<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หญ้าปักกิ่ง หญ้าเทวดา สมุนไพรบำบัดรักษาโรคเสื่อมของร่างกาย</title>
	<atom:link href="http://www.jatuka.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.jatuka.com</link>
	<description>หญ้าปักกิ่ง หรือหญ้าเทวดา เป็นสมุนไพร รับประทานเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย รักษาโรคเสื่อม มะเร็ง เบาหวาน ความดัน หัวใจ</description>
	<lastBuildDate>Sat, 03 Dec 2011 15:01:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3</generator>
		<item>
		<title>สรรพคุณหญ้าปักกิ่ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Sep 2011 07:23:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[รักษามะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพรบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[เล่งจือเฉ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=354</guid>
		<description><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง สมุนไพรบำบัด รักษาโรค (เล่งจือเฉ้า) Murdannia LoriFormis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy Commelinaceae ลักษณะของหญ้าปักกิ่ง หญ้า ปักกิ่ง เป็นไม้ล้มลุก สูงราว 10-30 ซ.ม. ใบเดี่ยว หนาเรียวคล้ายใบไผ่ ฉ่ำน้ำดอกเล็ก ๆ ออกที่ปลายต้น สีบานเย็น กลีบขาวแกมม่วง หญ้าปักกิ่งมีกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ แถบสิบสองปันนา การขยายพันธุ์หญ้าปักกิ่งโดยการแยกหน่อ หรือเมล็ด หากจะนำมาปลูก ควรปลูกหญ้าปักกิ่งกับดินร่วนปนทราย และวางไว้ในที่ๆ มีแดดรำไร สรรพคุณของหญ้าปักกิ่ง หญ้า ปักกิ่ง เป็นสมุนไพรรักษาโรคครอบจักรวาล ชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว ใช้บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลย์ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน Activate Cells หญ้า ปักกิ่งรักษามะเร็งได้ในระดับหนึ่ง เช่น ในตับ ลำคอ มดลูก กระเพาะอาหาร ลำไส้ ต่อมน้ำเหลือง เม็ดโลหิต (ลูคีเมีย) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>หญ้าปักกิ่ง สมุนไพรบำบัด รักษาโรค (เล่งจือเฉ้า) Murdannia LoriFormis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy Commelinaceae</h2>
<h3>ลักษณะของหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p>หญ้า ปักกิ่ง เป็นไม้ล้มลุก สูงราว 10-30 ซ.ม. ใบเดี่ยว หนาเรียวคล้ายใบไผ่ ฉ่ำน้ำดอกเล็ก ๆ ออกที่ปลายต้น สีบานเย็น กลีบขาวแกมม่วง</p>
<p>หญ้าปักกิ่งมีกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ แถบสิบสองปันนา การขยายพันธุ์หญ้าปักกิ่งโดยการแยกหน่อ หรือเมล็ด หากจะนำมาปลูก ควรปลูกหญ้าปักกิ่งกับดินร่วนปนทราย และวางไว้ในที่ๆ มีแดดรำไร</p>
<h3>สรรพคุณของหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p>หญ้า ปักกิ่ง เป็นสมุนไพรรักษาโรคครอบจักรวาล ชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว</p>
<p>ใช้บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลย์ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน Activate Cells หญ้า ปักกิ่งรักษามะเร็งได้ในระดับหนึ่ง เช่น ในตับ ลำคอ มดลูก กระเพาะอาหาร ลำไส้</p>
<p>ต่อมน้ำเหลือง เม็ดโลหิต (ลูคีเมีย) รักษาไทรอยด์ ไตอักเสบ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจ แก้ไอ ระงับปวด บำรุงหัวใจ</p>
<p>ไมเกรน ภูมิแพ้ ทำให้น้ำเหลืองแห้ง สามารถนำหญ้าปักกิ่งมาตำ แล้วพอกรักษาแผลต่างๆ เช่นงูสวัด เริม แผลเบาหวาน อีกทั้งยังช่วยระบบขับถ่ายดีมาก ฯลฯ (มีฮอร์โมน ,</p>
<p>เกลือแร่ , ไม่เป็นพิษระยะสั้น – ระยะยาว)</p>
<h3>วิธีรับประทานหญ้าปักกิ่ง</h3>
<ul>
<li><strong>สูตรการทำที่เป็นที่นิยม :</strong> นำหญ้าปักกิ่ง 1 กิโลกรัม ล้างให้สะอาดทั้งต้น ใบ ราก และดอก (ถ้ามี) ใช้น้ำสุกเย็นแล้ว 3 ขวดแม่โขงกลม ปั่นด้วยเครื่องปั่น (Blender) คั้นหญ้าปักกิ่งด้วยผ้าขาวบางสะอาด เอาแต่น้ำสีเขียวเข้มและฟอง กรอกใส่ขวด ปิดฝาให้แน่น เก็บเข้าตู้เย็น (ใต้ช่องแข็ง) ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมง 1 ครั้ง และก่อนนอน 1 ครั้ง ถ้าผสมน้ำผึ้งด้วย ก็จะได้รสชาติอร่อย หวาน หอมชื่นใจ (ส่วนกาก นำมาต้มแล้วคั้นดื่มแทนน้ำได้)</li>
<li><strong>สูตรยาอายุวัฒนะ : </strong>นำหญ้าปักกิ่งที่ถอนมาสด ๆ พร้อมราก ล้างให้สะอาด ต้มกับน้ำ หลังเดือดแล้วให้เติมน้ำผึ้งพอประมาณ ดื่มวันละ 3 เวลา จะทำให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว</li>
<li><strong>สูตรป้องกันสารพัดโรค</strong> : รับประทานหญ้าปักกิ่งสดๆ หรือปรุงเป็นอาหารจิ้มน้ำพริกกินก็ได้ รสอร่อยมาก ถ้ามีหญ้าปักกิ่งมากก็ใช้ทั้งต้น ถ้ามีน้อยก็ใช้วิธีลอกใบล่างๆ มารับประทานวันละ 14 ใบ</li>
</ul>
<h3>ข้อควรระวัง</h3>
<p>ไม่ควรรับประทานของแสลง ซึ่งมีผลให้ฤทธิ์การรักษาโรคของหญ้าปักกิ่งอ่อนลง เช่น</p>
<ul>
<li>ฟักแฟง , แตงกวา (แตงโม, ตระกูลแตงต่างๆ)​, มะระ, หัวไชเท้า และอาหารที่ถือว่าเป็นของเย็น</li>
</ul>
<h3>ปฏิกิริยาหลังรับประทานหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p>หลังรับประทานหญ้าปักกิ่งเป็นเวลา 1 อาทิตย์ หรือ 10 วัน <span style="text-decoration: underline;">อาจมีอาการต่างๆ เหล่านี้ : หงุดหงิด หรือ เป็นไข้ หรือ โมโหง่าย หรือ นอนไม่หลับ หรือ ปวดเมื่อย หรือ อาจจะมีน้ำเหลืองปนหนองออกทางอุจจาระ ส่วนปัสสาวะอาจมีกลิ่นเหม็นเหมือนน้ำล้างปลา</span></p>
<p>แต่ <span style="text-decoration: underline;"><strong>&#8220;ไม่&#8221;</strong></span> เป็นอย่างนี้ทุกคนหรือทุกอาการ และเป็นไม่นาน อาการทั้งหลายจะหายไปเอง ไม่ต้องตกใจ เพราะหญ้าปักกิ่งกำลังออกฤทธิ์ โรคกำลังถูกปราบ</p>
<h3>เทคนิคในการดื่มน้ำหญ้าปักกิ่งให้อร่อย</h3>
<p>หลายท่าน คงพบปัญหาว่า น้ำหญ้านั้น เหม็นเขียว และดื่มยากเหลือเกิน กว่าจะดื่มได้หมดหนึ่งแก้ว &#8230; เราแนะนำให้ลองผสมน้ำผึ้ง โดยละลายน้ำผึ้งกับน้ำอุ่นเล็กน้อย แล้วจึงผสมน้ำหญ้าลงไปในแก้ว กะปริมาณหวานพอเมาะ</p>
<p>รับรองค่ะว่า น้ำหญ้าปักกิ่ง จะหอม หวาน และรับประทานได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ <img src='http://www.jatuka.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<h3>ข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง</h3>
<ul>
<li>สารานุกรมสมุนไพรไทย โดยอาจารย์วุฒิ วุฒิธรรม</li>
<li>คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</li>
<li>ประสบการณ์จริงจากผู้ที่ใช้หญ้าปักกิ่งในการรักษาโรคต่างๆ</li>
</ul>
<h3>รูปของหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-13 aligncenter" title="หญ้าปักกิ่ง" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/murdannia12.gif" alt="หญ้าปักกิ่ง" width="226" height="148" /></p>
<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<a href='http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/attachment/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-2/' title='หญ้าปักกิ่ง'><img width="150" height="98" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/murdannia12.gif" class="attachment-thumbnail" alt="หญ้าปักกิ่ง" title="หญ้าปักกิ่ง" /></a>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>17</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง 16 ประการ</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Sep 2011 16:38:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=60</guid>
		<description><![CDATA[ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง 16 ประการ 1. ทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลล์จำพวกนี้จะไม่สามารถตรวจหาพบโดยเครื่องมือทาง การแพทย์ จนกว่าจะมีปริมาณเซลล์เป็น 2-3 ร้อยล้านเซลล์ หากไปพบหมอ แล้วหมอบอกว่าคุณไม่มีเซลล์มะเร็งใน ร่างกายหลังจากการตรวจ นั่นแค่หมายความว่า เครื่องมือทางการแพทย์ไม่สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้ เนื่องจากขนาดของเซลล์มะเร็งยังไม่มากพอ หรือขาดยังไม่ใหญ่พอให้เครื่องมือตรวจเจอ 2. เซลล์มะเร็ง เกิดขึ้นมาก ถึง 6 -10 ครั้ง ใน 1 ช่วงชีวิตของมนุษย์ 3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง เซลล์มะเร็งก็จะถูกทำลาย เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งขยายตัว และสร้างก้อนเนื้อร้าย 4. เมื่อคนไข้ ถูกบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็ง แสดงให้เห็นว่ามีการขาดสารอาหารบางชนิด หรือ โภชนาการ ไม่ดี ซึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม อาหาร หรือปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิต 5. การเอาชนะเซลล์มะเร็ง สามารถทำได้โดยการสร้างความแข็งแกร่งให้เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือระบบ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย 6. การให้ คีโม หรือสารเคมีบางชนิด ทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายเซลล์ที่ดีของร่างกายไปด้วย ซึ่งเป็นอาจทำลายระบบของอวัยวะสำคัญไปด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><strong>ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง 16 ประการ</strong></h2>
<p><strong>1. ทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย</strong> เซลล์จำพวกนี้จะไม่สามารถตรวจหาพบโดยเครื่องมือทาง การแพทย์<br />
จนกว่าจะมีปริมาณเซลล์เป็น 2-3 ร้อยล้านเซลล์    หากไปพบหมอ แล้วหมอบอกว่าคุณไม่มีเซลล์มะเร็งใน  ร่างกายหลังจากการตรวจ นั่นแค่หมายความว่า เครื่องมือทางการแพทย์ไม่สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้<br />
เนื่องจากขนาดของเซลล์มะเร็งยังไม่มากพอ หรือขาดยังไม่ใหญ่พอให้เครื่องมือตรวจเจอ</p>
<p><strong>2. เซลล์มะเร็ง เกิดขึ้นมาก ถึง 6 -10 ครั้ง ใน 1 ช่วงชีวิตของมนุษย์</strong></p>
<p><strong>3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง เซลล์มะเร็งก็จะถูกทำลา</strong>ย เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งขยายตัว<br />
และสร้างก้อนเนื้อร้าย</p>
<p><strong>4. เมื่อคนไข้ ถูกบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็ง แสดงให้เห็นว่ามีการขาดสารอาหารบางชนิด</strong> หรือ โภชนาการ   ไม่ดี<br />
ซึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม อาหาร หรือปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิต</p>
<p><strong>5. การเอาชนะเซลล์มะเร็ง สามารถทำได้โดยการสร้างความแข็งแกร่งให้เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือระบบ<br />
ภูมิคุ้มกันของร่างกาย</strong></p>
<p><strong>6. การให้ คีโม หรือสารเคมีบางชนิด ทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายอย่างรวดเร็ว </strong>แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายเซลล์ที่ดีของร่างกายไปด้วย   ซึ่งเป็นอาจทำลายระบบของอวัยวะสำคัญไปด้วย เช่น ตับ ไต<br />
หัวใจ หรือปอด</p>
<p><strong>7. การฉายรังสี ก็จะทำลายเซลล์มะเร็ง </strong>และทำให้เนื้อบางส่วนไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลล์เนื้อเยื่อ ที่ดีไปด้วยเช่นกัน</p>
<p><strong>8. โดยทั่วไปแล้ว การให้ คีโม หรือการฉายรังสี อาจจะทำให้ขนาดของก้อนเซลล์มะเร็งลดลง</strong> แต่ อย่างไร<br />
ก็ตามก็ไม่ไ ด้มีผลทำลายก้อนเนื้อไปมากกว่านั้น</p>
<p><strong>9. เมื่อร่างกายต้องรับสารพิษจำนวนมาก จากการให้ คีโมหรือการฉายแสง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ก็จะถูกทำลายไปด้วย</strong> ดังนั้นร่างกายก็ง่ายต่อการติดเชื้อ หรือพ่ายแพ้เซลล์มะเร็ง</p>
<p><strong>10. การให้ คีโม หรือการฉายแสง อาจเป็นสาเหตุให้เซลล์มะเร็ง มีการกลายพันธุ์ หรือดื้อยา ทำให้ยาก แก่การทำลาย</strong> การผ่าตัด ก็อาจสามารถทำให้ เซลล์มะเร็งกระจายไปยังส่วนอื่น</p>
<p><strong>11. วิธีที่มีประสิทธิภาพที่จะต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง คือ หยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยการหยุด ให้อาหารที่เซลล์มะเร็งจำเป็นต้องนำไปใช้</strong></p>
<h2><strong>สารอาหารที่เซลล์มะเร็งต้องการ</strong></h2>
<p><strong>1. น้ำตาล</strong> เช่น น้ำตาลทรายขาว equal โดยใช้น้ำตาลจากธรรมชาติแทน เช่น น้ำผึ้ง แต่ต้องใช้ใน ปริมาณที่น้อยมาก     เกลือ มีสารจำเป็นที่เซลล์มะเร็งนำไปใช้ ควรงด หรือใช้ในปริมาณน้อย</p>
<p><strong>2. นม </strong>ควรดื่ม น้ำนมถั่วเหลืองทดแทน</p>
<p><strong>3. เซลล์มะเร็ง เจริญเติบโตในสภาพที่เป็นกรด </strong>การบริโภคเนื้อสัตว์ทำให้เกิดสภาพเป็นกรด ควรรับประทานอาหารประเภทปลา ดีกว่าหมู เนื้อ และเนื้อสัตว์ มีแบคทีเรีย ใช้โฮโมนในการ เจริญเติบโตปนเปื้อน ที่เป็นอันตรายต่อคนไข้ที่เป็นมะเร็ง</p>
<p><strong>4. 80% ของผักและนำผลไม้สด ถั่งเมล็ดแห้ง ธัญญาพืช จะช่วยให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่าง 20% จากอาหารที่ปรุงแล้ว น้ำผักและนำผลไม้สด จะให้เอนไซม์ที่ง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อไปเสริมสร้างความแข็งแรง ให้เซลล์ที่ดี </strong> ดังนั้นควรดื่มน้ำผักสด และกินผักดิบ 2 -3 ครั้งต่อวันเพราะเอนไซม์จะถูกทำลายที่ 40 c</p>
<p><strong>5. หลีกเลี่ยงชา กาแฟ ชอกโกแลต ที่มีคาเฟอีนที่สูง</strong> เป็นดื่มชาเขียวที่มี สารต้านมะเร็ง ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำกรอง<br />
ดีที่สุด หลีกเลี่ยงน้ำประปา และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่มีสภาพเป็นกรด</p>
<p><strong>6. เนื้อสัตว์ ย่อยยาก</strong> และต้องการเอนไซม์ในการย่อยเป็นจำนวนมาก   และเนื้อที่ย่อยไม่หมด จะคงตกค้างอยู่ใน<br />
ลำไส้ อันนำไปสู่สารพิษตกค้าง</p>
<p><strong>7. เซลล์มะเร็ง</strong> มีโปรตีนที่ยากแก่การทำลายเป็นเกราะป้องกัน การบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน<br />
ของร่างกายไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น</p>
<p><strong>8. อาหารเสริมบางอย่างช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบภูมิคุ้มกัน </strong>เพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง เช่น<br />
วิตามินอี วิตามินซี</p>
<p><strong>9. เซลล์มะเร็ง เป็นเชื้อโรคของจิตใจ ร่างกาย และจิต วิญญาณ   การควบคุมอารมณ์ และมองโลกในแง่ดี<br />
จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น </strong>อารมณ์โกรธ ขมขื่น หรือความเครียดจะสร้างสภาพความเป็นกรดให้ร่างกาย<br />
ควรเรียนรู้ที่จะรัก และให้อภัย พักผ่อนและสนุกกับการใช้ชีวิต</p>
<p><strong>10. เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตในที่มีออกซิเจนได้ </strong>การออกกำลังกายทุกวัน และหายใจเข้าลึกลึก<br />
จะช่วยเพิ่มระดับ ออกซิเจนในเซลล์ การบำบัดด้วยออกซิเจนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำลายเซลล์มะเร็ง</p>
<h2><strong>วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็ง ชนิดต่างๆ</strong></h2>
<p><strong>อาการของ การเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย</strong></p>
<p><strong>1. มะเร็งปากมดลูก </strong>อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ   อาการเจ็บปวด<br />
และมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าว<br />
ไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้</p>
<p><strong>2. มะเร็งในมดลูก</strong> อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพั นธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง </p>
<p><strong>3. มะเร็งรังไข่ </strong>อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง</p>
<p><strong>4. มะเร็งในเม็ดเลือด ( ลูคีเมีย) </strong>อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติ มักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียวหรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ และมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช ่องท้อง</p>
<p><strong>5. มะเร็งปอด </strong>อาการ มักไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลาย น้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบาก หรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน</p>
<p><strong>6. มะเร็งตับ </strong>มักปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตา + ผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด</p>
<p><strong>7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ</strong> อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ</p>
<p><strong>8. มะเร็งสมอง</strong> อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาเจียน หรือการผิดปกติของการมองเห็น<br />
ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหัน<br />
อวัยวะบางส่วนของ ร่างกายหยุดทำงาน เช่น มีอาการชา และเป็น อัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษ<br />
หากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย</p>
<p><strong>9. มะเร็งในช่องปาก </strong>อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษาหรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือก เนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ หรือ เป็นเวลานาน</p>
<p><strong>10. มะเร็งในลำคอ </strong>อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันที ทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือ<br />
มีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับ และรู้สึกได้</p>
<p><strong>11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร </strong>อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาเจียนออกมาเป็นเลือด ท้องอืด หรืออาหาร<br />
ไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเ หมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ</p>
<p><strong>12. มะเร็งทรวงอก </strong>อาการมีเลือด หรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้น<br />
มีก้อนบวมจนจับได้ เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้น ที่เต้านมเป็นเวลานาน ควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อมีอายุมากขึ้น<br />
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังทีเรียกว่า ซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุ<br />
ของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อน ว่าคืออะไรกันแน่</p>
<p><strong>13. มะเร็งลำไส้ </strong>อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ<br />
มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ<br />
**** ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้ว คือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับ แล้วเลือดมีสีแดงสด<br />
นั่นคืออาการของริดสีดวงทวาร   แต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น คือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้</p>
<p><strong>14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง</strong> อาการมีก้อนบวมขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิดอาการ<br />
ติดเชื้อในบางส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง   อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานาน</p>
<p><img class="alignnone size-thumbnail wp-image-168" title="ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/10/bd524ffbf3a88b9-150x150.jpg" alt="ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง" width="150" height="150" /></p>
<p>ข้อมูลจาก : FW เมล์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>ยุทธศาสตร์ 4 อ. สู้มะเร็ง !!</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/4%e0%b8%ad-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/4%e0%b8%ad-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 26 Dec 2010 02:21:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[4อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=518</guid>
		<description><![CDATA[บางครั้งเราก็ลืมๆไปเหมือนกันว่า ร่างกาย สังขารของเราซึ่งเกิดจากท้องแม่มานั้นมันเป็นไปตามกฏธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดมา ตั้งอยู่ แล้วดับสูญไปตามกฏของพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ชีวิตคนเรา นั้นเป็นผลิตผลของธรรมชาติ บนพิภพ บนโลกนี้&#8230;.ก็ &#8220;โลกมนุษย์&#8221; ใบที่เราแย่งกันอยู่ แย่งกันกินนี่แหละ  มนุษย์ เกิดขึ้นจาก&#8221;กรรม&#8221;ของแต่ละคน ประกอบขึ้นด้วย กาย และ ใจ ภาษาพระท่านเรียกว่า &#8220;รูปธรรม-นามธรรม&#8221; กาย และ ใจ จึงต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลก ซึ่งก็คือ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในเมื่อกาย และ ใจ ซึ่งเป็นโครงสร้างของมนุษย์ต้องดำเนินไปตามกฏของธรรมชาติการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงต้องขึ้นอยู่กับธรรมชาติรอบๆตัวคือธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เพราะร่างกายของเราก็ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่นี่แหละ ส่ำสัตว์ทั้งหลายมันก็ดำรงชีวิตอยู่กับ ธรรมชาติ ตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บางครั้งเราก็ลืมๆไปเหมือนกันว่า ร่างกาย  สังขารของเราซึ่งเกิดจากท้องแม่มานั้นมันเป็นไปตามกฏธรรมชาติ  เป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดมา ตั้งอยู่  แล้วดับสูญไปตามกฏของพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ชีวิตคนเรา นั้นเป็นผลิตผลของธรรมชาติ บนพิภพ บนโลกนี้&#8230;.ก็ &#8220;โลกมนุษย์&#8221;  ใบที่เราแย่งกันอยู่ แย่งกันกินนี่แหละ  มนุษย์  เกิดขึ้นจาก&#8221;กรรม&#8221;ของแต่ละคน ประกอบขึ้นด้วย กาย และ ใจ  ภาษาพระท่านเรียกว่า &#8220;รูปธรรม-นามธรรม&#8221; กาย และ ใจ  จึงต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลก ซึ่งก็คือ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในเมื่อกาย และ  ใจ ซึ่งเป็นโครงสร้างของมนุษย์ต้องดำเนินไปตามกฏของธรรมชาติการเกิด แก่  เจ็บ ตาย จึงต้องขึ้นอยู่กับธรรมชาติรอบๆตัวคือธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ  เพราะร่างกายของเราก็ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่นี่แหละ</p>
<p>ส่ำสัตว์ทั้งหลายมันก็ดำรงชีวิตอยู่กับ ธรรมชาติ ตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ใช้ผลิตผลของธรรมชาติ ตั้งแต่  ที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค  มาตลอดชีวิตถ้าเป็นมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็ใช้ &#8220;ปัจจัยสี่&#8221;  จากธรรมชาติครบเลย  แต่มนุษย์ปัจจุบันกลับพยายามหนีธรรมชาติ หนีความจริง  หา&#8221;ธรรมชาติเทียม&#8221;มาเป็นที่พึ่งพิง อยู่ในโลกของเคมีวัตถุทั้งอาหาร  บรรยากาศติดยึดอย่างเหนียวแน่นกับโลกวัตถุซึ่งเต็มไปด้วยสารพิษ  หลงงมงายยึดเป็นค่านิยมจนวาระสุดท้าย ด้วยวิธีคิดเช่นนี้แหละจึงเป็น ที่มาของ&#8221;การคืนสู่ธรรมชาติ&#8221; (Back to Nature)  ของมนุษย์ที่เห็นผิดเป็นชอบทั้งหลาย กลับตัวกลับใจเร็วๆ..ยังไม่สายเกิน ไปเด้อ  !..พืชผลทางเกษตรเขายังพยายามเลิกใช้สารเคมีหันมาใช้สารชีวภาพซึ่งทำจาก ธรรมชาติล้วนๆ</p>
<p>และนี่ ก็คือที่มาของการรักษาโรคโดยการนำธรรมชาติบำบัดมาบูรณาการระบบการกินการอยู่ เสียใหม่เพื่อสร้างภูมิต้านโรค  ยุทธศาสตร์ 4อ.ซึ่งประกอบด้วย อารมณ์  อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย จึงเป็นไปตามแนวทางธรรมชาติบำบัด &#8220;ใจ&#8221; ด้วย  อารมณ์(พลังใจ)บำบัด&#8221;กาย&#8221;ด้วย อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย</p>
<h2>อ.ที่หนึ่ง  &#8220;อารมณ์&#8221;</h2>
<p>คนที่เป็นมะเร็งจำไว้เลย..&#8221;ห้ามเครียด&#8221;  ต้องทำตัวให้มีอารมณ์แจ่มใสเสมอ  ความเครียดนั้นทำให้ก่อเกิดอนุมูลอิสระซึ่งจะไปทำลายเซลล์ดีๆทั่วไป  คนที่มีความ โกรธ เกลียด ริษยา อาฆาต วิตกกังวล มองอะไรในแง่ร้าย  ต่อมหมวกไตจะสร้าง &#8220;สารบาป&#8221; ออกมาซึมเข้าโลหิต ไปออกฤทธิกับอวัยวะต่างๆเช่น   สาร  Adrenaline จะทำให้หัวใจเต้นแรง เส้นโลหิตหดเกร็ง ถ้าหดจนตีบตัน  หัวใจก็อาจจะวายเฉียบพลัน สาร Steroid  ถ้ามีจำนวนที่ผิดปกติอาจจะทำให้การหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหารผิดเพี้ยนได้  ถ้ามากไปน้ำย่อยก็จะไปกัดผนังด้านในกระเพาะอาหาร  ถ้าน้อยเกินไปก็จะทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย  สาร Lactic Acid  ถ้าเกิดขึ้นมากไปก็อาจไปทำลายความแข็งแรงของเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นอาวุธสำคัญ ของระบบภูมิคุ้มกัน</p>
<p>ในทางกลับกันถ้าบุคคลซึ่งมีจิตเป็นสัมมาทิฐิ  มีความเมตตาปราณี มองโลกในแง่ดี มีสติ สมาธิ จิตใจเบิกบาน  ต่อมใต้สมองก็จะสร้าง&#8221;สารบุญ&#8221; หรือ  สาร Endorphine  ออกมาเป็นประจำส่งผลให้กายใจเบาสบาย เกิดความปิติ กินได้นอนหลับ  เม็ดเลือดขาวก็จะแข็งแรง สร้างภูมิคุ้มกันได้สูง  ส่งผลให้เซลล์มะเร็งหยุดหรือลุกลามช้าลง</p>
<h2>อ.ที่สอง &#8220;อาหาร&#8221;</h2>
<p>อาหารในความหมายของธรรมชาติบำบัดนั้น คืออาหารที่เกิดจากกระบวนการผลิตจากธรรมชาติโดยตรง(Organic Food)  ยกตัวอย่างพืชผลที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีในการบำรุงเลี้ยงดู  และไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลง แต่จะใช้พวกชีวภาพแทน เช่นปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช  นอกจากนั้นเวลาที่แปรรูปก็ไม่ใช้กระบวนการทางเคมีใดๆ เช่น การฟอกขาว  การใส่สารเคมีเพิ่มสีสันหรือรสชาติใดๆทั้งสิ้น  สำหรับเนื้อสัตว์ก็ต้องไม่ใช้กระบวนการเคมีในการเลี้ยงดูจนถึงขั้นการแปรรูป เช่นเดียวกัน ไม่มีการขุนสัตว์ด้วยยาหรือที่มีส่วนผสมทางเคมี  ไม่มีการใส่สารเพิ่มสี  หรือใช้โซเดียมไนไตร์เพื่อยืดอายุเนื้อสัตว์ที่แปรรูปอันเป็นสาเหตุให้เกิด สารก่อมะเร็งได้</p>
<p>โดยสรุปแล้ว  อาหารสำหรับผู้ฟื้นฟูสุขภาพควรเป็นอาหารที่เป็นธรรมชาติ เช่น พืชผักผลไม้  นำมาต้ม นึ่ง หรือทานสดๆก็ยิ่งดี  หรือจะนำมาคั้นหรือปั่นก็จะเพิ่มความหลากหลายชวนให้บริโภคมากขึ้น  อาหารควรอย่างยิ่งที่จะปลอดสารพิษ ปรุงแต่งง่ายๆไม่สลับซับซ้อน  เช่นต้มแล้วเอาไปย่าง ต้มแล้วเอาไปอบ ให้มันเกิดภาวะเชิงซ้อนทางเคมี  แทนที่จะเป็นอะไรง่ายๆ เช่น เอาไปต้ม หรือเอาไปนึ่ง  ซึ่งจะไม่ทำให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์เกิดการแปลกแยกออกไป</p>
<p>นอกจากนั้นอาหารไม่ควรจะมีรสจัด เปรี้ยว  หวาน มัน เค็ม สารพัดรส  และประเภทหมูเห็ดเป็ดไก่ก็ควรจะลดลงบ้างเพื่อหนีห่างจากภาวะไขมันอุดตันใน หลอดเลือดหัวใจ ควรมาเน้นหนักที่พืชผักผลไม้(ที่ปลอดสารพิษ)  รวมทั้งธัญพืชต่างๆที่มีผลิตภัณฑ์มากมาย ทั้งถั่วงาทั้งหลาย สาหร่าย  นมถั่วเหลือง โปรตีนเกษตร รวมทั้งข้าวที่ไม่ขัดข้าว เช่น ข้าวกล้อง  ข้าวซ้อมมือ  อาหารธรรมชาติเช่นนี้นอกจากจะช่วยให้ระบบขับถ่ายไม่มีปัญหาแล้วยังช่วยลดการ สะสมสารพิษและไขมันที่ไปอุดตันในหลอดเลือดทั่วร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุของโรค ทั้งหลาย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ระบบหัวใจล้มเหลว จนกระทั่งมะเร็ง</p>
<p>ก็อยากจะชวนให้ละลดเนื้อสัตว์ที่มีไขมัน สูงและย่อยยาก เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เป็ดไก่ หันมาทานประเภทปลาบ้าง  โดยเฉพาะปลาทะเลเนื้อขาวซึ่งมีไขมันเลวต่ำ  แต่มีไขมันดี(Omega-3)ที่เป็นประโยชน์ ประเภทต่อไปนี้ก็ควรลดเหมือนกัน  คืออาหารที่อุดมด้วยไขมันและน้ำตาลทราย(ฟอกขาวด้วยสารเคมี) เช่น ขนมหวาน  ไอศกรีม เค้ก ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแป้งขัดขาว เช่น ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ฯลฯ  (เดี๋ยวนี้มีเส้นก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น ขนมจีน  และขนมปังที่ไม่ได้ทำจากแป้งขัดขาวแล้ว)  อีกประเภทหนึ่งที่ควรจะลดหรือเลิกไปเลยก็คือประเภทที่มีไขมันเชิงเดี่ยวหรือ ไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ กะทิ น้ำมันพืชบางชนิด  อาหารที่ใช้ สำหรับธรรมชาติบำบัดนี้มีแหล่งข้อมูลให่ศึกษามากมาย โดยเฉพาะกลุ่มชีวจิต  และชมรมมังสวิรัติทั้งหลาย</p>
<h2>อ.ที่สาม &#8220;อากาศ&#8221;</h2>
<p>การที่ผู้ป่วยที่ต้องการบำบัดพักฟื้นต้อง มาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีปัญหาเรื่องมลภาวะนั้นเท่ากับเป็นการเพิ่มปัจจัย เสี่ยงยิ่งขึ้นไปอีก  ความจริงไม่ต้องผู้ป่วยหรอกครับคนปกติทั้งหลายที่สูดอากาศที่ปนเปื้อนสารพิษ ทั้งหลายเข้าไปทุกวันก็แย่แล้ว  เพราะเท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนสารพิษเข้าไปสะสมในร่างกาย  ดอกเบี้ยที่ได้ก็คืออนุมูลอิสระที่จะไปทำลายเซลล์ดีๆ  ไปทำลายเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System)  ที่ปกป้องโรคภัยไข้เจ็บที่จะเข้ามาเบียดเบียนชีวิต</p>
<p>แต่ในทางกลับกันถ้าผู้ป่วยอยู่ในสภาพ อากาศที่บริสุทธิ์ปลอดสารพิษ ก็จะเป็นการลดภาวะเสี่ยงดังกล่าวไปได้  ยิ่งถ้าได้อยู่ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดีก็เหมือนกับว่าได้ยาอายุวัฒนะ ประมาณนั้นเลย เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายเป็นเขตปลอดสารพิษแล้ว  ทางด้านจิตใจก็จะเกิดความสดใส กระปรี้กระเปร่า กระชุ่มกระชวย  สุขภาพกายก็จะดี สุขภาพจิตก็จะดีเช่นกัน&#8230;. ทำให้เชื้อโรคมันอดอยากปากแห้ง  ไม่อยากอยู่กับเร</p>
<h2>อ.ที่สี่ &#8220;ออกกำลังกาย&#8221;</h2>
<p>การออกกำลังกายในความหมายของธรรมชาติ บำบัด โดยเฉพาะเพื่อการรักษาโรค เบาหวาน แล ะมะเร็ง ควรเป็นแบบ Aerobic  คือการออกกำลังกายกลางแจ้ง ใช้เวลาอย่างต่อเนื่องทำซ้ำๆให้เหงื่อออกชุ่มตัว  เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือเต้นแอโรบิค จะได้ผลมากกว่า ไปเล่นกอล์ฟ  หรือโยนโบว์ลิ่ง รวมทั้งการออกกำลังกายในที่อากาศไม่สามารถถ่ายเทได้ดี  หรือในห้องที่เราไม่สามารถสูดอากาศที่บริสุทธิ์เข้าปอดขนะที่กำลังใช้พลัง  เหตุที่ควรจะสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ปอดนั้นก็เพราะกระบวนการเคมีในร่างกาย  เช่น การเผาผลาญสารอาหารให้เป็นพลังงาน( Metabolism )  จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์ที่ไม่ปนเปื้อนสารพิษ  การออกกำลังกายที่ดีควรทำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงเพื่อให้ เหงื่อขับสารพิษที่ตกค้างในร่างกายออกมาบ้าง  และช่วยให้ปอดใช้ออกซิเจนใหม่ๆสดๆที่สูดจากกลางแจ้งนำไปฟอกเลือดดำให้เป็น เลือดแดงส่งต่อให้หัวใจได้ทำหน้าที่สูบฉีดไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายอย่างมี ประสิทธิภาพ การออกกำลังกายที่ถึงระดับที่เรียกว่า Peak  จะทำให้ร่างกายหลั่งสาร Growth Hormone  ออกมาจากต่อมใต้สมองทำให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า  เหมือนได้น้ำทิพย์มาโชลมร่างกายและจิตใจ  อีกทั้งเป็นการสร้างภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ เป็นยาอายุวัฒนะอีกขนานหนึ่ง</p>
<p>สรุป ตรงนี้ได้เลยว่า การบำบัดรักษาโรคมะเร็งโดยการใช้&#8221;ยุทธศาสตร์ 4อ.&#8221;นี้  มีแต่ได้ ไม่มีเสีย มีแต่กำไร ไม่มีขาดทุน อย่างมากก็เสมอตัว  ถ้าท่านทำได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่มีผลข้างเคียง  เพราะกระบวนการทั้งหมดเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ไม่ใช่&#8221;ธรรมชาติเทียม&#8221;  หรืออะไรที่เป็นสารเคมีทั้งหลายในรูปยา หรืออาหารที่ถูกดัดแปลงรสชาติ สีสัน  รวมทั้งการยืดอายุการบริโภค</p>
<p>การบำบัดโดยธรรมชาติไม่จำเป็นต้องลงทุนเสียเงินเสียทองสิ้น เปลืองมากมายเหมือนวิธีอื่นๆ เป็นสิ่งที่เรียกว่าการแพทย์ทางเลือก  (Alternative Medicine)  ซึ่งสามารถดำเนินวิธีรักษาควบคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบันได้ เช่น  การใช้สมุนไพร การฝังเข็ม การนวด การกดจุด วารีบำบัด การใช้พลังจิต หรือ  พลังจักรวาล ซึ่งเป็นแนวทางธรรมชาติบำบัดเช่นเดียวกัน.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/4%e0%b8%ad-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>ชนะมะเร็งได้ด้วยหัวใจนักสู้</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 11 Dec 2010 17:18:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=563</guid>
		<description><![CDATA[ชนะมะเร็งได้ด้วยหัวใจนักสู้ กองบรรณาธิการ ใครก็ตามที่ได้รับรู้ว่าตนเองเป็น &#8220;มะเร็ง&#8221; แล้ว ส่วนใหญ่จะเกิดความรู้สึกช็อกเป็นอันดับแรก แต่ก็มีคนป่วยหลายคนที่สามารถทำใจได้กับโรคที่เป็นและมีกำลังใจที่เข้มแข็งที่จะต่อสู้ต่อไป บางครั้งตัวญาติเองกลับจะรู้สึกทุกข์ร้อนไปกับอาการป่วยไข้มากกว่าผู้ที่เป็นเองเสียอีก ดังเช่น คุณวรชาติ อุชุไพบูลย์วงศ์ เคยเผชิญกับโรคร้ายนี้มาแล้ว เขาเคยป่วยหนักเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองขั้นร้ายแรง ตรวจพบเมื่อปี พ.ศ.2540 หรือกว่าเจ็ดปีมาแล้ว ใครที่ได้พบเห็นคุณวรชาติในวันนี้แทบทุกคนจะต้องไม่เชื่อว่าเขาเคยป่วยหนักถึงขนาดที่ว่าต้องหามกันเลยทีเดียว ด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม ผิวพรรณที่สดใสบ่งบอกถึงความมีสุขภาพดีในวันนี้ แล้วอะไรที่ทำให้เขากลับมามีชีวิตใหม่ เป็นคนใหม่ได้ บทความต่อไปนี้คือคำตอบ &#8220;ช่วงก่อนที่จะตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ประมาณปี 2540 ก็ทราบกันดีว่า ปีนั้นเป็นปีที่เศรษฐกิจตกต่ำ เดือนกรกฎาคม ปี 40 มีการประกาศลดค่าเงินบาท ตอนนั้นผมทำงานเครียดมาก ทำงานตลอด วันอาทิตย์ก็ไม่เคยหยุด ความเครียดสะสมเรื้อรัง&#8230;จู่ๆ ก็เกิดปวดหัว ตัวร้อน ไม่สบายขึ้นมา กินอะไรไม่ได้ อาเจียนด้วย ก็ไปหาหมอด้านอายุรกรรมทั่วไป ถึง 3 หมอ หมอให้ admit ที่โรงพยาบาล ก็พบว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่ตอนแรกหมอเขาไม่บอกให้ผมทราบว่าเป็นมะเร็ง แต่บอกกับภรรยาผม และภรรยาผมก็บอกกับผมว่าผมเป็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบ และจะต้องให้การรักษาคล้ายกับรักษามะเร็ง คือเธอคงกลัวว่าผมจะรับไม่ได้ ซึ่งตอนแรกผมก็รับไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชนะมะเร็งได้ด้วยหัวใจนักสู้<br />
กองบรรณาธิการ</p>
<p>ใครก็ตามที่ได้รับรู้ว่าตนเองเป็น &#8220;มะเร็ง&#8221; แล้ว ส่วนใหญ่จะเกิดความรู้สึกช็อกเป็นอันดับแรก แต่ก็มีคนป่วยหลายคนที่สามารถทำใจได้กับโรคที่เป็นและมีกำลังใจที่เข้มแข็งที่จะต่อสู้ต่อไป บางครั้งตัวญาติเองกลับจะรู้สึกทุกข์ร้อนไปกับอาการป่วยไข้มากกว่าผู้ที่เป็นเองเสียอีก</p>
<p>ดังเช่น คุณวรชาติ อุชุไพบูลย์วงศ์ เคยเผชิญกับโรคร้ายนี้มาแล้ว เขาเคยป่วยหนักเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองขั้นร้ายแรง ตรวจพบเมื่อปี พ.ศ.2540 หรือกว่าเจ็ดปีมาแล้ว<br />
ใครที่ได้พบเห็นคุณวรชาติในวันนี้แทบทุกคนจะต้องไม่เชื่อว่าเขาเคยป่วยหนักถึงขนาดที่ว่าต้องหามกันเลยทีเดียว ด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม ผิวพรรณที่สดใสบ่งบอกถึงความมีสุขภาพดีในวันนี้ แล้วอะไรที่ทำให้เขากลับมามีชีวิตใหม่ เป็นคนใหม่ได้ บทความต่อไปนี้คือคำตอบ</p>
<p>&#8220;ช่วงก่อนที่จะตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ประมาณปี 2540 ก็ทราบกันดีว่า ปีนั้นเป็นปีที่เศรษฐกิจตกต่ำ เดือนกรกฎาคม ปี 40 มีการประกาศลดค่าเงินบาท ตอนนั้นผมทำงานเครียดมาก ทำงานตลอด วันอาทิตย์ก็ไม่เคยหยุด ความเครียดสะสมเรื้อรัง&#8230;จู่ๆ ก็เกิดปวดหัว ตัวร้อน ไม่สบายขึ้นมา กินอะไรไม่ได้ อาเจียนด้วย ก็ไปหาหมอด้านอายุรกรรมทั่วไป ถึง 3 หมอ หมอให้ admit ที่โรงพยาบาล ก็พบว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่ตอนแรกหมอเขาไม่บอกให้ผมทราบว่าเป็นมะเร็ง แต่บอกกับภรรยาผม และภรรยาผมก็บอกกับผมว่าผมเป็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบ และจะต้องให้การรักษาคล้ายกับรักษามะเร็ง คือเธอคงกลัวว่าผมจะรับไม่ได้ ซึ่งตอนแรกผมก็รับไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ ตอนนั้นผมป่วยจนไม่ค่อยจะรู้สึกตัวเลย ทุกอย่างภรรยาจัดการให้ทั้งหมด</p>
<p>&#8230; หลังจากนั้นเกือบเดือนผมจึงได้ทราบว่าเป็นมะเร็ง เพราะต้องรักษาด้วยการให้คีโม ผมร่วงหมดเลย&#8230;จนให้คีโมเข็มที่ 3 เพื่อนฝรั่งของผมเขาก็สงสัยเลยถามผมต่อหน้าภรรยาเลย ภรรยาเลยยอมรับว่าผมเป็นมะเร็ง&#8230;คุณรู้มั้ยว่าตอนนั้นผมร้องไห้ต่อหน้าเพื่อนฝรั่งเลย ตอนนั้นรับไม่ได้เลยจริงๆ เพราะเมื่อเจ็ดปีก่อน ถ้าใครที่เป็นมะเร็งที่หมอบอกว่าอยู่ในขั้นร้ายแรงเนี่ยมักจะไม่รอด&#8230; ภายในระยะเวลา 2-3 เดือนน้ำหนักผมลดลง 19 กิโลฯ จากเมื่อก่อนน้ำหนัก 78 กิโลฯ ลดลงเหลือ 59 กิโลฯ ผอมจนลูกน้องเก่าจำไม่ได้ทั้งที่ยืนห่างกันแค่เมตรเดียว ผมทักเขา เขายังมองหน้าผมงงๆ อยู่ตั้งนาน</p>
<p>พอรู้ว่าเป็นมะเร็ง เราก็เริ่มศึกษาเรื่องของมะเร็งเป็นการใหญ่ หาข้อมูลทุกอย่างที่หาได้ หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน ภรรยาผมเขาไปเจอหนังสือเกี่ยวกับการรักษามะเร็งแนวธรรมชาติบำบัดของคุณหมอบรรจบ-คุณหมอลลิตา ก็สนใจเลยเข้ามาที่บัลวี มาเข้าคอร์ส ผมได้รับความรู้ต่างๆ ในการปฏิบัติตัวเพื่อสู้กับมะเร็ง ได้นั่งสมาธิ การสั่งจิตใต้สำนึก ไฮโดรแอโรบิก การออกกำลังกาย ได้รู้หลักโภชนาการที่จะนำมาใช้ ในชีวิตประจำวันแล้วก็กลับมาทำที่บ้านโดยรักษาควบคู่กับการให้คีโม คือ3 อาทิตย์ให้คีโม 1 เข็ม รวมทั้งหมด 8 เข็มใหญ่ 9 เข็มเล็ก พร้อมทั้งทานยาเม็ดอีกครึ่งปี</p>
<p>..แรกๆ ที่เริ่มการออกกำลังกาย ต้องใช้กำลังใจมหาศาล เพราะตอนนั้นผมไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรงเลยนะครับ จะลุกเดินก็ไม่ค่อยไหว โดยเฉพาะหลังจากให้คีโมใหม่ๆ จะหมดแรงเลย ตอนนอนอยู่ก็พยายามยกแข้ง ยกขา บริหารหน้าไปตามเรื่อง ค่อยๆ ทำไป ก็คิดในใจว่าเราจะต้องไม่ตาย อาศัยใจสู้&#8230;ฝันให้ไกล แต่ค่อยๆ ไปให้ถึง..</p>
<p>&#8230;ช่วงที่ผมป่วยใหม่ๆ ก็อาศัยออกกำลังกายเบาๆ เวลานั่งสมาธิก็ภาวนาว่า ขอให้เดินได้ เราก็เริ่มเดิน ภาวนาว่าขอให้วิ่งได้ เราก็เริ่มวิ่ง อย่างนี้ เราต้องไปทีละสเต็ป&#8230;ผมเคยหักโหมอยู่ครั้งนึง ความที่อยากจะหายเร็วๆ ตอนนั้นเพิ่งไปให้คีโมใหม่ๆ ก็ออกกำลังกายใหญ่เลย ผลคือ หายใจไม่ออก จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันลอยกระทง ภรรยาพาลูกๆ ไปลอยกระทง ผมอยู่บ้าน ก็เลยโทร.บอกภรรยาให้รีบกลับมาดูใจ (หัวเราะ)&#8230;ต่อมาก็เลยต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ต้องสม่ำเสมอ มารักษาที่บัลวีได้ 1 เดือนก็เริ่มรู้สึกว่าแข็งแรงขึ้น และทุกคนในครอบครัวก็ช่วยเหลือและให้กำลังใจตลอด จนทุกวันนี้ผมต้องออกกำลังกายทุกวันขาดไม่ได้ เช้าๆ นี่ต้องตื่นมาออกกำลังกายริมแม่น้ำเจ้าพระยา คือบ้านผมอยู่ริมแม่น้ำ ได้รับอากาศบริสุทธิ์ทุกวัน วันไหนว่างก็เข้ามาที่บัลวีมาทานอาหาร มาออกกำลังกายวิ่งสายพาน ฟิตเนส อาบแสงตะวัน อบซาวน่าครับ&#8221;</p>
<p>จากเมื่อก่อนที่ยังไม่ทราบว่าเป็นมะเร็ง เมนูเด็ดที่นิยมมากของคุณวรชาติ คือ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู นี่คือมื้อเช้า ส่วนมื้อกลางวันก็เป็นข้าวราดแกงเพื่อแข่งขันกับเวลา มื้อเย็นค่ำเป็นอาหาร ที่เรียกว่า &#8220;อมังสวิรัติ&#8221; คืออุดมด้วยเนื้อสัตว์ ไขมัน และแป้ง</p>
<p>นอกจากอาหารที่กล่าวแล้ว เขายังสูบบุหรี่จัดถึงวันละซองกว่าทุกวัน แถมด้วยการดื่มกาแฟอีกวันละ 3-4 แก้ว โถ&#8230;แล้วร่างกายจะต้านอนุมูลอิสระที่เข้าไปทุกวันอย่างนี้ยังไงไหว</p>
<p>แต่เมื่อคุณวรชาติได้มาที่บัลวี เมนูอาหารก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากที่ไฮโปรตีนขนาดนั้น เขาจึงได้รับการจัดเมนูอาหารเพื่อต่อสู้กับมะเร็งโดยเฉพาะ</p>
<p>ปีแรกเขาต้องทานข้าวกล้องกับผัก ไม่มีโปรตีน ไม่มีเต้าหู้ ไม่มีน้ำมัน ปีที่สองเริ่มมีเต้าหู้เสริมเข้ามา แต่ก็ต้องทานข้าวกล้องและผักเป็นหลัก ปีที่สามและสี่ จะเริ่มมีปลาให้ทาน ถึงตอนนี้คุณวรชาติบอกว่าชินเสียแล้ว ถึงไม่มีปลา ไม่มีเต้าหู้ให้ทานก็ไม่สนใจ ดูเหมือนว่าข้าวกล้อง ผักสดผลไม้เป็นอาหารวิเศษที่ขาดไม่ได้เสียแล้ว</p>
<p>&#8220;ผมจะทานอาหารที่บัลวีตลอดช่วง 5 ปี เพราะเพื่อให้แน่ใจว่าเราได้กินอาหารที่ถูกต้องตามหมอสั่ง หลังจาก 5 ปีไปแล้ว วันไหนว่าง ผมก็จะมากินที่บัลวีตลอด เหมือนกับมาเยี่ยมเยือนคนที่นี่ เพราะมาจนรู้สึกคุ้นเคยเหมือนกับเป็นญาติมิตรของเราเลย</p>
<p>&#8230; อยู่ที่บ้านผมก็กินง่ายๆ มันรู้สึกชินเสียแล้ว กินผักเปล่ายังรู้สึกว่าอร่อยเลย อย่างสลัดนี่ ผมจะใส่มันนึ่งบาง มันต้มบ้าง โรยข้าวโพดต้ม ไมใส่น้ำสลัดเลยก็อร่อย บางครั้งก็เป็นสุกี้บ้าง หรือหน้าหนาวๆ อย่างนี้ก็อาจจะกินแกงส้มแป๊ะซะ ต้มน้ำซุปบ้าง กลิ่นหอมจนคนข้างบ้านบอกว่าทำอะไรกินทำไมมันหอมอย่างนี้</p>
<p>&#8230;วันๆ ผมจะกินผักผลไม้มาก อย่างมะละกอลูกเล็กๆ หน่อยกินได้วันละประมาณ 4-5 ลูก ขนมปังโฮลวีต ข้าวกล้อง คือกินครบที่คุณหมอบอก คือ ผัก 2 ส่วน ผลไม้ 2 ส่วน น้ำผักผลไม้อีก 1 ส่วน ที่เหลือก็เป็นพวกข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และเต้าหู้บ้าง เพื่อให้ได้รับสารอาหารโดยเฉพาะเบต้าแคโรทีน และวิตามินซีไปต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายเราต้องเผชิญอยู่ทุกวัน ผมกินผักผลไม้มากจนผมที่ร่วงไปที่เคยหงอกขาวพองอกมาใหม่กลับผมดกดำเป็นธรรมชาติไม่ต้องไปย้อมให้เสียเงินเสียทองเลยครับ จนภรรยาผมแซวว่าเหมือนได้สามีใหม่ที่หน้าตาเด็กลงกว่าเดิม&#8230;&#8221;</p>
<p>ปัจจุบันคุณวรชาติหันมาทำธุรกิจส่วนตัวได้ประมาณ 3 ปีด้วยเรี่ยวแรงและกำลังใจที่เต็มเปี่ยม หลังจากที่ลาออกจากงานบริษัทต่างชาติเพื่อมารักษาตัวอยู่หลายปี ซึ่งตรงนี้เขาบอกว่าเป็นโชคดีเพราะทำให้เขาได้ทุ่มเวลาให้กับการรักษาอย่างเต็มที่</p>
<p>ปีใหม่นี้คุณที่เป็นโรคร้ายขอให้มีใจสู้อย่างคุณวรชาติที่สามารถผ่านมันมาได้ด้วยหัวใจนักสู้โดยแท้</p>
<p>http://www.balavi.com/content_th/interview/IV0014.asp</p>
<p>จตุกาหญ้าปักกิ่ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>วิธีง่ายๆต่อสู้กับมะเร็ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Dec 2010 12:02:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=548</guid>
		<description><![CDATA[วิธีการรักษามะเร็งแบบธรรมชาติง่ายๆ 4 ข้อ ดังนี้ จิตใจ ต้องสู้ อาหารงดเว้นเนื้อสัตว์ แล้วหันมารับประทานอาหารที่มะเร็งไม่รับประทาน 15 ชนิด ได้แก่ ธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้อง , ข้าวม้ง ,ข้าวบาเล่ย์ , ข้าวสาลี, และลูกเดือย นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้า ผักผลไม้ 10 ชนิด ได้แก่หอมหัวใหญ่ ,มันฝรั่ง,หรือมันเทศ ,กล้วยน้ำว้าสุก (8 ลูก/วัน),ฟักทอง,  ข้าวโพดหวาน ,ยอดแค ,ถั่วพู(2ชนิดนี้ห้ามขาด),บลอคโคลี่หรือกะหล่ำดอก ,ถั่วหวาน และคะน้าฮ่องกง(ผักผลไม้ 5 ชนิดแรกใช้นึ่ง) นำทั้ง 10 ชนิด หั่นเป็นชิ้นๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อย จากนั้นนำมารับประทานหนัก 1 กก./วันกับธัญพืช อาบน้ำร้อนสลับเย็นหรือเย็นสลับร้อนอย่างละ 2 นาที รวมเวลา 10 นาที 1 ครั้ง/วัน เตรียมน้ำร้อนโดยใช้เครื่องทำน้ำร้อน เตรียมน้ำเย็นโดยหาถังน้ำใส่น้ำแข็งแล้วอาบร้อนจัดและเย็นจัดเท่าที่ร่างกายทนได้ ภูมิต้านทานโรคทั้งสิ้น 2 จำพวก จะถูกกระตุ้นขึ้นมาทำหน้าที่อย่างแข็งขัน การออกกำลังกาย เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 45 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วิธีการรักษามะเร็งแบบธรรมชาติง่ายๆ 4 ข้อ ดังนี้</strong></p>
<ol>
<li>จิตใจ ต้องสู้</li>
<li>อาหารงดเว้นเนื้อสัตว์ แล้วหันมารับประทานอาหารที่มะเร็งไม่รับประทาน 15 ชนิด ได้แก่
<ul>
<li>ธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้อง , ข้าวม้ง ,ข้าวบาเล่ย์ , ข้าวสาลี, และลูกเดือย นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้า</li>
</ul>
<ul>
<li>ผักผลไม้ 10 ชนิด ได้แก่หอมหัวใหญ่ ,มันฝรั่ง,หรือมันเทศ ,กล้วยน้ำว้าสุก (8 ลูก/วัน),ฟักทอง,  ข้าวโพดหวาน ,ยอดแค ,ถั่วพู(2ชนิดนี้ห้ามขาด),บลอคโคลี่หรือกะหล่ำดอก ,ถั่วหวาน และคะน้าฮ่องกง(ผักผลไม้ 5 ชนิดแรกใช้นึ่ง) นำทั้ง 10 ชนิด หั่นเป็นชิ้นๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อย จากนั้นนำมารับประทานหนัก 1 กก./วันกับธัญพืช</li>
</ul>
</li>
<li>อาบน้ำร้อนสลับเย็นหรือเย็นสลับร้อนอย่างละ 2 นาที รวมเวลา 10 นาที 1 ครั้ง/วัน เตรียมน้ำร้อนโดยใช้เครื่องทำน้ำร้อน เตรียมน้ำเย็นโดยหาถังน้ำใส่น้ำแข็งแล้วอาบร้อนจัดและเย็นจัดเท่าที่ร่างกายทนได้ ภูมิต้านทานโรคทั้งสิ้น 2 จำพวก จะถูกกระตุ้นขึ้นมาทำหน้าที่อย่างแข็งขัน</li>
<li>การออกกำลังกาย เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 45 นาที/ วัน</li>
</ol>
<p>ข้อมูลจาก : FWD เมล์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>มะรุม ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Dec 2010 07:23:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มะรุม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=605</guid>
		<description><![CDATA[ระยะนี้มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับการใช้มะรุมรักษาโรคต่างๆ และพบกระทู้ข่าวใน Internet มากมาย รวมทั้งมีโทรศัพท์เข้ามาถามที่สำนักงานข้อมูลสมุนไพรอยู่บ่อยครั้ง ทางสำนักงานฯ จึงรวบรวมข้อมูลการวิจัยที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค และเป็นแนวทางที่จะช่วยในการตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์มะรุมต่างๆ เพื่อดูแลสุขภาพ ป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบพืชสด แห้ง เป็นแคปซูล หรือเป็นสารสกัด ในตำรายาพื้นบ้านใช้ใบมะรุมพอกแผลช่วยห้ามเลือด ทำให้นอนหลับ เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ และช่วยแก้ไข้ ใช้ส่วนดอกและผลเป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ และแก้ไข้ ใช้ส่วนเมล็ดบดพอกแก้ปวดตามข้อ และแก้ไข้ ในภาพรวมของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า มะรุมมีฤทธิ์ที่น่าสนใจมากมาย เช่น ฤทธิ์ลดความดันโลหิต ต้านการเกิดเนื้องอก ต้านมะเร็ง ลดระดับคอเลสเตอรอล ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันตับอักเสบ ต้านออกซิเดชัน ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาล และฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีการศึกษาในคนเพียงชิ้นเดียว โดยมีเพียงรายงานเกี่ยวกับการใช้ยา Septillin ® ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากพืช 6 ชนิด ได้แก่ มะรุม บอระเพ็ด จิตรลดา มะขามป้อม ชะเอมเทศ Balsamodendron mukul (พืชอินเดีย) และเปลือกหอยสังข์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ระยะนี้มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับการใช้มะรุมรักษาโรคต่างๆ และพบกระทู้ข่าวใน Internet มากมาย รวมทั้งมีโทรศัพท์เข้ามาถามที่สำนักงานข้อมูลสมุนไพรอยู่บ่อยครั้ง ทางสำนักงานฯ จึงรวบรวมข้อมูลการวิจัยที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค และเป็นแนวทางที่จะช่วยในการตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์มะรุมต่างๆ เพื่อดูแลสุขภาพ ป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบพืชสด แห้ง เป็นแคปซูล หรือเป็นสารสกัด</p>
<p>ในตำรายาพื้นบ้านใช้ใบมะรุมพอกแผลช่วยห้ามเลือด ทำให้นอนหลับ เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ และช่วยแก้ไข้ ใช้ส่วนดอกและผลเป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ และแก้ไข้ ใช้ส่วนเมล็ดบดพอกแก้ปวดตามข้อ และแก้ไข้</p>
<p>ในภาพรวมของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า มะรุมมีฤทธิ์ที่น่าสนใจมากมาย เช่น ฤทธิ์ลดความดันโลหิต ต้านการเกิดเนื้องอก ต้านมะเร็ง ลดระดับคอเลสเตอรอล ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันตับอักเสบ ต้านออกซิเดชัน ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาล และฤทธิ์ต้านการอักเสบ</p>
<p>มีการศึกษาในคนเพียงชิ้นเดียว โดยมีเพียงรายงานเกี่ยวกับการใช้ยา Septillin ® ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากพืช 6 ชนิด ได้แก่ มะรุม บอระเพ็ด จิตรลดา มะขามป้อม ชะเอมเทศ Balsamodendron mukul (พืชอินเดีย) และเปลือกหอยสังข์ โดยพบว่า Septillin ® ให้ผลดีทางคลินิกในเด็กซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน และการติดเชื้อที่ผิวหนัง</p>
<h3>สำหรับงานวิจัยที่น่าสนใจในสัตว์ทดลองมีโดยย่อดังนี้</h3>
<ul>
<li><strong>ฤทธิ์ลดความดันโลหิต &#8211; </strong>สารสกัดน้ำและเอทานอลของใบมะรุม  สารสกัดเอทานอลของผลและฝัก สารในกลุ่ม glycosides ในสารสกัดเมทานอลของฝักแห้งและเมล็ด แสดงฤทธิ์ลดความดันโลหิตในสุนัขและหนูแรท</li>
<li><strong>ฤทธิ์ต้านการเกิดเนื้องอกและฤทธิ์ต้านมะเร็ง &#8211; </strong>สารสำคัญในกลุ่ม thiocarbamate จากใบ สารสกัดเอทานอลของเมล็ด แสดงฤทธิ์ทั้งยับยั้งการเจริญเติบโต และทำลายเซลล์มะเร็ง เมื่อป้อนสารสกัดของผลและฝัก ขนาด 5 มก./กก. น้ำหนักตัว มีผลลดจำนวนหนูเม้าส์ที่เป็นมะเร็งผิวหนังได้</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>ฤทธิ์ลดระดับคอเลสเตอรอล -</strong> สารสกัดน้ำของส่วนใบ มีผลลดระดับคอเลสเตอรอลและลดการเกิด plaque ในหลอดเลือดของหนูแรทและกระต่ายซึ่งได้รับอาหารชนิดที่มีไขมันสูง การทดสอบโดยให้กระต่ายที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูงและกระต่ายปกติ โดยให้กินผลมะรุมขนาด 200 มก./กก. น้ำหนักตัว ต่อวัน นาน 120 วัน เปรียบเทียบกับยาลดไขมันโลวาสแตทิน 6 มก./กก. น้ำหนักตัว ต่อวัน และให้อาหารไขมันมาก พบว่ามีผลลดระดับคอเลสเตอรอล, phospholipids, triglycerides, low density lipoprotein (LDL), very low density lipoprotein (VLDL), อัตราส่วนระหว่างคอเลสเตอรอลและ phospholipids และ atherogenic index ในกระต่ายกลุ่มแรกได้</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร &#8211; </strong>สารสกัดเมทานอลของใบ และสารสกัดเมทานอลจากส่วนดอก สามารถยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารของหนูแรท ซึ่งถูกเหนี่ยวนำโดยแอสไพรินได้ ในขณะที่สารสกัดน้ำจากใบมีผลป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารด้วย</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>ฤทธิ์ป้องกันตับอักเสบ &#8211; </strong>สารสกัด 80% เอทานอลจากใบ สารสกัดน้ำและสารสกัดเอทานอลจากดอก มีฤทธิ์ป้องกันการทำลายเซลล์ตับหนูแรทที่ได้รับ acetaminophen (ยาพาราเซตามอล) และสารสกัดน้ำจากส่วนรากแสดงฤทธิ์ป้องกันการทำลายเซลล์ตับหนูแรทจากการเหนี่ยวนำโดยยาไรแฟมพิซิน</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน &#8211; </strong>สารสกัดน้ำ สารสกัด 80% เมทานอล และสารสกัด 70% เอทานอลจากส่วนใบ ผงแห้งบดหยาบและสารสกัดน้ำจากเมล็ด และสารในกลุ่ม phenol จากส่วนราก สามารถต้านและกำจัดอนุมูลอิสระได้</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย &#8211; </strong>น้ำคั้นสดของใบ สารประกอบคล้าย pterygospermin ของดอก สารสกัดอะซีโตนและสารสกัดเอทานอลจากเมล็ด สารสกัดน้ำจากเมล็ด น้ำคั้นจากเปลือกต้น สารสกัดเอทานอลของเปลือกราก และสาร athomin จากเปลือกราก มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด นอกจากนี้ยังมีการใช้สารสกัดน้ำมันจากเมล็ด ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้กับตา โดยพบว่าใช้ได้ดีกับ pyodermia ในหนูเมาส์ ที่มีสาเหตุมาจาก Staphylococcus aureus</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล &#8211; </strong>ผงใบแห้ง สารสกัด 95% เอทานอล และเถ้าจากเปลือกต้น มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูแรทปกติ และหนูที่เป็นเบาหวาน ส่วนสารสกัดเมทานอลจากเปลือกรากแสดงฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในหนูเม้าส์</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>ฤทธิ์ต้านการอักเสบ &#8211; </strong>ชาชงน้ำร้อน และสารสกัดเมทานอลจากราก มีฤทธิ์ยับยั้งอาการบวมที่อุ้งเท้าหลังของหนูแรทและหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนน ในขณะที่เมล็ดแก่สีเขียว สารสกัดเอทานอลจากเมล็ดแห้ง และสารสกัดเอทานอลจากเมล็ด มีผลลดการอักเสบของทางเดินหายใจในหนูตะเภา ซึ่งยืนยันถึงการใช้มะรุมในทางพื้นบ้านเพื่อบำบัดอาการผิดปกติจากภูมิแพ้ เช่น หอบหืด สารสกัดเอทานอลจากเมล็ด สามารถลดการบวมของอุ้งเท้าบริเวณข้อของหนูแรท และพบว่าสารสกัดมะรุมมีผลลด oxidative stress ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านการอักเสบด้วย</li>
</ul>
<h3>ความเป็นพิษ</h3>
<p>มีการรายงานความเป็นพิษของมะรุมในระดับเซลล์และในสัตว์ทดลองว่า</p>
<ul>
<li>สารสำคัญ 4(alpha-L-rhamnosyloxy) phenylacetonitrile จากเมล็ด แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ใน Micronucleus test</li>
<li> สารสกัดน้ำจากใบ หรือ 90% เอทานอล ในขนาด 175 มก./กก. ของน้ำหนักแห้ง เมื่อป้อนให้หนูแรทที่มีการผสมพันธุ์ สามารถทำให้เกิดการแท้งได้</li>
<li>สารสกัดน้ำของรากขนาด 200 มก./กก.น้ำหนักตัว เมื่อให้กับหนูแรท จะเหนี่ยวนำให้เกิดทารกฝ่อ (foetal resorption) ในการตั้งครรภ์ระยะสุดท้าย</li>
<li>สารสกัดเมล็ดด้วย 0.5 M borate buffer มีผลทำให้เม็ดเลือดแดงของกระต่ายรวมตัวกัน</li>
<li>เมื่อให้หนูแรทกินผงของเมล็ดดิบที่แก่ของมะรุม โดยไม่จำกัดจำนวนเป็นเวลา 5 วัน พบว่าทำให้ความอยากอาหาร การเจริญเติบโตและการใช้โปรตีนลดลง ขนาดของกระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ ตับอ่อน ไต หัวใจ และตตตสนวสรผเดกฟปปปอปปปอดใหญ่ขึ้น ในขณะที่ต่อมไทมัส และม้ามมีลักษณะฝ่อลง โดยเปรียบเทียบกับหนูกลุ่มที่ได้รับอาหารที่มีไข่ขาวเป็นส่วนประกอบ</li>
<li>การทดสอบความเป็นพิษโดยให้หนูเม้าส์กินส่วนราก หรือฉีดสารสกัดไม่ระบุชนิดตัวทำละลายเข้าใต้ผิวหนัง ในขนาด 10 ก./กก. น้ำหนักตัว ไม่พบความเป็นพิษ</li>
</ul>
<p>การทดลองในสัตว์เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่มีประโยชน์เพื่อการทำวิจัยต่อยอดไปยังการทดลองในมนุษย์ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตัวทำละลายที่นักวิจัยใช้ในการสกัดจะมีทั้งน้ำ และแอลกอฮอล์ เพื่อให้สะดวกต่อการป้อนสัตว์ทดลอง ซึ่งข้อมูลข้างต้นเป็นความรู้ที่จะทำให้สามารถหาส่วนสกัดที่มีสารสำคัญได้ หากจะรับประทานใบ เนื้อในฝัก หรือดอกมะรุม ซึ่งเราใช้เป็นอาหารมานานแล้วเพื่อการรักษาโรค ก็อาจทำได้แต่อย่าหวังผลมากนัก และไม่ควรรับประทานในปริมาณมาก หรือติดต่อกันนานเกินไป ซึ่งอาจมีการสะสมสารบางอย่างและอาจเป็นพิษได้ และจากรายงานความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง ซึ่งพบว่าทำให้เกิดการแท้ง ดังนั้นควรระมัดระวังการใช้ส่วนต่างๆ ของมะรุมในสตรีมีครรภ์</p>
<p>รายละเอียดที่นำเสนอนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่นำมาจากบทความเรื่อง  “มะรุม: พืชสมุนไพรหลากประโยชน์”  โดยรองศาสตราจารย์ วิมล ศรีศุข ซึ่งอยู่ในจุลสารข้อมูลสมุนไพรฉบับ 26(4) ที่กำลังจะนำมาเผยแพร่สู่ประชาชนในเดือนกรกฎาคม 2552 หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a1/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งกับการรักษาโรคมะเร็ง กลุ่มงานวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Oct 2010 20:11:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[รักษามะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันมะเร็งแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[เล่งจือเฉ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/</guid>
		<description><![CDATA[ดร. ผ่องพรรณ ศิริพงษ์ หัวหน้างานวิจัยสมุนไพร กลุ่มงานวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับสองของประชากรไทยและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกๆปี ยารักษา โรคมะเร็งที่ใช้ในทางการแพทย์ ก็มีแต่ยาแผนปัจจุบันที่มีราคาแพง ซึ่งจะต้องนำเข้า จากต่างประเทศทั้งหมด ทั้งในรูปยาสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบ อีกทั้งยังพบว่ามีผลข้างเคียงสูง ทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็ง จึงหันมานิยม ใช้สมุนไพรพื้นบ้านเพื่อนำมารักษา โรคมะเร็งที่เป็นอยู่ สมุนไพรจากประเทศจีนชนิดหนึ่งซึ่งมีผู้นำมาเผยแพร่ ประมาณ 30 ปี  มาแล้วและปัจจุบันก็ยังคงนิยมใช้อยู่อย่างแพร่หลาย คือหญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่ง หรือเรียกชื่อ ภาษาจีนว่า เล่งจือเฉ้า หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งหรือเล่งจือเฉ้า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy อยู่ในวงศ์ Commelinaceae เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  แต่ไม่ใช่พืชในวงศืหญ้าทั่วไป เป็นไม้ล้มลุก สูง ประมาณ 7-10 ซ.ม. และอาจสูงได้ถึง 20 ซ.ม. ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ความยาวไม่เกิน 10 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อที่ ปลายยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="right">
<p align="right"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-225" title="logo14" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/logo14-150x150.jpg" alt="logo14" width="135" height="135" />ดร. ผ่องพรรณ ศิริพงษ์<br />
หัวหน้างานวิจัยสมุนไพร กลุ่มงานวิจัย<br />
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ</p>
<p>ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับสองของประชากรไทยและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกๆปี ยารักษา โรคมะเร็งที่ใช้ในทางการแพทย์ ก็มีแต่ยาแผนปัจจุบันที่มีราคาแพง ซึ่งจะต้องนำเข้า จากต่างประเทศทั้งหมด ทั้งในรูปยาสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบ อีกทั้งยังพบว่ามีผลข้างเคียงสูง<br />
ทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็ง จึงหันมานิยม ใช้สมุนไพรพื้นบ้านเพื่อนำมารักษา โรคมะเร็งที่เป็นอยู่ สมุนไพรจากประเทศจีนชนิดหนึ่งซึ่งมีผู้นำมาเผยแพร่ ประมาณ 30 ปี  มาแล้วและปัจจุบันก็ยังคงนิยมใช้อยู่อย่างแพร่หลาย คือหญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่ง หรือเรียกชื่อ ภาษาจีนว่า <strong>เล่งจือเฉ้า<br />
</strong></p>
<p align="left">หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งหรือเล่งจือเฉ้า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy อยู่ในวงศ์ Commelinaceae เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  แต่ไม่ใช่พืชในวงศืหญ้าทั่วไป เป็นไม้ล้มลุก สูง ประมาณ 7-10 ซ.ม. และอาจสูงได้ถึง 20 ซ.ม. ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ความยาวไม่เกิน 10 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อที่ ปลายยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น  กลีบดอกมีสีฟ้าปนม่วง ใบประดับกลม ยาวประมาณ 4 ม.ม. ร่วงง่าย เป็นพืชที่ ชอบดินร่วน  หรือดินปนทราย งอกงามในที่มีแดดรำไร ไม่ต้องการน้ำมากเพาะปลูก โดยการเพาะชำ หรือเพาะเมล็ด ปลูกได้ง่ายและไม่จำเป็นต้องมีเนื้อที่มาก</p>
<p align="left">ตามสรรพคุณของตำรายาจีน จะใช้หญ้าปักกิ่งรักษาโรคในระบบทางเดินหายใจและกำจัดพิษ โดยจะใช้ทั้ง ต้นหรือส่วนเหนือดิน (ลำต้นหรือใบ) ที่มีอายุ 3-4 เดือน (ตั้งแต่เริ่มออกดอก)</p>
<p align="left"><span id="more-27"></span><span style="color: #003300"><strong>ประวัติความเป็นมาของการใช้หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งในประเทศไทย</strong></span><br />
หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งหรือเล่งจือเฉ้า เป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน แถบสิบสองปันนา มีการนำเข้ามาและปลูกแพร่หลายในประเทศไทย เมื่อ ปี พ.ศ. 2527 มีผู้ป่วยมะเร็งดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่งเพื่อ รักาาและบรรเทาอาการจากโรคมะเร็ง พบว่าสามารถยืดชีวิตต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง บางรายใช้หญ้าปักกิ่งร่วมกับการ รักษาแผนปัจจุบันเพื่อลดผงข้างเคียงเนื่องจากการใช้ยาเคมีบำบัด และเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วย โรคมะเร็งรายหนึ่งที่แพทย์บอกว่าจะมีชีวิตอยู่อีก 3 เดือน ขอให้นำผู้ป่วยกลับไปพักฟื้นที่บ้าน แต่เมื่อผู้ป่วยกลับ บ้านและดื่มน้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง</p>
<p align="left">หลังจากนั้น 1 ปี ผู้ป่วยดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่และกลับไปให้แพทย์คนเดิมตรวจ ผลจากผู้ป่วยรายนี้จึงทำให้เกิดการศึกษาวิจัยคุณสมบัติของพืชชนิดนี้เกิดขึ้น</p>
<p align="left"><span style="color: #003300"><strong>จุดประสงค์ของการใช้หญ้าปักกิ่ง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ</strong></span></p>
<ol>
<li>การใช้หญ้าปักกิ่งในผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยมีสรรพคุณว่า<br />
- เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งดีขึ้น ลดความทุกข์ทรมาน บางรายมีอายุยืนยาวมากขึ้น<br />
- เพื่อช่วยลดอาการข้างเคียงของยาเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัด</li>
<li>การใช้ในผู้ป่วยอื่นที่ไม่ใช่ผู้ป่วยมะเร็ง<br />
- เมื่อผู้ป่วยมีเม็ดเลือดขาวต่ำ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เมื่อใช้หญ้าปักกิ่ง พบว่าเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น<br />
- ผู้ป่วยเป็นแผลเรื้อรัง แผลอักเสบมีหนองหรือน้ำเหลืองไหล เมื่อใช้หญ้าปักกิ่ง พบว่าแผลแห้ง ไม่มีหนองและน้ำเหลือง</li>
</ol>
<p align="left"><strong>ผลการวิจัยศึกษาหญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่ง</strong></p>
<p align="left"><strong>สารสำคัญที่ออกฤทธิ์ :</strong></p>
<p align="left">น้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่ง มีสารกลัยโคสฟิงโคไลปิดส์ (จี 1 บี) มีชื่อทางเคมีว่า 1-?-O-D-glycopyranosyl-2-<br />
(2&#8242;-hydroxy-6&#8242;-ene-cosamide)-sphingosine (G1b) นอกจากนั้น ยังพบสารกลุ่มต่างๆได้แก่ คาร์โบไฮเดรต กรดอะ<br />
มิโน กลัยโคไซด์ ฟลาโวนอยด์ และอะกลัยโคน(1-2)</p>
<p align="left"><strong>ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา:</strong></p>
<ul>
<li>- สารกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี 1 บี) แสดงฤทธิ์ยับยั้งปานกลางต่อเซลล์มะเร็งเต้านมและลำไส้ใหญ่ (SW 120) โดยมีค่า ED50?16 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร (1-3)</li>
<li>สารจี 1 บี แสดงผลปรับระบบภูมิคุ้มกัน (1-3)</li>
<li>สารสกัดแอลกอฮอล์ของหญ้าปักกิ่งไม่ได้ช่วยยืดอายุ แต่ผลทางพยาธิวิทยาพบว่าสามารถลดความ รุนแรงของการแพร่กระจายของมะเร็งในหนูได้ จึงคาดว่าสารสกัดดังกล่าวอาจใช้ป้องกันการเกิด มะเร็งได้ (1-3) สารสกัดหญ้าปักกิ่ง มีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ของยีนที่เกิดจากสารก่อกลายพันธุ์ชนิดต่างๆ เช่น AFB1(4)</li>
<li>สารสกัดหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์เหนี่ยวนำเอนไซม์ DT-diaphorase ซึ่งมีบทบาททำลายสารพิษที่ ก่อให้เกิดมะเร็ง(5-6)</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ความเป็นพิษ</strong></p>
<ul>
<li>ความเป็นพิษเฉียบพลัน น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง ไม่ทำให้เกิดความผิดปกติในด้านการเจริญเติบโต ชีวเคมีในเลือด และพยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญในหนูขาว ค่า LD50 เมื่อให้โดยการป้อนในหนูขาว  มากกว่า 120 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว ซึ่งเทียบเท่า 300 เท่าของขนาดที่ใช้รักษาในคน จัดว่า ค่อนข้างจะปลอดภัย(7)</li>
<li>ความเป็นพิษเรื้อรัง พบว่า น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่งขนาดที่ใช้รักษาในคน มีความปลอดภัยเพียงพอ หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน(8)</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ขนาดและวิธีใช้แบบดั้งเดิม</strong></p>
<ul>
<li>ดื่มน้ำคั้น 2 ช้อนโต๊ะ (30 มิลิลิตร) วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นก่อนอาหาร ขนาดที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ น้ำหนักตัวเฉลี่ย 60 กิโลกรัม ถ้าเป็นเด็กควรลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง</li>
<li>ถ้าใช้สำหรับการปรับระบบภูมิคุ้มกัน จะรับประทานยาไม่เกิน 4-6 สัปดาห์ และควรหยุดยาดังนี้ รับประทานติดต่อกัน 5-6 วัน หยุดยา 4-5 วันเช่นนี้จนกว่าครบกำหนด</li>
</ul>
<p align="left"><strong>วิธีเตรียม</strong></p>
<ul>
<li>นำส่วนเหนือดินหรือทั้งต้น น้ำหนักประมาณ 100-120 กรัม หรือจำนวน 6 ต้น ล้างให้สะอาด</li>
<li>หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และโขลกในครกที่สะอาดให้แหลก เติมน้ำสะอาด 4 ช้อนโต๊ะ (60 มิลลิลิตร)</li>
<li>กรองผ่านผ้าขาวบาง</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ผลข้างเคียง</strong></p>
<ul>
<li>ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น 0.5-1 องศาเซลเซียส</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ข้อควรระวัง</strong></p>
<ul>
<li>หากใช้เกินขนาด จะมีผลกดระบบภูมิคุ้มกัน</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ข้อควรคำนึงในการดื่มน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งสด</strong></p>
<ul>
<li>หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรคลุมดิน ให้มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์จากดินมาที่ต้นและใบของ หญ้าปักกิ่ง การนำหญ้าปักกิ่งมารับประทานสดต้องแน่ใจว่า ได้ล้างหลายครั้งจนสะอาดปราศจาก เชื้อจุลินทรีย์ เพราะถ้าล้างไม่สะอาดเพียงพอ เมื่อดื่มน้าคั้นสดจากหญ้าปักกิ่ง ก็จะเป็นการดื่มเชื้อ  จุลินทรีย์เข้าไปในร่างกายผู้ป่วย ซึ่งย่อมมีภูมิต้านทานต่ำ จึงอาจจะเป็นอันตรายมากกว่าคนปกติ</li>
<li>หญ้าปักกิ่งมีรูปร่างลักษณะคล้ายหญ้าอื่นๆหลายชนิด เช่น หญ้ามาเลเซีย ฯลฯ ซึ่งไม่มีประโยชน์ทางยาเคยมีผู้บริโภคที่ซื้อหญ้าปักกิ่งตามท้องตลาดมาบริโภคด้วยราคาแพงแต่ไม่ใช่ชนิดที่ต้องการ ดังนั้นก่อนจะซื้อมาบริโภคจะต้องมั่นใจว่าเป็นหญ้าปักกิ่งที่ต้องการจริง</li>
<li>หญ้าปักกิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วย ต้องเป็นต้นที่มีอายุที่เหมาะสมดังนี้ คือ หญ้าปักกิ่งที่ปลูกโดยการชำกิ่ง ต้องมีอายุ 3 เดือนขึ้นไป ส่วนหญ้าปักกิ่งที่ปลุกด้วยการเพาะเมล็ด ต้องมีอายุมากกว่า 5 เดือนขึ้นไป จากการศึกษาพบว่าหญ้าปักกิ่งที่มีอายุไม่ครบเวลาดังกล่าว จะไม่มีการ สร้างสาร G1b ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ทางยา ดังนั้นการซื้อหญ้าปักกิ่งมาบริโภคนั้น ต้องมั่นใจว่าเป็นหญ้าปักกิ่งจริง เก็บเกี่ยวในขณะที่มีอายุครบเกณฑ์ที่ กำหนดตามวิธีการเพาะชำนั้นๆ จึงจะได้คุณประโยชน์สูงสุดดังประสงค์ มิฉะนั้นก็จะเป็นการบริโภคหญ้าดังกล่าวที่สูญเปล่า ไม่ได้คุณสมบัติตามต้องการและอาจจะได้รับพิษ ถ้าในกรณีเลือกสมุนไพรชนิดอื่นมาบริโภค</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ภาวะปัจจุบันของการพัฒนาหญ้าปักกิ่งที่ใช้เป็นยา</strong><br />
ปัจจุบันองค์การเภสัชกรรม ได้นำเอาหญ้าปักกิ่งมาพัฒนาเป็นยาเม็ด โดยยาทุก 2 เม็ด มีคุณค่าเท่ากับ ต้นหญ้าปักกิ่ง จำนวน 3 ต้น โดยกำหนดขนาดรับประทาน ครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง ตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย โดยมีระยะเวลาการรับประทานขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การใช้ยาดังนี้ คือ</p>
<ol>
<li>ใช้เพื่อลดผลข้างเคียงจากรังสีบำบัดหรือยาเคมีบำบัดผู้ป่วยมะเร็ง จะรับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน</li>
<li>ใช้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายและการกลับเป็นซ้ำอีก หลังจากการรักษาแล้ว โดยรับประทาน 7 วันหยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกันประมาณ 1 ปี และตรวจมะเร็งปีละ 2 ครั้ง</li>
<li>ใช้เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโรคมะเร็ง รับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกัน เป็นเวลานานไม่เกิน 6-8 สัปดาห์ โดยใช้เแพาะช่วงที่มีภูมิคุ้มกันต่ำเช่น ขณะติดเชื้อไวรัส</li>
</ol>
<p align="left"><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></p>
<ul>
<li> วีณา จิรัจฉริยากูล สารต้านมะเร็งจากหญ้าปักกิ่ง จุลสารข้อมูลสมุนไพร 2542; 16(3): 10-13.</li>
<li>วีณา จิรัจฉริยากูล รายงานผลความก้าวหน้าของโครงการวิจัยหญ้าปักกิ่ง หนังสือรวบรวมผลงานการวิจัย โครงการพัฒนาการใช้สมุนไพรและยาไทยทางคลินิก ปี 2526-2536 คณะกรรมการโครงการพัฒนาการใช้สมุนไพรและยาไทยทางคลินิก มหาวิทยาลัยมหิดล หน้า 185-195.</li>
</ul>
<ul>
<li> Weena Jiratchariyakul, Primchanien Moomgkarndi, Hikane Okabe, Frahm A.W. Investigation of anticancer components from Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy. Phama Indochina 1997; 171-191.</li>
</ul>
<ul>
<li>Intiyot Y, Kinouchi T, Kataoka K, Arimochi H, Kuwahara T, Vinitketkumnuen U, Ohnishi Y. Antimutagenicity of Murdanis loriformis in the Salmonella mutation assay and its inhibitory effects on azoxymethane-induced DNA methylation and aberrant crypt focus formation in male F344 rats. J. Med. Invest. 49(1): 5-14.</li>
<li>Vinitketkumnuen U, Chewonarin T, Dhumtanom P, Lertpraseartsuk N, Wild CP. Aflatoxin-albumin adduct formation after single and multiple doses of aflatoxin B1 in rats treated with Thai medicinal plants. Mutat. Res. 1999; 48(1): 345-351.</li>
<li>วิริยา เจริญคุณธรรม, ปรัชญา คงทวีเลิศ, อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ การเหนี่ยวนำเอ็นไซม์ดีที-ไดอะฟอเรส โดยสารสกัดจากหญ้าปักกิ่ง ใบมะกรูด และตะไคร้ เชียงใหม่เวชสาร 2537; 33(2): 71-77.</li>
<li>พิมลวรรณ ตันยุทธพิจารณ์, วัลลา รามนัฐจินดา, พรรณี พิเดช การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว สารศิริราช 2534; 48: 458-66.</li>
<li>พิมลวรรณ ตันยุทธพิจารณ์, เพียงจิต สัตตบุศย์, พรรณี พิเดช พิษกึ่งเรื้อรังของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว สารศิริราช 2534; 48(8): 529-533.</li>
</ul>
<p align="left"><strong>แหล่งข้อมูล</strong> : <a href="http://www.nci.go.th/knowledge/index_general.htm" target="_blank">สถาบันมะเร็งแห่งชาติ </a></p>
<p align="left">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>มะเร็งปอด</title>
		<link>http://www.jatuka.com/testimonial/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/testimonial/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 Oct 2010 09:24:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประสบการณ์หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งปอด]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=213</guid>
		<description><![CDATA[เป็นมะเร็งที่ปอดแต่ผ่าไม่ได้เพราะเป็นเนื้อร้าย เลยต้องใช้เคมีบำบัด เข็มที่ 1 มีอาการแพ้มาก เข็มที่ 2 ยิ่งแย่ลงอีก เริ่มทานหญ้าเทวดา (หญ้าปักกิ่ง)  กลับมาให้คีโมต่อเข็มที่ 3-4 ไม่มีอาการแพ้อีกเลย แถมก้อนเนื้อและจุดตามปอดหายไปหมด&#8230; คุณพ่อของดิฉันป่วยเป็นมะเร็งที่ปอด เวลาพูดจะมีอาการไอ ต่อมาพูดก็ไอ ไม่พูดก็ไอ จึงพาไปตรวจที่ ร.พ.ศิริราช คุณหมอบอกว่าต้องผ่าตัดเพราะมีเนื้องอกที่ปอด หลังผ่าตัดอาการไอก็ยังไม่หาย กลับไอมากขึ้นจนนอนไม่ได้ อาหารก็ทานไม่ลง จึงถามคุณหมอว่าเป็นอะไรกันแน่ คุณหมอก็บอกว่าที่ผ่าตัดนั้นไม่สามารถเอาก้อนเนื้อออก เพราะเป็นเนื้อร้ายผ่าออกไม่ได้ จึงให้รักษาทางเคมีบำบัด (เคโม) ระหว่างรอให้เคโมก็มีอาการอื่นแทรกซ้อนตลอดเวลา ช่วงเวลาที่นอนรอให้เคโมประมาณ 1 เดือน น้ำหนักลดลง 11 ก.ก. กินไม่ได้นอนไม่หลับ มีอาการเหนื่อยหอบตลอดเวลา บางครั้งต้องพ่นยา และใช้เครื่องช่วยหายใจวันละหลายครั้ง พอให้เคโมเข็มที่ 1 คุณพ่อก็มีอาการแพ้มาก มีไข้ขึ้นสูงตลอดเวลา อาการน่ากลัวมาก พออาการดีขึ้นคุณหมอก็ให้เคโมเข็มที่ 2 อาการก็แย่ลงอีก ดิฉันยังพูดกับแม่และน้องๆเลยว่า&#8221;คุณพ่อคงอยู่ไม่นาน ถ้าท่านจะไปขอให้ไปอย่างสบายเถอะ&#8221; คุณพ่อขอคุณหมอขอกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านสักระยะหนึ่ง และได้ติดต่อกับคุณพันธ์ศักดิ์  (จตุกาหญ้าเทวดา)  ขอข้อมูลเรื่องหญ้าเทวดา และได้ทดลองทานหญ้าเทวดา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เป็นมะเร็งที่ปอดแต่ผ่าไม่ได้เพราะเป็นเนื้อร้าย เลยต้องใช้เคมีบำบัด เข็มที่ 1 มีอาการแพ้มาก เข็มที่ 2 ยิ่งแย่ลงอีก เริ่มทานหญ้าเทวดา (หญ้าปักกิ่ง)  กลับมาให้คีโมต่อเข็มที่ 3-4 ไม่มีอาการแพ้อีกเลย แถมก้อนเนื้อและจุดตามปอดหายไปหมด&#8230;</strong></p>
<p>คุณพ่อของดิฉันป่วยเป็นมะเร็งที่ปอด เวลาพูดจะมีอาการไอ ต่อมาพูดก็ไอ ไม่พูดก็ไอ จึงพาไปตรวจที่ ร.พ.ศิริราช คุณหมอบอกว่าต้องผ่าตัดเพราะมีเนื้องอกที่ปอด หลังผ่าตัดอาการไอก็ยังไม่หาย กลับไอมากขึ้นจนนอนไม่ได้ อาหารก็ทานไม่ลง จึงถามคุณหมอว่าเป็นอะไรกันแน่ คุณหมอก็บอกว่าที่ผ่าตัดนั้นไม่สามารถเอาก้อนเนื้อออก เพราะเป็นเนื้อร้ายผ่าออกไม่ได้ จึงให้รักษาทางเคมีบำบัด (เคโม) ระหว่างรอให้เคโมก็มีอาการอื่นแทรกซ้อนตลอดเวลา ช่วงเวลาที่นอนรอให้เคโมประมาณ 1 เดือน น้ำหนักลดลง 11 ก.ก. กินไม่ได้นอนไม่หลับ มีอาการเหนื่อยหอบตลอดเวลา บางครั้งต้องพ่นยา และใช้เครื่องช่วยหายใจวันละหลายครั้ง</p>
<p><span id="more-213"></span><br />
พอให้เคโมเข็มที่ 1 คุณพ่อก็มีอาการแพ้มาก มีไข้ขึ้นสูงตลอดเวลา อาการน่ากลัวมาก พออาการดีขึ้นคุณหมอก็ให้เคโมเข็มที่ 2 อาการก็แย่ลงอีก ดิฉันยังพูดกับแม่และน้องๆเลยว่า&#8221;คุณพ่อคงอยู่ไม่นาน ถ้าท่านจะไปขอให้ไปอย่างสบายเถอะ&#8221; คุณพ่อขอคุณหมอขอกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านสักระยะหนึ่ง และได้ติดต่อกับคุณพันธ์ศักดิ์  (จตุกาหญ้าเทวดา)  ขอข้อมูลเรื่องหญ้าเทวดา และได้ทดลองทานหญ้าเทวดา อาการไอก็ลดลง จึงได้ทานหญ้าเทวดาไปอีก 1 เดือน ก็ถึงกำหนดที่จะไปรับเคโมเข็มที่ 3 ระหว่างรอให้เคโมก็ปั่นหญ้าให้ไปทานที่ ร.พ.ด้วย พอให้เคโมเข็มที่ 3 คุณพ่อก็ไม่มีอาการแพ้เหมือนตอนให้เข็มที่ 1-2 พอถึงกำหนดให้เข็มที่ 4 คุณหมอได้ X-Ray และพบว่าก้อนเนื้อและจุดตามปอดนั้นหายไปหมด คุณหมอไม่แน่ใจจึงให้ทำ Ultrasound ด้วย และพบว่าปกติทุกอย่าง และได้บอกว่า&#8221;โชคดีมากเลยนะ หายเป็นปกติทุกอย่างเลย&#8221;<br />
ทุกวันนี้ คุณพ่อแข็งแรงดีมากเลย ดิฉันพาคุณพ่อไปตรวจร่างกายตามที่คุณหมอนัดทุกครั้ง และยังทานหญ้าเทวดาเหมือนเดิม<br />
ดิฉันต้องขอขอบคุณ คุณพันธ์ศักดิ์ และท่านเจ้าของยานี้ที่ช่วยต่อชีวิตคุณพ่อดิฉันให้ได้อยู่กับลูกหลานมาจนทุกวันนี้</p>
<p><strong>ข้อมูลจาก : </strong><a href="http://www.geocities.com/pimpawatree/tell-2.htm" target="_blank"> http://www.geocities.com/pimpawatree/tell-2.htm</a></p>
<p><strong>ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยกับมะเร็งปอดจาก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ :</strong> <a href="http://www.nci.go.th/Knowledge/pod.htm" target="_blank">http://www.nci.go.th/Knowledge/pod.htm</a></p>
<p><strong>เรียนรู้สู้มะเร็งปอด :</strong> <a href="http://www.lungcancer-thai.com/" target="_blank">http://www.lungcancer-thai.com/</a></p>
<p><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-214" title="มะเร็งปอด" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2009/05/55832_52381-150x150.jpg" alt="มะเร็งปอด" width="150" height="150" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/testimonial/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>21</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>หญ้าปักกิ่ง หญ้าเทวดา ทางเลือกของผู้ป่วยมะเร็ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 16 Sep 2010 19:46:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งตับ]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งเม็ดเลือดขาว]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งในคอ]]></category>
		<category><![CDATA[เสริมภูมิคุ้มกัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/</guid>
		<description><![CDATA[มี สมุนไพรหลายชนิดที่ใช้เป็นยารักษาโรคได้ ทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งอาการบางอย่างได้ด้วย ขณะเดียวกันก็ยังสามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันเพื่อการรักษาที่ควบคู่กันไป ได้อีกด้วย &#8220;หญ้าปักกิ่งหรือหญ้าเทวดา&#8221; ก็เป็นสมุนไพรหนึ่งในนั้นที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ยับยั้งโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงพลัง และปรับสมดุลในร่างกายได้ มีข้อถก เถียงกันมานานเรื่องการใช้ หญ้าปักกิ่ง แต่ผลการวิจัยได้พิสูจน์ว่าหญ้าปักกิ่ง มีคุณสมบัติยับยั้งโรคมะเร็งได้จริง แต่ต้องรับประทานอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังให้มาก หลังจากที่ หญ้าปักกิ่งแพร่หลายในบ้านเรา คือเรื่อง หญ้าปักกิ่งปลอม ซึ่งต้องสังเกตให้ดี อย่าหลงเชื่อผู้ขาย และต้องปรึกษาผู้รู้เท่านั้น ภ.ญ.ปัทมา สุนทรศารทูล อธิบายสรรพคุณว่า หญ้าปักกิ่ง หรือในชื่อภาษาจีนว่า เล้งจือเช่า หรือหญ้าเทวดา เป็นยามีรสจืด เย็น มีสรรพคุณในการยับยั้งโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งในคอ มะเร็งตับ มะเร็งมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว การตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บพบว่า ลำต้นหญ้าปักกิ่งมีสารกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์ เป็นสารต้านมะเร็งระยะต้น ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เช่น โรคมะเร็ง เส้นเลือดหัวใจตีบ โรคภูมิแพ้ โรคความดันและเบาหวาน สามารถใช้รักษาร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้ ช่วยลดอาการข้างเคียงจาการฉายแสง ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฉายแสง &#8220;ชาว จีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นยารักษาโรคมานับพันปีแล้ว รักษาสารพัดโรคครอบจักรวาล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.blogth.com/blog/Colum/Helth/933.html" target="_blank"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-230" style="border: 1px solid black; margin: 2px;" title="ebook_cancer" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/ebook_cancer-150x150.jpg" alt="ebook_cancer" width="150" height="150" /></a> มี สมุนไพรหลายชนิดที่ใช้เป็นยารักษาโรคได้ ทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งอาการบางอย่างได้ด้วย ขณะเดียวกันก็ยังสามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันเพื่อการรักษาที่ควบคู่กันไป ได้อีกด้วย &#8220;หญ้าปักกิ่งหรือหญ้าเทวดา&#8221; ก็เป็นสมุนไพรหนึ่งในนั้นที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ยับยั้งโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงพลัง และปรับสมดุลในร่างกายได้</p>
<p>มีข้อถก เถียงกันมานานเรื่องการใช้ หญ้าปักกิ่ง แต่ผลการวิจัยได้พิสูจน์ว่าหญ้าปักกิ่ง มีคุณสมบัติยับยั้งโรคมะเร็งได้จริง แต่ต้องรับประทานอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังให้มาก หลังจากที่ หญ้าปักกิ่งแพร่หลายในบ้านเรา คือเรื่อง หญ้าปักกิ่งปลอม ซึ่งต้องสังเกตให้ดี อย่าหลงเชื่อผู้ขาย และต้องปรึกษาผู้รู้เท่านั้น</p>
<p>ภ.ญ.ปัทมา สุนทรศารทูล อธิบายสรรพคุณว่า หญ้าปักกิ่ง หรือในชื่อภาษาจีนว่า เล้งจือเช่า หรือหญ้าเทวดา เป็นยามีรสจืด เย็น มีสรรพคุณในการยับยั้งโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งในคอ มะเร็งตับ มะเร็งมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว การตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บพบว่า ลำต้นหญ้าปักกิ่งมีสารกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์ เป็นสารต้านมะเร็งระยะต้น ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เช่น โรคมะเร็ง เส้นเลือดหัวใจตีบ โรคภูมิแพ้ โรคความดันและเบาหวาน สามารถใช้รักษาร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้ ช่วยลดอาการข้างเคียงจาการฉายแสง ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฉายแสง</p>
<p><span id="more-25"></span><span style="color: #ff0000;">&#8220;ชาว จีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นยารักษาโรคมานับพันปีแล้ว รักษาสารพัดโรคครอบจักรวาล เช่น บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลร่างกาย เสริมภูมิคุ้มกัน ในประเทศไทยมีการนำเข้ามาปลูกเป็นยาจีน รักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และทำน้ำคั้นดื่มรักษาโรคมาเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยทำวิจัยคุณสมบัติหญ้าปักกิ่ง พบว่า ไม่มีพิษสะสมต่ออวัยวะอื่น และได้สรรพคุณทางเคมีเภสัชว่า สามารถทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรงระยะอ่อน-ปานกลาง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม และลำไส้ใหญ่ ซึ่งสารที่แสดงฤทธิ์ คือกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์&#8221;</span></p>
<p>ถิ่น กำเนิดของหญ้าปักกิ่งนั้น ภ.ญ.ปัทมา ให้รายละเอียดว่า หญ้าปักกิ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้แถบสิบสองปันนา ในตำรายาจีนปรากฏพืชชนิดสกุลเดียวกันนี้ ใช้รักษาอาการเจ็บคอและมะเร็ง มีลักษณะคล้ายกับหญ้ามาเลเซียที่นำมาปูพื้นสนาม แต่หญ้าปักกิ่งจะอวบน้ำกว่า ใบนุ่ม หลังใบมีขนอ่อนๆ โคนต้นทรงกระบอก สีออกขาว ดอกออกเป็นช่อที่ยอดรวมกันเป็นกระจุกแน่น กลีบดอกสีฟ้าหรือสีม่วงอ่อน มีสรรพคุณเสริมภูมิต้านทาน ช่วยให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งดีขึ้น</p>
<p>ภ.ญ.ปัทมาแนะ นำการแปรรูปหญ้าปักกิ่งว่า เก็บเอาหญ้าปักกิ่งทั้งต้นทั้งราก คัดเอาใบที่สมบูรณ์และใบซีดเหลืองออกก่อน ล้างเศษดินที่ติดมากับรากให้สะอาดนำไปล้างน้ำอีก 2 ครั้ง ทิ้งให้สะเด็ดน้ำ นำหญ้าปักกิ่งมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆขนาด ครึ่งเซนติเมตร นำไปตากแดดประมาณ 5-7 วัน เวลาตากควรเกลี่ยให้ทั่วและเกลี่ยบ่อยๆ เมื่อแห้งสนิมแล้วนำมาบรรจุภาชนะให้มิดชิด สามารถนำไปทำเป็นลูกกลอน ยาอัดเม็ด แคปซูล ชา และเครื่องดื่มชนิดผง</p>
<p>&#8220;ส่วน มากจะทำเป็นน้ำหญ้าปักกิ่ง มีส่วนผสมคือ หญ้าปักกิ่ง น้ำเชื่อม น้ำสะอาด วิธีการคือ นำหญ้าปักกิ่งที่สดใหม่ ล้างน้ำให้สะอาด แช่ด่างทับทิม 15-20 นาที แล้วหั่นตามขวางละเอียด ใส่เครื่องปั่น เติมน้ำแล้วกรองด้วยผ้าขาว เติมน้ำเชื่อมพอหวาน ชิมรสตามชอบจะได้น้ำหญ้าปักกิ่งสีเขียวหวานใส&#8221;</p>
<p>ประวัติการ รักษาโรคมะเร็งในประเทศนั้น ภญ.ปัทมา กล่าวว่า ประมาณปี 2527 มีผู้ป่วยโรคมะเร็งดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าเทวดาเพื่อรักษาและบรรเทาอาการจาก โรคมะเร็ง สามารถยืดชีวิตต่อไปได้ในระยะหนึ่ง ทำให้หญ้าเทวดาเป็นที่สนใจมาก นอกจากนั้นมีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายหนึ่ง แพทย์บอกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 3 เดือน ขอให้นำไปพักรักษาที่บ้าน แต่ผู้ป่วยได้ดื่มน้ำหญ้าปักกิ่งคั้นสด 1 ปีต่อมายังไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ผลของผู้ป่วยรายนี้กระตุ้นให้มีการศึกษาวิจัยคุณสมบัติของหญ้าเทวดา นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยบางรายที่ใช้หญ้าปักกิ่งรักษาอาการร่วมกับยาแผน ปัจจุบัน</p>
<p>&#8220;ในการวิจัยที่เคยมีการทำกันมามีรายงานว่า สารสกัดหญ้าเทวดา มีผลลดความรุนแรงของการแพร่กระจายของมะเร็งในหนู จึงคาดว่า สารสกัดหญ้าเทวดาอาจใช้ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้&#8221;</p>
<p>ข้อควรระมัดระวังในการใช้หญ้าเทวดานั้น ภญ.ปัทมา เตือนว่า หญ้าเทวดาที่มีคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วยต้องเป็นต้นที่มีอายุเหมาะสม กล่าวคือ หากเป็นหญ้าที่มีการปลูกโดยการชำกิ่งต้องมีอายุมากกว่า 3 เดือนขึ้นไป แต่ถ้าเป็นหญ้าที่ปลูกจากการเพาะเมล็ด ต้องมีอายุมากกว่า 5 เดือนขึ้นไป หญ้าเทวดาที่มีอายุยังไม่ครบ ได้มีการศึกษาแล้วพบว่า สารกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์ ไม่มีการสร้างในต้นที่มีอายุยังไม่ครบ ดังนั้นการซื้อหญ้าเทวดามาบริโภคต้องมั่นใจว่าต้นนั้นๆมีอายุครบตามเกณฑ์ที่ กำหนด จึงจะได้คุณประโยชน์ที่พึงประสงค์</p>
<p>&#8220;ใน ด้านการพัฒนาสู่มาตรฐานสากลในประเทศไทยนั้น สถาบันวิจัยและพัฒนาขององค์การเภสัชกรรม ได้นำหญ้าเทวดามาพัฒนาเป็นยาเม็ด โดยใช้ส่วนประกอบทุกอย่างเป็นสารธรรมชาติ แม้กระทั่งสีที่ใช้เคลือบยาเม็ดก็ได้จากสีเขียวของคลอโรฟีลล์จากพืช วัตถุดิบและการผลิตทั้งหมดเป็นภูมิปัญญาของคนไทยล้วนๆไม่พึ่งต่างชาติ แต่การประกันคุณภาพจะเทียบเท่ามาตรฐานสากล&#8221;</p>
<p>ภญ.ปัทมา อธิบายว่า การพัฒนาหญ้าเทวดาในรูปของยาเม็ด นอกจากเป็นรูปแบบของยาที่รับประทานง่ายแล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วยได้รับคุณค่าของยาอย่างสม่ำเสมอ เพราะยาเม็ดหญ้าเทวดาทุกเม็ดได้ผ่านกระบวนการผลิตและการควบคุมที่ทันสมัย เพื่อประกันคุณภาพของยาเม็ดหญ้าเทวดาทุก 2 เม็ดมีคุณค่าเทียบเท่ากับหญ้าเทวดาสดจำนวน 3 ต้น</p>
<p>&#8220;การ ใช้ยานี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรรับประทานยานี้เป็นรอบ โดยรับประทาน 7 วันแล้วหยุด 4 วัน สลับกันไปแล้วเริ่มรับประทานรอบใหม่ ระยะเวลาการรับประทานขึ้นกับจุดประสงค์การใช้ยาดังนี้ กรณีใช้ลดผลข้างเคียงจากรังสีบำบัดหรือเคมีบำบัดผู้ป่วยมะเร็งรับประทานควบ คู่ไปกับการรักษาแผนปัจจุบัน โดยรับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน การหยุดรับประทานเป็นช่วงๆ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน&#8221;</p>
<p>ส่วน กรณีป้องกันการแพร่กระจายและการกลับมาเป็นซ้ำของผู้ป่วยโรคมะเร็งหลังจากได้ รับการรักษาแล้ว โดยป้องกันการแพร่กระจายและกลับเป็นซ้ำอีก ให้รับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกัน 1 ปี และตรวจมะเร็งปีละ 2 ครั้ง ส่วนกรณีการใช้เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน ในผู้ที่ไม่ได้เป็นมะเร็ง รับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน ติดต่อกันเป็นเวลาไม่เกิน 6-8 สัปดาห์ โดยใช้เฉพาะช่วงที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ติดเชื้อไวรัสเป็นต้น</p>
<p>ท้าย สุด ภ.ญ.ปัทมา แนะนำว่า การจะรับประทานหญ้าปักกิ่งเพื่อบำรุงร่างกายไม่ว่าจะด้วยสรรพคุณใดต้อง ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะหญ้าปักกิ่งด้วย แต่หมายถึงสมุนไพรทุกชนิด เพราะปัจจุบันมีของไม่แท้อยู่มากมาย แทนที่จะเป็นผลดีแก่ร่างกายอาจทำให้เกิดผลเสียได้ ดังนั้นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น</p>
<p>แหล่งข้อมูล : <a href="http://www.dtam.moph.go.th/alternative/index.php" target="_blank">กองการแพทย์ทางเลือก</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>หญ้าปักกิ่งเป็นหญ้าเทวดาดั่งชื่อจริงหรือ?</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Sep 2010 03:40:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูกหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ยับยั้งเซลล์มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาโรค]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad/</guid>
		<description><![CDATA[โดย ภญ.ดร.จุไรทิพย์ หวังสินทวีกุล ได้มีผู้กล่าวขวัญถึงสรรพคุณของหญ้าปักกิ่งไว้อย่างมากมายตั้งแต่การใช้อย่างง่ายโดยทำได้เองจนได้มีการพัฒนารูปแบบของยาปรากฏเป็นผลิตภัณฑ์ออกมาอยู่ในรูปแคปซูลออกมาจำหน่าย พร้อมทั้งได้เขียนสรรพคุณมากมาย เช่น หญ้าปักกิ่งมีคุณสมบัติในการเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย, เพิ่มการเจริญเติบโตและการพัฒนาของเซลล์เม็ดเลือดขาว ซ่อมแซมเซลล์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับและม้าม เป็นต้น ผลตรงนี้เองที่ทำให้อดไม่ได้ทีจะไปค้นเพื่อตอบปัญหาว่า หญ้าปักกิ่งนั้นรักษาโรคได้มากมายเช่นนั้นจริงหรือ &#8220;หญ้าปักกิ่ง&#8221; มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หญ้าเทวดา เล่งจือเช้า ก็เรียก มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Angel Grass จัดเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdannia loriformis (Hassk.) Rolla Rao et Kammathy อยู่ในวงศ์ Commelinaceae หากดูลักษณะภายนอกแล้วคล้ายกับหญ้าชนิดหนึ่ง มีต้นสูงประมาณ 7-10 เซนติเมตร ลักษณะใบที่โคนกว้าง ประมาณ 1 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อที่ยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น กลีบดอกสีฟ้าหรือม่วงอ่อน หญ้าปักกิ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนแถบสิบสองปันนา มีการนำเข้า และปลูกทั่วไปในประเทศไทย เป็นพืชที่ชอบดินร่วนหรือดินปนทราย งอกงามในที่มีแดดรำไรไม่ต้องการน้ำมาก วิธีปลูกให้นำ ต้นเล็ก ที่มีรากมาปลูกหรือใช้เมล็ด อาจปลูกเป็นพืชคลุมดินใต้ต้นไม้ใหญ่ ปลูกในกระบะหรือกระถาง หญ้าปักกิ่งเป็นพืชที่ปลูกง่ายและไม่จำเป็นต้องมีเนื้อที่มาก ในประเทศจีนนำมาหญ้าปักกิ่งมาใช้รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right">โดย ภญ.ดร.จุไรทิพย์ หวังสินทวีกุล</p>
<p>ได้มีผู้กล่าวขวัญถึงสรรพคุณของหญ้าปักกิ่งไว้อย่างมากมายตั้งแต่การใช้อย่างง่ายโดยทำได้เองจนได้มีการพัฒนารูปแบบของยาปรากฏเป็นผลิตภัณฑ์ออกมาอยู่ในรูปแคปซูลออกมาจำหน่าย พร้อมทั้งได้เขียนสรรพคุณมากมาย เช่น หญ้าปักกิ่งมีคุณสมบัติในการเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย, เพิ่มการเจริญเติบโตและการพัฒนาของเซลล์เม็ดเลือดขาว<br />
ซ่อมแซมเซลล์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับและม้าม เป็นต้น ผลตรงนี้เองที่ทำให้อดไม่ได้ทีจะไปค้นเพื่อตอบปัญหาว่า หญ้าปักกิ่งนั้นรักษาโรคได้มากมายเช่นนั้นจริงหรือ</p>
<p><img class="alignleft size-full wp-image-234" style="margin: 2px;" title="murdannia14" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/murdannia14.gif" alt="murdannia14" width="226" height="148" />&#8220;หญ้าปักกิ่ง&#8221; มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หญ้าเทวดา เล่งจือเช้า ก็เรียก มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Angel Grass   จัดเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdannia loriformis (Hassk.) Rolla Rao et Kammathy อยู่ในวงศ์   Commelinaceae หากดูลักษณะภายนอกแล้วคล้ายกับหญ้าชนิดหนึ่ง มีต้นสูงประมาณ 7-10 เซนติเมตร ลักษณะใบที่โคนกว้าง ประมาณ 1  เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อที่ยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น กลีบดอกสีฟ้าหรือม่วงอ่อน   หญ้าปักกิ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนแถบสิบสองปันนา มีการนำเข้า และปลูกทั่วไปในประเทศไทย  เป็นพืชที่ชอบดินร่วนหรือดินปนทราย งอกงามในที่มีแดดรำไรไม่ต้องการน้ำมาก วิธีปลูกให้นำ ต้นเล็ก  ที่มีรากมาปลูกหรือใช้เมล็ด อาจปลูกเป็นพืชคลุมดินใต้ต้นไม้ใหญ่ ปลูกในกระบะหรือกระถาง  หญ้าปักกิ่งเป็นพืชที่ปลูกง่ายและไม่จำเป็นต้องมีเนื้อที่มาก  ในประเทศจีนนำมาหญ้าปักกิ่งมาใช้รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เป็นส่วนประกอบในยาแผนโบราณของจีนมานานกว่า 1,000 ปี   ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ เพิ่มความสมดุลย์ของระบบในร่างกาย ยาจีนจัดหญ้าปักกิ่งอยู่ในกลุ่มของยาเย็น  ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายและชาวจีนยังนำหญ้าปักกิ่งมาใช้ในการรักษาโรคเบาหวานอีกด้วย</p>
<p>การนำหญ้าปักกิ่งไปใช้  จะใช้ทั้งต้นหรือส่วนเหนือดิน โดยต้นที่นำมาใช้เป็นยา ควรมีอายุประมาณ 3-4 เดือน (ตั้งแต่เริ่มออกดอก) ในประเทศไทยประมาณ  15 ปีที่แล้ว ได้มีการใช้น้ำคั้นสดจากต้นปักกิ่ง เพื่อรักษาและบรรเทาอาการจากโรคมะเร็ง  บางรายใช้ร่วมกับการรักษาแบบแผนปัจจุบันเพื่อลดผลข้างเคียง แต่ในขณะนั้นก็ยังไม่ได้มีรายงานหรือ หลักฐาน ทางวิทยาศาสตร์  ยืนยันว่ารักษาโรคมะเร็งได้ แต่ก็ได้แนวความคิดในการศึกษาว่าน้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่งนั้นจะสามารถรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือ?  มหาวิทยาลัยมหิดลได้ให้ความสำคัญและมีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่งโดยจัดให้การศึกษาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของหญ้าปักกิ่ง   มีการจัดทำมาตรฐานของหญ้าปักกิ่ง  รวมไปถึงการศึกษาในการทดสอบความเป็นพิษผลการวิจัยพบว่าใบของหญ้าปักกิ่งเมื่อสัมผัสจะทำให้เกิดอาการแพ้ มีอาการผื่นคัน</p>
<p>ภายในใบหญ้ามีผลึกแคลเซียมออกซาเลทรูปเข้มจำนวนมากและมีเกลืออนินทรีย์ ของโซเดียมและโปแทสเซียมอยู่ประมาณ 0.1%   น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง ไม่ทำให้เกิดความผิดปกติในด้านการเจริญเติบโต เคมีของเลือด   และพยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญในหนูขาวและผลของการทดสอบความเป็นพิษพบว่า หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรที่ค่อนข้าง   ปลอดภัยเพียงพอในขนาดรักษาติดต่อกันนาน3 เดือน ในด้านการรักษาโรคมะเร็งของหญ้าปักกิ่งได้มีการวิจัยเบื้องต้นโดยแยกสาร  ที่แสดงคุณสมบัติต้านมะเร็งพบว่าหญ้าปักกิ่ง ประกอบด้วยสารกลุ่มต่างๆได้แก่ คาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโน กลัยโคไซด์ ฟลาโวนอยด์  และอะกลัยโคน ผลการทดสอบพบว่าสารในกลุ่มอะกลัยโคน และกลุ่มกลัยโคไซด์ แสดงฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง (direct toxicity)<br />
ต่อเซลล์มะเร็งเต้านม(ATCC HTB 20) และเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ (SW620) ได้ ยังมีรายงานฤทธิ์ในการต้าน การกลายพันธุ์  ของหญ้าปักกิ่ง ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าหญ้าปักกิ่งอาจป้องการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ดีจำเป็นต้องมีการศึกษาและประเมินประสิทธิภาพของหญ้าปักกิ่งเสียก่อน  รวมทั้งการศึกษาทางคลินิกเพื่อยืนยันผลให้แน่นอนอีกด้วยถึงแม้ว่าการศึกษาคุณสมบัติของหญ้าปักกิ่งในการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์  แต่ก็ได้มีการกล่าวถึงผู้ที่เคยใช้น้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่งไปรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง  ผลก็คืออาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งมีสุขภาพดีขึ้น ดังที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ ที่อาจารย์เจือ ได้เขียนบอกเล่าไว้ในหนังสือ</p>
<p><img style="border-width: 1px; margin: 5px; width: 223px; height: 147px;" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/murdannia2.gif" border="1" alt="" hspace="5" vspace="5" width="223" height="147" align="left" /> &#8220;ผมรู้มาอย่างนี้แหละครับเรื่อง หญ้าปักกิ่ง&#8221; โดยเตรียมทั้งที่อยู่ในรูปน้ำคั้น ยาลูกกลอนปั้นกับน้ำผึ้ง หรืออยู่ในรูปของยาแคปซูล ในที่นี้ขอยกตัวอย่างวิธีการ เตรียมน้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง  กล่าวคือให้นำทั้งต้น น้ำหนัก 100-120 กรัม หรือจำนวน 6 ต้น ล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆและโขลกในครกที่สะอาด  ให้แหลกเติมน้ำสะอาด 4 ช้อนโต๊ะ กรองผ่านผ้าขาวบาง ส่วนวิธีใช้ ก็ให้ดื่มน้ำคั้น 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น  ก่อนอาหาร<br />
หญ้าปักกิ่ง หรือยาเทวดา หรือหญ้าชุบชีวิต อย่างที่ใครบางคนให้สมญานามนั้น ก็คงจะมีสรรพคุณดี อย่างที่บอกเล่าต่อกันมา  ว่ามีคุณสมบัติในการเป็นยาอายุวัฒนะ เพิ่มภูมิคุ้มกัน  ของร่างกายแต่เพื่อให้การใช้หญ้าปักกิ่งเพื่อการรักษาอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพแล้ว  ผู้ที่คิดจะใช้หญ้าปักกิ่งก็ควรที่จะใช้วิจารณญานในการตัดสินใจก่อนการนำมาใช้ในการรักษาโรคด้วย  และติดตามผลการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวกับหญ้าปักกิ่งอย่างใกล้ชิดการที่หญ้าปักกิ่งจะเป็นหญ้าเทวดาดั่งที่คิดหรือไม่  ก็จะต้องขึ้นอยู่กับการใช้ว่าถูกชนิด ถูกขนาด และถูกกับโรคหรือไม่เช่นเดียวกัน</p>
<p><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></p>
<ol>
<li>พิมลวรรณ ทิพยุทธพิจารณ์, วัลลา วามนัฐจินดา, พรรณี พิเดช. 2533. การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว.  สารศิริราช 473, 458-463.</li>
<li>พิมลวรรณ ทิพยุทธพิจารณ์, วัลลา วามนัฐจินดา, พรรณี พิเดช. 2534.  พิษเรื้อรังของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว สารศิริราช, 529-533.</li>
<li>วีณา จิรัจฉริยากูล. 2542. สารต้านมะเร็งจากหญ้าปักกิ่ง.  จุลสารข้อมูลสมุนไพร ปีที่ 16 ฉบับที่ 3.</li>
<li>Jiratchariyakul, W., Moonkarndi, P. Okabe, H. and Frahm, A.W. 1997.  Investigation of anticancer components from Murdannia loriformis (Hassk.) Rolla Rao et Kammathy. Pharma Indochina,  20-23 May 1997, Faculty of Pharmacy, Mahidol University, Bangkok, Thailand.</li>
<li>Vinitket kummuen U., Charoenkunathum,  W., Kongtawelert, P., Lortprasertsuke, N., Picha, P. and Matsushima, T. 1996. Antimutagenicity and DT-diephorease  inducer activity of the thai medicinal plant, Murdannia loriformis. Herb Spices. Medicinal Plants 4, 45-52.</li>
</ol>
<p><strong>ข้อมูลจากบทความวิชาการ ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ </strong></p>
<p><strong>link : <a href="http://pcog.pharmacy.psu.ac.th/thi/Article/2544/12-44/Murdannia.html" target="_blank">http://pcog.pharmacy.psu.ac.th/thi/Article/2544/12-44/Murdannia.html</a><br />
</strong></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
	<price></price>	</item>
	</channel>
</rss>

