปบ้าง เข้าอินเตอร์เน็ตบ้าง  โทรศัพท์บ้าง จนบ่ายแก่ๆก็ทานผลไม้(ไม่หวาน)  ขนมขบเคี้ยวต่างๆที่ทำจากธัญพืช น้ำผักสุขภาพ  ถึงเวลาทานอาหารเย็นก็จะทานข้าวบ้างละ เป็นข้าวซ้อมมือแท้ๆ (สีน้ำตาลเข้ม)  หุงรวมกับถั่วแดงและลูกเดือย(เพื่อเพิ่มกรดอมิโนให้ครบถ้วน)  หุงสุกแล้วโรยด้วยจมูกข้าว  งาดำคั่วทานกับต้มจับฉ่ายสลับกับสตูซึ่งมีส่วนผสมหลักคือ แครอท มันฝรั่ง  มันเทศ ฟักทอง ผสมถั่วแดง ถั่วแขก ถั่วลันเตา นอกจากนั้นก็จะมีแกงส้ม  แกงเลียงกินได้เป็นอาทิตย์ บางครั้งก็มีอย่างอื่น เช่นผัดปรุงรสต่างๆ  เนื้อเทียมต่างชนิดทำด้วยโปรตีนเกษตร ผสมเห็ด ข้าวโพด  หรือทำด้วยแป้งผสมถั่วเหลือง หัวบุกและแครอต นำมาผัดซ้อสต่างๆ อร่อยมาก</p>
<p>จากนั้น ก็ออกไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ กลับมาทำโยคะ  จนกระทั่งใกล้ค่ำจึงกลับมาสวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ  รักษาตัวเองด้วยพลังจักวาล เสร็จแล้วก็อาบน้ำ พักผ่อนดูทีวี  ดื่มน้ำเต้าหู้เปิดวิทยุฟังเพลง ดูหนังที่เช่ามา อ่านหนังสือ  จนถึงเวลานอนประมาณ ห้าทุ่มทุกวัน ทั้งหมดเป็นกิจวัตรธรรมชาติบำบัดประจำวัน</p>
<p>จะเห็นได้ว่าครบ 4 อ. คือ อารมณ์ อาหาร อากาศ  ออกกำลังกาย สำหรับกิจกรรมพิเศษก็มีอีกหลายอย่าง เช่น  เช้าวันเสาร์อาทิตย์ต้องใส่บาตรพระสงฆ์ที่เดินมาหน้าบ้าน ว่ายน้ำ  แล้วขับรถเข้าเมืองไปทานอาหารเที่ยงที่ชมรมมังสวิรัติจตุจักร  เดินเลยไปที่ตลาดนัด ดูไม้ดอกไม้ประดับที่นำมาขาย  ไปดูเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีด้วยเปลือกไม้ธรรมชาติ  บางครั้งก็ถือโอกาศนั่งรถไฟใต้ดินที่สถานีใกล้กันเข้าไปเดินเล่นในเมืองแถวๆ สีลม ไปศูนย์ประชุมฯสิริกิติ์ ชมนิทรรศการที่สนใจ  แวะพักผ่อนที่สวนเบญจกิติที่อยู่ติดกัน บางครั้งก็ไปห้างสรรพสินค้า  ไปดูหนัง ดูหนังสือที่น่าสนใจ  นานๆทีก็ไปพักผ่อนสัมผัสธรรมชาติแถวเหนือๆที่ชอบโดยเฉพาะเชียงใหม่</p>
<p>กิจวัตรและกิจกรรมของผมแบบนี้แหละทำให้จิตใจร่าเริงเบิกบาน  ผลที่ได้ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ทรงประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณเซลล์  เม็ดเลือดขาวที่แข็งแกร่ง กระหายที่จะรุมกินโต๊ะเจ้าพลพรรคมะเร็ง</p>
<p>&#8230;เจ้า พวกเซลล์มะเร็งทั้งหลายเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เจอเข้าไป 2 เด้ง !  ไหนจะถูกเซลล์เม็ดเลือดขาวของผมตามไล่ล่าชีวิต  ไหนจะถูกตัดขาดจากอาหาร ชูกำลังประเภท หวาน มัน เค็ม ก็เลยหมดสภาพ กลับไปหมกเม็ดซ่อนตัว  รอที่จะได้อาหาร  บำรุงบำเรอให้แข็งแรงเพื่อจะได้กลับมาล้างแค้น  (ไม่ต้อง หวังหรอกนายมะเร็ง!)</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ข้อคิดที่ได้ : </strong></span>ความรู้สึกของผมในระหว่างที่กำลังเป็นเป็นมะเร็ง  เคยคิดเหมือนกันว่าชีวิตกำลังดำเนินอยู่ที่ปลาย สุดของปากเหว  พร้อมที่จะร่วงหล่นลงไปสู่ความตายได้ทุกเมื่อ แต่ในทางกลับกันถ้ามีสติ  ปัญญาและพลังใจใน การต่อสู้กับมะเร็งอย่าง&#8221;รู้เขารู้เรา&#8221;  ชีวิตที่อยู่คู่กับมะเร็งก็อาจจะมีคุณภาพ สภาพของเหวที่น่ากลัวก็อาจจะค่อยๆ  ตื้นเขินจนเป็นพื้นที่ธรรมชาติสวยงามที่ให้ความสดชื่นรื่นรมย์  เติมเต็มชีวิตที่เหลือให้มีความหวังครั้งใหม่ได้</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">หมายเหตุ  : </span></strong>แนวทางรักษามะเร็งของผมเป็นแนวทางที่ใช้ธรรมชาติบำบัด  ผลดีที่เกิดกับผมนั้นอาจจะแตกต่างกับ  ผู้ป่วยรายอื่นที่มีความไม่เหมือน กันทั้งในสภาพร่างกาย จิตใจ สภาพแวดล้อม ความมุ่งมั่น ความเพียรพยายาม  การ ตัดสินใจในกรณีต่างๆเป็นวิธีคิด วิธีปฏิบัติของผม เป็นเรื่องเฉพาะตัว  แม้กระทั่งการตัดสินใจไม่ใช้เคมีและรังสีบำบัด  ผู้ป่วยท่านอื่นๆจึงควร ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลัก</p>
<p>ถ้าจะใช้ การแพทย์ทางเลือกก็ต้องใช้ดุลพินิจและวิจารณญาณของท่านตลอดจนผู้ให้การ ปรึกษาของท่านเป็นหลัก  เพราะมีผู้ที่แอบอ้างเป็นแพทย์ทางเลือกบางคนมีพฤติกรรมที่ไม่จริงใจต่อผู้ ป่วยโดยให้ข้อแนะนำอย่างฉาบฉวย มุ่งที่จะขายวิตามิน  ในราคาที่ค่อนข้างสูงอย่างเดียว ขายกันเป็นชุดประกอบด้วยวิตามินสิบกว่าชนิด  กินกันวันละเป็นหมื่นๆมิลลิแกรม หมดแล้วให้มาซื้อใหม่ ไม่รู้จบ  ผู้ป่วยบางรายหมดเงินไปหลายหมื่นบาท  ซึ่งไม่ต่างจากแพทย์แผนปัจจุบันหลายท่านที่ไม่มี  ความจริงใจและความเป็นกันเองต่อผู้ป่วยคิดอย่างเดียวที่จะเสนอการใช้ยาเคมี ชนิดต่างๆที่แพงแสนแพงต่อผู้มีฐานะดี ใช้ครั้งละเป็นหมื่นเป็นแสนบาท  บางคนหมดไปกว่าสิบล้านแต่กลับมีอาการทรุดลงเรื่อยๆ  ส่วนผู้ป่วยที่มีฐานะยากจนแพทย์ก็จะ  กำหนดให้ใช้ยาเคมีแบบพื้นๆโดยตัวแพทย์เองก็รู้ทั้งรู้ว่าโอกาศที่มะเร็งจะ หายได้โดยวิธีดังกล่าวนี้มีเปอร์เซ็นต์ที่ค่อนข้างน้อย  ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในฐานะของผู้ป่วยทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการ รักษาโรคทั้งหลายโดยเฉพาะ</p>
<p>โรคร้ายอย่างมะเร็ง! ธรรมาภิบาล  และจริยธรรมยังเป็นปัญหาในวงการแพทย์ปัจจุบัน  ผมเองไม่ได้ต่อต้านในเรื่องนี้เพราะทั้งวิตามินสำเร็จรูปและยาเคมีก็มี ประโยชน์ไม่มากก็น้อย แต่ทุกอย่างมันอยู่ที่ความ  พอเหมาะพอควรในสถานภาพของแต่ละคน ผมเองก็ไม่ได้กินวิตามินสำเร็จรูป  และไม่ได้ใช้ทั้งคีโมและฉายแสงด้วย  แต่ผมก็อยู่ได้มาถึงวันนี้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ครบถ้วนโดยการใช้ปฏิบัติการ ทางธรรมชาติบำบัดอย่างเคร่งครัด เชื่อมั่น แน่วแน่  ศรัทธาในหนทางนี้อย่างมั่นคง.</p>
<p>ณ  วันนี้ถึงแม้ว่าผมจะอยู่ในสภาวะที่ปกติแล้วก็ตาม  แต่จะยึดแนวธรรมชาติบำบัดต่อไปในการดำเนินชีวิต  ไม่เช่นนั้นมะเร็งอาจกลับมาอีกรอบซึ่งเป็นไปได้มาก เห็นมามากแล้ว  ความประมาท กับ ความตาย เป็นของคู่กัน !</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>19</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>หญ้าปักกิ่ง : ความเมตตา และความหวัง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Jan 2010 03:37:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%a7/</guid>
		<description><![CDATA[สมุนไพรหญ้าปักกิ่ง เริ่มสะสมชื่อเสียงความนิยมมาอย่างเงียบๆ ในหมู่ญาติพี่น้องของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง ใครๆ ก็รู้ว่าคนที่เป็นมะเร็งนั้นมีความรู้สึกเหมือนถูกโทษประหารชีวิต การรักษาแบบแผนปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่ารักษาหาย แต่กลับมีผลข้างเคียงจากการรักษาที่เห็นผลทันตาจากการฉายแสงหรือ เคโมเทอราปีส์ เมื่อมีอะไรที่เป็นทางเลือกและความหวังผู้ป่วยมะเร็งก็จะไม่รอช้าที่จะแสวง หา หญ้าปักกิ่ง เป็นสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ ที่สมควรเผยแพร่ให้ความรู้กับประชาชนเพราะเป็นหญ้าที่ปลูกง่าย เตรียมปรุงยาง่ายไม่ซับซ้อน ถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็มีความปลอดภัย ที่สำคัญคือประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ จากการสืบเสาะพูดคุย กับผู้รู้หลายๆ ท่าน เราพบว่าบุคคลหนึ่งซึ่งพอจะเป็นตำนานของหญ้าปักกิ่งในเมืองไทยได้คือ คุณลุงณรงค์ สุทธิกุลพาณิช ท่านเล่าว่าหญ้าปักกิ่งนั้นเป็นหญ้าจากมณฑลสิบสองปันนาของจีน แต่เผยแพร่เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไรนั้นไม่ปรากฏ การที่หญ้าปักกิ่ง เป็นที่รู้จักในหมู่ชน มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มาสนับสนุนการใช้เพื่อเป็นสมุนไพรสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง รวมทั้งมีการศึกษาว่าหญ้าปักกิ่งไม่เป็นพิษในขนาดที่มีการแนะนำให้รับ ประทานกันอยู่นั้น จะเกิดเสียมิได้เลย ถ้าไม่มีคนใจดีมีเมตตาพยายาม ที่จะเผยแพร่สมุนไพรต้นนี้ออกสู่สาธารณชน ด้วยจิตใจที่อยากจะช่วยคน โดยไม่หวังผลทางการค้า ด้วยสติปัญญาที่ รอบคอบ และชาญฉลาดของคุณลุงณรงค์ สุทธิกุลพาณิช เมื่อท่านเห็นลูกน้องของเพื่อนหายจากโรคมะเร็งด้วยการใช้หญ้าปักกิ่ง ท่านจึงรวบรวมเพื่อนช่วยกันปลูกหญ้าปักกิ่ง มาแจกจ่ายให้คนที่ต้องการ โดยท่านแจกหญ้าปักกิ่งมาตั้งแต่ปี 2515 ร่วมสามสิบปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ท่านทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ จนปัจจุบันที่ท่านอายุ 83 ปี วิธีใช้และขนาดที่ คุณลุงณรงค์ แนะนำให้กิน คือ นำหญ้าปักกิ่งสดที่ล้างสะอาดแล้ว 3 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สมุนไพรหญ้าปักกิ่ง เริ่มสะสมชื่อเสียงความนิยมมาอย่างเงียบๆ ในหมู่ญาติพี่น้องของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง ใครๆ ก็รู้ว่าคนที่เป็นมะเร็งนั้นมีความรู้สึกเหมือนถูกโทษประหารชีวิต การรักษาแบบแผนปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่ารักษาหาย แต่กลับมีผลข้างเคียงจากการรักษาที่เห็นผลทันตาจากการฉายแสงหรือ เคโมเทอราปีส์ เมื่อมีอะไรที่เป็นทางเลือกและความหวังผู้ป่วยมะเร็งก็จะไม่รอช้าที่จะแสวง หา        หญ้าปักกิ่ง เป็นสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ ที่สมควรเผยแพร่ให้ความรู้กับประชาชนเพราะเป็นหญ้าที่ปลูกง่าย เตรียมปรุงยาง่ายไม่ซับซ้อน ถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็มีความปลอดภัย ที่สำคัญคือประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้</p>
<p>จากการสืบเสาะพูดคุย กับผู้รู้หลายๆ ท่าน เราพบว่าบุคคลหนึ่งซึ่งพอจะเป็นตำนานของหญ้าปักกิ่งในเมืองไทยได้คือ คุณลุงณรงค์ สุทธิกุลพาณิช ท่านเล่าว่าหญ้าปักกิ่งนั้นเป็นหญ้าจากมณฑลสิบสองปันนาของจีน แต่เผยแพร่เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไรนั้นไม่ปรากฏ</p>
<p><span id="more-21"></span>การที่หญ้าปักกิ่ง เป็นที่รู้จักในหมู่ชน มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มาสนับสนุนการใช้เพื่อเป็นสมุนไพรสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง รวมทั้งมีการศึกษาว่าหญ้าปักกิ่งไม่เป็นพิษในขนาดที่มีการแนะนำให้รับ ประทานกันอยู่นั้น จะเกิดเสียมิได้เลย ถ้าไม่มีคนใจดีมีเมตตาพยายาม ที่จะเผยแพร่สมุนไพรต้นนี้ออกสู่สาธารณชน ด้วยจิตใจที่อยากจะช่วยคน โดยไม่หวังผลทางการค้า<br />
ด้วยสติปัญญาที่ รอบคอบ และชาญฉลาดของคุณลุงณรงค์ สุทธิกุลพาณิช เมื่อท่านเห็นลูกน้องของเพื่อนหายจากโรคมะเร็งด้วยการใช้หญ้าปักกิ่ง ท่านจึงรวบรวมเพื่อนช่วยกันปลูกหญ้าปักกิ่ง มาแจกจ่ายให้คนที่ต้องการ โดยท่านแจกหญ้าปักกิ่งมาตั้งแต่ปี 2515 ร่วมสามสิบปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ท่านทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ จนปัจจุบันที่ท่านอายุ 83 ปี</p>
<p>วิธีใช้และขนาดที่ คุณลุงณรงค์ แนะนำให้กิน คือ นำหญ้าปักกิ่งสดที่ล้างสะอาดแล้ว 3 ต้น มาตำให้ละเอียดแล้วเติมน้ำต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ กรองผ่านผ้าขาวบาง เอามาคั้นน้ำดื่ม วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมงและก่อนนอน ควรตำคั้นทำเป็นวันต่อวันดีที่สุด ไม่ควรทำจำนวนมากหรือทิ้งไว้ค้างคืน และมีคนไข้บางรายมีญาติที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งอยู่ต่างประเทศ ขอร้องให้คุณลุงทำยาลูกกลอนหญ้าปักกิ่งให้ คุณลุงจึงทำเป็นยาลูกกลอนให้โดยให้รับรับประทาน 6 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาออภัยภูเบศร จึงได้นำยาลูกกลอนของคุณลุงณรงค์ มาชั่งหาน้ำหนัก แล้วบรรจุลงแคปซูลแทน เพื่อกันความชื้นหากต้องเก็บไว้นานๆ เพราะยาลูกกลอนชื้นง่าย</p>
<p>นอกจากคุณลุงจะแจก จ่ายหญ้าปักกิ่งให้กับผู้ป่วยมะเร็งแล้ว คุณูปการที่คุณลุงทำให้แก่แวดวงวิชาการด้านสมุนไพร คือ คุณลุงมีการบันทึกประวัติคนไข้ มีหลักฐานการใช้ มีการสัมภาษณ์อัดเทปไว้ กระตุ้นให้นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง มีความเชื่อมั่นที่จะนำหญ้าปักกิ่งมาศึกษาวิจัยในห้องทดลอง ทั้งยังเป็นผู้สนับสนุนวัตถุดิบสมุนไพรให้กับนักวิชาการ เพื่อจะได้ไม่ต้องหยิบต้นผิดๆ มาทำการศึกษา<br />
จนปัจจุบันพบว่า ในหลอดทดลองนั้นหญ้าปักกิ่งมีผลต้านเซลมะเร็ง พวกมะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลมะเร็งเต้านม และที่สำคัญพบว่า หญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เจ้าภูมิคุ้มกันที่ว่านี้มันก็จะจัดการได้กับทุกเซลที่ผิดปกติไม่เลือกชนิด</p>
<p>แต่ทั้งนี้ไม่ได้ หมายความว่า หญ้าปักกิ่งรักษามะเร็งได้ทุกชนิด แต่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็งบางชนิด โดยทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น</p>
<p>หญ้าปักกิ่งที่แจก จ่ายผ่านมือคุณลุงนั้นมิใช่ผู้ป่วยจะได้เพียงหญ้าปักกิ่ง ประสบการณ์ที่คุณลุงได้รับการบอกเล่า จากผู้ป่วยมะเร็งคนแล้วคนเล่าได้ถูกถ่ายทอด บางครั้งคำบอกเล่าของผู้ป่วยรายเก่าก็ถูกอัดใส่เทป เพื่อให้ผู้ป่วยรายใหม่ได้รับฟัง ก่อให้เกิดกำลังใจ และความหวัง ทั้งกำลังใจและความหวังนั้น จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง อันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะให้โรคที่เป็นอยู่มีอาการดีขึ้น<br />
ความเป็นมิตรและการ ปลอบประโลม พร้อมคำแนะนำของคุณลุง ทำให้ประสบการณ์แห่งความสำเร็จ ในการเยียวยาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยมะเร็ง ด้วยหญ้าปักกิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น คุณลุงกลายเป็นผู้ให้คำปรึกษา (counselor) แก่ผู้ป่วยมะเร็งที่เชี่ยวชาญคนหนึ่ง แน่นอนว่าผู้ป่วยบางท่านได้จากไป หลายคนก็มีอายุยืนยาวกว่าคำทำนายของแพทย์<br />
แต่สิ่งที่เหมือน กันสำหรับผู้กินหญ้าปักกิ่ง คือ แม้จะได้รับการรักษาแบบแผนปัจจุบัน ผู้ป่วยเหล่านั้นก็ทุกข์ทรมานน้อยลง จากผลข้างเคียงของการฉายแสงและเคโมเทอราปีส์</p>
<p>หญ้าปักกิ่ง หญ้าเทวดา (ใจดี) จึงเป็นความหวังของผู้ป่วยมะเร็ง ปลูกง่าย พึ่งตนเองได้ ไม่มีพิษ แต่น่าเป็นห่วงว่า ปัจจุบันหญ้าปักกิ่งถูกนำมาขาย จนกลายเป็นธุรกิจที่ประชาชนอาจสับสนในข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าเป็นเรื่องขนาดการกิน หรือวิธีใช้ที่มุ่งให้กินมากๆ เกินความจำเป็น หรือการปลูกที่อาจโด๊ปปุ๋ย หรือใส่สารเคมี</p>
<p>หญ้าปักกิ่งเป็นยา เย็นที่ช่วยปรับสมดุลแก่ร่างกาย เหมาะกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวของเมืองไทย เราสามารถทำน้ำหญ้าปักกิ่งรับประทานได้เอง ก่อนหน้าที่วิธีการของคุณลุงณรงค์จะได้รับการเผยแพร่นั้น ยุคแรกๆ ของการแนะนำให้ใช้หญ้าปักกิ่งจะแนะนำให้ตุ๋น กินแต่น้ำ เป็นยาบำรุงสุขภาพและยังระบุว่า สามารถใช้ในผู้ป่วยมะเร็งได้เช่นกัน</p>
<p>วิธีการใช้หญ้า ปักกิ่งที่ดีที่สุด คงไม่พ้นในแบบของคุณลุงณรงค์ เพราะท่านมีข้อมลไว้มากที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า วิธีอื่นจะใช้ไม่ได้ผล ก็จำไว้แต่ว่าหญ้าปักกิ่งเป็นยาเย็น ไปฉายรังสีมาก็ร้อน ใช้เคมีบำบัดมาก็ร้อน ถ้าคิดว่ากินยาเย็นก็ไม่น่าจะมีผลเสียอะไร</p>
<p><strong>แหล่งข้อมูล : </strong><a href="http://advisor.anamai.moph.go.th/hph/herbs/herbindex.html#pak" target="_blank">สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>หญ้าปักกิ่งมีส่วนช่วยให้ก้อนมะเร็งในตับยุบลงเรื่อยๆ</title>
		<link>http://www.jatuka.com/testimonial/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/testimonial/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 Jan 2010 10:09:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประสบการณ์หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งในตับ]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=236</guid>
		<description><![CDATA[จดหมายจากผู้ป่วยดีใจ หมู่บ้านซิตี้ปาร์ค บางนา ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง อ.สมุทรปราการ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่อง ขอขอบพระคุณเรื่องยา เรียน คุณพันธิ์ศักดิ์ ชลิตพัฒนังกูร ดิฉันชื่อนางวิไล สังขพูล ทำงานเป็นเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี ที่โรงพยาบาลของรัฐบาลแห่งหนึ่ง ดิฉันได้ตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี ปรากฏว่าสุขภาพดีไม่มีปัญหา จนกระทั่งวันหนึ่งตอนหัวค่ำ ประมาณ 19.00 น.ดิฉันมีอาการเวียนศรีษะรุนแรงจนบ้านหมุน อาเจียน และท้องอืดมาก จึงได้ไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลที่ดิฉันทำงานอยู่ในวันรุ่งขึ้น คุณหมอได้ส่งเลือดไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงผลปรากฏว่าดิฉันป่วยเป็นมะเร็งตับ ขนาด 4&#215;4.5&#215;5.2 ซ.ม.(เหมือนยอดรัก สลักใจเลย) เป็นโรคทันสมัยด้วยนะ !!! ดิฉันตกใจมากคิดว่าไม่รอดแน่แล้ว รู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิตมาก คุณหมอได้ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถีในกรุงเทพฯ คุณหมอที่นั่นพยายามจะผ่าตัดให้ได้ ตามดิฉันถึง 2 ครั้ง ดิฉันหนีไปตรวจที่สถาบันมะเร็งอีกครั้งด้วยคาดหวังว่าผลตรวจออกมาจะไม่ใช่โรคมะเร็ง แต่คุณหมอยืนยันว่าเป็นมะเร็งแน่ 100% และนัดผ่าตัดอีก ดิฉันจึงหนีการผ่าตัดเป็นครั้งที่ 3 เพราะดิฉันทำงานที่โรงพยาบาลและได้เห็นว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเมื่อได้รับการผ่าตัด ฉายรังสี และให้คีโมจากโรงพยาบาลใหญ่ๆมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลที่ดิฉันทำงานอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเนื่องจากโรคกระจาย ดังนั้นดิฉันจึงได้ตัดสินใจมารักษายาไทย และทานอาหารมังสวิรัติ ทานอาหารชีวจิต แบบตัวอย่างของผู้ป่วยที่รอดแล้วมาลงอินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นวิทยาทาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">จดหมายจากผู้ป่วยดีใจ</p>
<p style="text-align: right;">หมู่บ้านซิตี้ปาร์ค บางนา<br />
ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง<br />
อ.สมุทรปราการ<br />
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552</p>
<p>เรื่อง ขอขอบพระคุณเรื่องยา<br />
เรียน คุณพันธิ์ศักดิ์ ชลิตพัฒนังกูร</p>
<p>ดิฉันชื่อนางวิไล สังขพูล ทำงานเป็นเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี ที่โรงพยาบาลของรัฐบาลแห่งหนึ่ง ดิฉันได้ตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี ปรากฏว่าสุขภาพดีไม่มีปัญหา จนกระทั่งวันหนึ่งตอนหัวค่ำ ประมาณ 19.00 น.ดิฉันมีอาการเวียนศรีษะรุนแรงจนบ้านหมุน อาเจียน และท้องอืดมาก จึงได้ไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลที่ดิฉันทำงานอยู่ในวันรุ่งขึ้น คุณหมอได้ส่งเลือดไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงผลปรากฏว่าดิฉันป่วยเป็นมะเร็งตับ ขนาด 4&#215;4.5&#215;5.2 ซ.ม.(เหมือนยอดรัก สลักใจเลย) เป็นโรคทันสมัยด้วยนะ !!! ดิฉันตกใจมากคิดว่าไม่รอดแน่แล้ว รู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิตมาก</p>
<p><span id="more-236"></span><br />
คุณหมอได้ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถีในกรุงเทพฯ คุณหมอที่นั่นพยายามจะผ่าตัดให้ได้ ตามดิฉันถึง 2 ครั้ง ดิฉันหนีไปตรวจที่สถาบันมะเร็งอีกครั้งด้วยคาดหวังว่าผลตรวจออกมาจะไม่ใช่โรคมะเร็ง แต่คุณหมอยืนยันว่าเป็นมะเร็งแน่ 100% และนัดผ่าตัดอีก ดิฉันจึงหนีการผ่าตัดเป็นครั้งที่ 3 เพราะดิฉันทำงานที่โรงพยาบาลและได้เห็นว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเมื่อได้รับการผ่าตัด ฉายรังสี และให้คีโมจากโรงพยาบาลใหญ่ๆมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลที่ดิฉันทำงานอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเนื่องจากโรคกระจาย<BR><br />
ดังนั้นดิฉันจึงได้ตัดสินใจมารักษายาไทย และทานอาหารมังสวิรัติ ทานอาหารชีวจิต แบบตัวอย่างของผู้ป่วยที่รอดแล้วมาลงอินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นวิทยาทาน และก็เลือกทานสมุนไพรบางตัวและอื่นๆอีกมากมาย มะเร็งลดลงจาก 550 เหลือ 250,180,160 ตามลำดับ พอรักษาได้ประมาณ 10 เดือนเศษกลับขึ้นมา 250 อีก เนื่องจากไปทานอาหารที่มีโปรตีน และสมุนไพรบางตัว(ขอปิดบังรายชื่อ)ไปกวนก้อนมะเร็งให้ส่งผลเพิ่มขึ้นอีก<BR><br />
ดิฉันหมดอาลัยตายอยากในชีวิตอีก แต่ก็ให้กำลังใจตัวเองด้วยการไปเรียนสมาธิกับสถาบันพลังจิตตานุภาพของวัดธรรมมงคล โดยหลวงพ่อวิริยังค์ สิริธโร กำลังใจก็มีมาอีกครั้ง ดิฉันเริ่มเปิดอินเตอร์เน็ตเพื่อหาสมุนไพรดีๆที่ถูกกับโรคของดิฉัน พร้อมพูดคุยกับผู้ป่วยที่รักษาด้วยสมุนไพรที่หายแล้ว<BR><br />
โชคยังเข้าข้างดิฉันได้พบกับคุณมนตรี ผู้มีน้ำใจงดงามมาก คุณมนตรีได้แนะนำเบอร์โทรศัพท์ให้มาคุยกับคุณพันธิ์ศักดิ์ ซึ่งท่านก็ได้ให้คำแนะนำดีมีเมตตาเป็นกันเองมาก ท่านได้ส่งหญ้าปักกิ่งหรือหญ้าเทวดากับว่านรางจืดชนิดแค็ปซูลมาให้ดิฉัน<BR><br />
ดิฉันเริ่มรับประทานเมื่อ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2551พอตกเย็นวันนั้นสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นกับดิฉันทันทีก่อนหน้านี้ดิฉันคลำพบก้อนเล็กๆหลายก้อนใต้รักแร้มีอาการเจ็บปวดและร้าวไปด้านหลัง เป็นมาประมาณ 30 วันแล้ว ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นอาการกระจายของโรคร้ายมาที่ต่อมน้ำเหลือง<BR><br />
และเย็นวันนั้นดิฉันได้คลายความเจ็บปวดลง รุ่งเช้าคลำดูใต้รักแร้ปรากฏว่าก้อนหายไปบางส่วน ดิฉันคิดว่าอะไรจะปานนั้น สวรรค์เมตตาหรือบุญกุศลที่ดิฉันปฏิบัติธรรมหรืออย่างไร  ทำให้พบตัวยาที่เหมือนเทวดามาโปรดสมชื่อจริงๆ นำโดยเทพบุตรที่มีชื่อว่า &#8220;คุณพันธิ์ศักดิ์&#8221;เป็นผู้ส่งให้&#8230;<BR><br />
และเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 ดิฉันได้ตรวจเลือดดูผลปรากฏว่า ค่าของมะเร็งลดลงจาก 255 เหลือ 148 ซึ่งลดลงไป 107หน่วย ภายในระยะเวลา 3 เดือนครึ่ง เฉลี่ยลดลงไปเดือนละ 30 หน่วย<BR><br />
ดิฉันมีความหวังว่ามะเร็งที่เหลือจะลงลงอย่างรวดเร็ว ถ้าดิฉันทานยาสมุนไพรพร้อมดูแลเรื่องอาหารควบคู่ไปด้วย และสิ่งที่ดิฉันค้นพบและทดลองด้วยตัวดิฉันก็บรรลุผลแล้ว<BR><br />
สมุนไพรทำลายมะเร็ง + สมุนไพรล้างพิษ พร้อมกับเพิ่มวินัยในการรับประทานอาหาร ซึ่งก่อนหน้านี้ดิฉันไม่ค่อยมีวินัยในการทานอาหารสักเท่าใด นึกจะทานอาหารโปรตีนก็ทาน อาหารรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ก็ทาน ซึ่งนับแต่นี้ต่อไปดิฉันต้องเคร่งครัด และให้ความสำคัญต่อการรับประทานอาหารเต็มที่ เพื่อดิฉันจะได้มีชีวิตอยู่เพื่อดูแลแม่ที่แก่ชรา และลูกๆของดิฉันซึ่งทุกคนล้วนมีความคาดหวังในตัวดิฉันสูงทั้งนั้น<BR></p>
<p>ดิฉันจึงขอขอบพระคุณคุณพันธิ์ศักดิ์ ชลิต พัฒนังกูรเป็นอย่างสูงที่มี ตัวยาดีเลิศไว้เผยแพร่แก่ผู้ที่สิ้นหวังแล้วอย่างดิฉันให้มีชีวิตอยู่เพื่อคนข้างหลัง ขอให้ท่านมีอายุมั่นขวัญยืนและมีความเจริญยิ่งขึ้นไป<br />
กราบขอบพระคุณอย่างสูง</p>
<p>วิไล สังขพูล</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-thumbnail wp-image-237 aligncenter" title="adaf117d8878a2b54bab5591f97ffe" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2009/05/adaf117d8878a2b54bab5591f97ffe-150x150.jpg" alt="adaf117d8878a2b54bab5591f97ffe" width="150" height="150" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/testimonial/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>54</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>นักวิทย์น้อยวิจัยหญ้าปักกิ่งใช้ทำยาต้านอักเสบและแก้ปวด</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 Nov 2009 07:41:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ยาแก้ปวด แก้อักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=472</guid>
		<description><![CDATA[นักวิทย์น้อยวิจัยหญ้าปักกิ่งใช้ทำยาต้านอักเสบและแก้ปวด ThaiPR.net &#8212; พฤหัสบดีที่ 1 เมษายน 2547 15:49:05 น. กรุงเทพฯ&#8211;1 เม.ย.&#8211;สสวท. นายสมสกุล วงศ์ปาลีย์ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นักเรียนทุน โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดทำผลงานวิทยาศาสตร์เรื่องการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ระงับปวด ของสารสกัดจากหญ้าปักกิ่ง หญ้าปักกิ่ง (Murdannia loriformia Hassk Rolla Ras et Kammatly) เป็นสมุนไพรที่จัดเป็นพืชล้มลุก ชอบดินร่วนปนทราย แสงแดดรำไร ในประเทศจีนใช้สำหรับรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจในประเทศไทยใช้น้ำคั้นสด ดื่มเพื่อรักษามะเร็ง ผลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ยับยั้งปานกลางต่อเซลล์มะเร็ง เต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้นกันของร่างกาย นอกจากนี้ยังพบว่าสามารถต้านการก่อกลายพันธุ์ของยีนและทำลายสารพิษที่ก่อให้ เกิดมะเร็งได้ด้วย แต่ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ระงับปวด ดังนั้นจึงน่าสนใจที่จะทำการทดสอบคุณสมบัติดังกล่าวโดยใช้สารสกัดเอธานอล ของหญ้าปักกิ่งมาทำการทดสอบ ขั้นตอนแรกเป็นการทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยใช้การทดลอง Ethylphenylpropiorate (EPP) &#8211; induced ear edema in rat แบ่งการทดลองเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มควบคุมได้รับ acetone [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นักวิทย์น้อยวิจัยหญ้าปักกิ่งใช้ทำยาต้านอักเสบและแก้ปวด<br />
ThaiPR.net &#8212; พฤหัสบดีที่ 1 เมษายน 2547 15:49:05 น.<br />
กรุงเทพฯ&#8211;1 เม.ย.&#8211;สสวท.</p>
<p>นายสมสกุล วงศ์ปาลีย์ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นักเรียนทุน โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดทำผลงานวิทยาศาสตร์เรื่องการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ระงับปวด ของสารสกัดจากหญ้าปักกิ่ง</p>
<p>หญ้าปักกิ่ง (Murdannia loriformia Hassk Rolla Ras et Kammatly) เป็นสมุนไพรที่จัดเป็นพืชล้มลุก ชอบดินร่วนปนทราย แสงแดดรำไร ในประเทศจีนใช้สำหรับรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจในประเทศไทยใช้น้ำคั้นสด ดื่มเพื่อรักษามะเร็ง ผลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ยับยั้งปานกลางต่อเซลล์มะเร็ง เต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้นกันของร่างกาย นอกจากนี้ยังพบว่าสามารถต้านการก่อกลายพันธุ์ของยีนและทำลายสารพิษที่ก่อให้ เกิดมะเร็งได้ด้วย แต่ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ระงับปวด ดังนั้นจึงน่าสนใจที่จะทำการทดสอบคุณสมบัติดังกล่าวโดยใช้สารสกัดเอธานอล ของหญ้าปักกิ่งมาทำการทดสอบ</p>
<p>ขั้นตอนแรกเป็นการทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยใช้การทดลอง Ethylphenylpropiorate (EPP) &#8211; induced ear edema in rat แบ่งการทดลองเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มควบคุมได้รับ acetone 2.กลุ่มยามาตรฐาน คือ Phenylbutazone ขนาด 1 มิลลิกรัม/หู 3.กลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากหญ้าปักกิ่ง ขนาด 3 มิลลิกรัม/หู ทำการทดลองโดยวัดความหนาของหูหนูก่อนการทดลอง จากนั้นทาสารทดสอบบนใบหูหนูทั้งด้านในและด้านนอก ปริมาตร 20 ไมโครลิตร/หู ตามด้วย EPP ทันทีเพื่อชักนำให้เกิดการบวมขึ้น หลังจากนั้นวัดความหนาของใบหูหนูที่เวลา 15,30,60 และ 120 นาที นำผลการทดลองที่ได้ไปคำนวณหาเปอร์เซ็นต์ยับยั้งการบวมของหูหูน ที่เวลาต่างๆ ผลการทดลองพบว่า หญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการบวมของหูหนู ที่เวลาต่างๆ สูงกว่ายามาตรฐาน Phenylbutazone</p>
<p>ตอนที่ 2 เป็นการศึกษาฤทธิ์ระงับปวดและความสัมพันธ์ของปริมาณของสารสกัดที่ให้กับผล การตอบสนอง โดยใช้การทดลอง formalin test การทดลองจะแบ่งเป็น early phase และ late phase ใน early phase เป็นการศึกษาฤทธิ์ระงับปวดที่เกิดผ่านระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous system) สำหรับ late phase เป็นการศึกษาฤทธิ์ระงับปวดที่เกิดผ่านระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral nervous system) การทดลองแบ่งหนูถีบจักรออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มควบคุมให้ 5% tween 80 2.กลุ่มยามาตรฐาน คือ แอสไพรินขนาด 150 มิลลิกรัม-กิโลกรัมน้ำหนักตัว 3.กลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากหญ้าปักกิ่งขนาด 7.5, 15 และ 30 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว ป้อนสารทดสอบทางปาก หลังจากนั้นที่เวลา 60 นาทีใน early phase และ 40 นาทีใน late phase หลังป้อนสารทดสอบ ฉีด 1% formalin ใน 0.9% NaC1 เข้าใต้ผิวหนังด้านหลังเท้าของเท้าหลังด้านขวาของหนู ใน early phase จับเวลาการเลียเท้าหลังของหนูทันทีหลังฉีด formalin เป็นเวลา 5 นาที และใน late phase จับเวลาการเลียเท้าของหนู หลังฉีด formalin ไปแล้ว 20 นาที เป็นเวลา 10 นาที จากนั้นนำผลการทดลองที่ได้ไปคำนวณหาเปอร์เซ็นต์ยับยั้งการเลียเท้าหลัง จากการทดลอง พบว่าหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ระงับปวดโดยผ่านทาง CNS และ PNS</p>
<p>จากผลการทดลองทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า หญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ระงับปวดค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับยามาตรฐานที่ใช้ ดังนั้น แนวทางการพัฒนาสมุนไพรไทยให้มีศักยภาพเทียบเท่ายาสังเคราะห์ที่นำเข้าจาก ต่างประเทศนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูง แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการทดสอบความปลอดภัยในการใช้หญ้าปักกิ่งก่อน</p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน &#8220;คลื่นลูกใหม่วิทยาศาสตร์ไทย กลไกพัฒนาชาติ&#8221; เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(พสวท.) ระหว่างวันที่ 1-2 เมษายน 2547 ณ Hall อิมแพค เมืองทองธานี จัดโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งมีกิจกรรมน่าสนใจทางวิทยาศาสตร์มากมายให้เลือกชม</p>
<p>http://www.ryt9.com/s/prg/134743</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	<price></price>	</item>
	</channel>
</rss>

