<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หญ้าปักกิ่ง หรือ หญ้าเทวดา สมุนไพร รับประทานเสริมภูมิคุ้มกัน รักษาโรคเสื่อม มะเร็ง</title>
	<atom:link href="http://www.jatuka.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.jatuka.com</link>
	<description>หญ้าปักกิ่งหรือหญ้าเทวดาเป็นสมุนไพร รับประทานเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย ใช้รักษาโรคเสื่อม มะเร็ง เบาหวาน ความดัน หัวใจ</description>
	<lastBuildDate>Sat, 28 Aug 2010 12:06:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>สรรพคุณหญ้าปักกิ่ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Aug 2010 03:57:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[รักษามะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[เล่งจือเฉ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=354</guid>
		<description><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง สมุนไพรบำบัด รักษาโรค (เล่งจือเฉ้า) Murdannia LoriFormis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy Commelinaceae ลักษณะของหญ้าปักกิ่ง หญ้า ปักกิ่ง เป็นไม้ล้มลุก สูงราว 10-30 ซ.ม. ใบเดี่ยว หนาเรียวคล้ายใบไผ่ ฉ่ำน้ำดอกเล็ก ๆ ออกที่ปลายต้น สีบานเย็น กลีบขาวแกมม่วง หญ้าปักกิ่งมีกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ แถบสิบสองปันนา การขยายพันธุ์หญ้าปักกิ่งโดยการแยกหน่อ หรือเมล็ด หากจะนำมาปลูก ควรปลูกหญ้าปักกิ่งกับดินร่วนปนทราย และวางไว้ในที่ๆ มีแดดรำไร สรรพคุณของหญ้าปักกิ่ง หญ้า ปักกิ่ง เป็นสมุนไพรรักษาโรคครอบจักรวาล ชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว ใช้บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลย์ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน Activate Cells หญ้า ปักกิ่งรักษามะเร็งได้ในระดับหนึ่ง เช่น ในตับ ลำคอ มดลูก กระเพาะอาหาร ลำไส้ ต่อมน้ำเหลือง เม็ดโลหิต (ลูคีเมีย) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>หญ้าปักกิ่ง สมุนไพรบำบัด รักษาโรค (เล่งจือเฉ้า) Murdannia LoriFormis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy Commelinaceae</h2>
<h3>ลักษณะของหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p>หญ้า ปักกิ่ง เป็นไม้ล้มลุก สูงราว 10-30 ซ.ม. ใบเดี่ยว หนาเรียวคล้ายใบไผ่ ฉ่ำน้ำดอกเล็ก ๆ ออกที่ปลายต้น สีบานเย็น กลีบขาวแกมม่วง</p>
<p>หญ้าปักกิ่งมีกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ แถบสิบสองปันนา การขยายพันธุ์หญ้าปักกิ่งโดยการแยกหน่อ หรือเมล็ด หากจะนำมาปลูก ควรปลูกหญ้าปักกิ่งกับดินร่วนปนทราย และวางไว้ในที่ๆ มีแดดรำไร</p>
<h3>สรรพคุณของหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p>หญ้า ปักกิ่ง เป็นสมุนไพรรักษาโรคครอบจักรวาล ชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว</p>
<p>ใช้บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลย์ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน Activate Cells หญ้า ปักกิ่งรักษามะเร็งได้ในระดับหนึ่ง เช่น ในตับ ลำคอ มดลูก กระเพาะอาหาร ลำไส้</p>
<p>ต่อมน้ำเหลือง เม็ดโลหิต (ลูคีเมีย) รักษาไทรอยด์ ไตอักเสบ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจ แก้ไอ ระงับปวด บำรุงหัวใจ</p>
<p>ไมเกรน ภูมิแพ้ ทำให้น้ำเหลืองแห้ง สามารถนำหญ้าปักกิ่งมาตำ แล้วพอกรักษาแผลต่างๆ เช่นงูสวัด เริม แผลเบาหวาน อีกทั้งยังช่วยระบบขับถ่ายดีมาก ฯลฯ (มีฮอร์โมน ,</p>
<p>เกลือแร่ , ไม่เป็นพิษระยะสั้น – ระยะยาว)</p>
<h3>วิธีรับประทานหญ้าปักกิ่ง</h3>
<ul>
<li><strong>สูตรดั้งเดิม </strong>นำหญ้าปักกิ่ง 3 ต้นทั้งราก ล้างให้สะอาด ใส่ครกใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยใช้ ตำให้ละเอียดแล้วผสมน้ำสุกที่เย็นแล้วประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ คั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมง 1 ครั้ง ก่อนนอน 1 ครั้ง จะเห็นผลประมาณ 1 อาทิตย์จะรับประทานยาที่แพทย์สั่งขณะรับประทาน หญ้าปักกิ่งก็ได้ ถ้าท่านผ่านการฉายแสง หรือให้เคโมมาแล้ว มารับประทานหญ้าปักกิ่งก็จะไม่แพ้แสง และถอนพิษได้</li>
<li><strong>สูตรมหิดล</strong> นำหญ้าปักกิ่ง 6 ต้นทั้งรากล้างให้สะอาด และน้ำ 4 ช้อนโต๊ะ ปั่นด้วยเครื่องปั่นน้ำผลไม้ คั้นแล้วแบ่งรับประทาน 2 มื้อ ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมง 1 ครั้ง ก่อนนอน 1 ครั้ง</li>
<li><strong>สูตรมยุรี</strong> นำหญ้าปักกิ่ง 1 กิโลกรัม ล้างให้สะอาดทั้งต้น ใบ ราก และดอก (ถ้ามี) ใช้น้ำสุกเย็นแล้ว 3 ขวดแม่โขงกลม ปั่นด้วยเครื่องปั่น (Blender) คั้นหญ้าปักกิ่งด้วยผ้าขาวบางสะอาด เอาแต่น้ำสีเขียวเข้มและฟอง กรอกใส่ขวด ปิดฝาให้แน่น เก็บเข้าตู้เย็น (ใต้ช่องแข็ง) ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมง 1 ครั้ง และก่อนนอน 1 ครั้ง ถ้าผสมน้ำผึ้งด้วย ก็จะได้รสชาติอร่อย หวาน หอมชื่นใจ (ส่วนกาก นำมาต้มแล้วคั้นดื่มแทนน้ำได้)</li>
<li>ยาอายุวัฒนะ นำหญ้าปักกิ่งที่ถอนมาสด ๆ พร้อมราก ล้างให้สะอาด ต้มกับน้ำ หลังเดือดแล้วให้เติมน้ำผึ้งพอประมาณ ดื่มวันละ 3 เวลา จะทำให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว</li>
<li><strong>ป้องกันสารพัดโรค</strong> รับประทานหญ้าปักกิ่งสดๆ หรือปรุงเป็นอาหารจิ้มน้ำพริกกินก็ได้ รสอร่อยมาก ถ้ามีหญ้าปักกิ่งมากก็ใช้ทั้งต้น ถ้ามีน้อยก็ใช้วิธีลอกใบล่างๆ มารับประทานวันละ 14 ใบ</li>
</ul>
<h3>ข้อควรระวัง</h3>
<p>ไม่ควรรับประทานของแสลง ซึ่งมีผลให้ฤทธิ์การรักษาโรคของหญ้าปักกิ่งอ่อนลง เช่น</p>
<ul>
<li>ฟักแฟง</li>
<li>แตงกวา</li>
<li>มะระ</li>
<li>หัวไชเท้า</li>
</ul>
<h3>ปฏิกิริยาหลังรับประทานหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p>หลังรับประทานหญ้าปักกิ่งเป็นเวลา 1 อาทิตย์ หรือ 10 วัน อาจมีอาการต่างๆ เหล่านี้ : หงุดหงิด หรือ เป็นไข้ หรือ โมโหง่าย หรือ นอนไม่หลับ หรือ ปวดเมื่อย หรือ อาจจะมีน้ำเหลืองปนหนองออกทางอุจจาระ ส่วนปัสสาวะอาจมีกลิ่นเหม็นเหมือนน้ำล้างปลา</p>
<p>แต่ <strong>&#8220;ไม่&#8221;</strong> เป็นอย่างนี้ทุกคนหรือทุกอาการ และไม่เป็นนาน ไม่ต้องตกใจ เพราะหญ้าปักกิ่งกำลังออกฤทธิ์ โรคกำลังถูกปราบ</p>
<h3>Tips &amp; Trick ในการดื่มน้ำหญ้าปักกิ่งให้อร่อย</h3>
<p>หลายท่าน คงพบปัญหาว่า น้ำหญ้านั้น เหม็นเขียว และดื่มยากเหลือเกิน กว่าจะดื่มได้หมดหนึ่งแก้ว &#8230; เราแนะนำให้ลองผสมน้ำผึ้ง โดยละลายน้ำผึ้งกับน้ำอุ่นเล็กน้อย แล้วจึงผสมน้ำหญ้าลงไปในแก้ว กะปริมาณหวานพอเมาะ</p>
<p>รับรองค่ะว่า น้ำหญ้าปักกิ่ง จะหอม หวาน และรับประทานได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ <img src='http://www.jatuka.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<h3>ข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง</h3>
<ul>
<li>สารานุกรมสมุนไพรไทย โดยอาจารย์วุฒิ วุฒิธรรม</li>
<li>คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</li>
<li>ประสบการณ์จริงจากผู้ที่ใช้หญ้าปักกิ่งในการรักษาโรคต่างๆ</li>
</ul>
<h3>รูปของหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-13 aligncenter" title="หญ้าปักกิ่ง" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/murdannia12.gif" alt="หญ้าปักกิ่ง" width="226" height="148" /></p>
<p style="text-align: center;">

<a href='http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/attachment/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-2/' title='หญ้าปักกิ่ง'><img width="150" height="98" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/murdannia12.gif" class="attachment-thumbnail" alt="หญ้าปักกิ่ง" title="หญ้าปักกิ่ง" /></a>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยุทธศาสตร์ 4 อ. สู้มะเร็ง !!</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/4%e0%b8%ad-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/4%e0%b8%ad-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Aug 2010 02:21:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[4อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=518</guid>
		<description><![CDATA[บางครั้งเราก็ลืมๆไปเหมือนกันว่า ร่างกาย สังขารของเราซึ่งเกิดจากท้องแม่มานั้นมันเป็นไปตามกฏธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดมา ตั้งอยู่ แล้วดับสูญไปตามกฏของพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ชีวิตคนเรา นั้นเป็นผลิตผลของธรรมชาติ บนพิภพ บนโลกนี้&#8230;.ก็ &#8220;โลกมนุษย์&#8221; ใบที่เราแย่งกันอยู่ แย่งกันกินนี่แหละ  มนุษย์ เกิดขึ้นจาก&#8221;กรรม&#8221;ของแต่ละคน ประกอบขึ้นด้วย กาย และ ใจ ภาษาพระท่านเรียกว่า &#8220;รูปธรรม-นามธรรม&#8221; กาย และ ใจ จึงต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลก ซึ่งก็คือ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในเมื่อกาย และ ใจ ซึ่งเป็นโครงสร้างของมนุษย์ต้องดำเนินไปตามกฏของธรรมชาติการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงต้องขึ้นอยู่กับธรรมชาติรอบๆตัวคือธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เพราะร่างกายของเราก็ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่นี่แหละ ส่ำสัตว์ทั้งหลายมันก็ดำรงชีวิตอยู่กับ ธรรมชาติ ตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บางครั้งเราก็ลืมๆไปเหมือนกันว่า ร่างกาย  สังขารของเราซึ่งเกิดจากท้องแม่มานั้นมันเป็นไปตามกฏธรรมชาติ  เป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดมา ตั้งอยู่  แล้วดับสูญไปตามกฏของพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ชีวิตคนเรา นั้นเป็นผลิตผลของธรรมชาติ บนพิภพ บนโลกนี้&#8230;.ก็ &#8220;โลกมนุษย์&#8221;  ใบที่เราแย่งกันอยู่ แย่งกันกินนี่แหละ  มนุษย์  เกิดขึ้นจาก&#8221;กรรม&#8221;ของแต่ละคน ประกอบขึ้นด้วย กาย และ ใจ  ภาษาพระท่านเรียกว่า &#8220;รูปธรรม-นามธรรม&#8221; กาย และ ใจ  จึงต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลก ซึ่งก็คือ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในเมื่อกาย และ  ใจ ซึ่งเป็นโครงสร้างของมนุษย์ต้องดำเนินไปตามกฏของธรรมชาติการเกิด แก่  เจ็บ ตาย จึงต้องขึ้นอยู่กับธรรมชาติรอบๆตัวคือธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ  เพราะร่างกายของเราก็ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่นี่แหละ</p>
<p>ส่ำสัตว์ทั้งหลายมันก็ดำรงชีวิตอยู่กับ ธรรมชาติ ตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ใช้ผลิตผลของธรรมชาติ ตั้งแต่  ที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค  มาตลอดชีวิตถ้าเป็นมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็ใช้ &#8220;ปัจจัยสี่&#8221;  จากธรรมชาติครบเลย  แต่มนุษย์ปัจจุบันกลับพยายามหนีธรรมชาติ หนีความจริง  หา&#8221;ธรรมชาติเทียม&#8221;มาเป็นที่พึ่งพิง อยู่ในโลกของเคมีวัตถุทั้งอาหาร  บรรยากาศติดยึดอย่างเหนียวแน่นกับโลกวัตถุซึ่งเต็มไปด้วยสารพิษ  หลงงมงายยึดเป็นค่านิยมจนวาระสุดท้าย ด้วยวิธีคิดเช่นนี้แหละจึงเป็น ที่มาของ&#8221;การคืนสู่ธรรมชาติ&#8221; (Back to Nature)  ของมนุษย์ที่เห็นผิดเป็นชอบทั้งหลาย กลับตัวกลับใจเร็วๆ..ยังไม่สายเกิน ไปเด้อ  !..พืชผลทางเกษตรเขายังพยายามเลิกใช้สารเคมีหันมาใช้สารชีวภาพซึ่งทำจาก ธรรมชาติล้วนๆ</p>
<p>และนี่ ก็คือที่มาของการรักษาโรคโดยการนำธรรมชาติบำบัดมาบูรณาการระบบการกินการอยู่ เสียใหม่เพื่อสร้างภูมิต้านโรค  ยุทธศาสตร์ 4อ.ซึ่งประกอบด้วย อารมณ์  อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย จึงเป็นไปตามแนวทางธรรมชาติบำบัด &#8220;ใจ&#8221; ด้วย  อารมณ์(พลังใจ)บำบัด&#8221;กาย&#8221;ด้วย อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย</p>
<h2>อ.ที่หนึ่ง  &#8220;อารมณ์&#8221;</h2>
<p>คนที่เป็นมะเร็งจำไว้เลย..&#8221;ห้ามเครียด&#8221;  ต้องทำตัวให้มีอารมณ์แจ่มใสเสมอ  ความเครียดนั้นทำให้ก่อเกิดอนุมูลอิสระซึ่งจะไปทำลายเซลล์ดีๆทั่วไป  คนที่มีความ โกรธ เกลียด ริษยา อาฆาต วิตกกังวล มองอะไรในแง่ร้าย  ต่อมหมวกไตจะสร้าง &#8220;สารบาป&#8221; ออกมาซึมเข้าโลหิต ไปออกฤทธิกับอวัยวะต่างๆเช่น   สาร  Adrenaline จะทำให้หัวใจเต้นแรง เส้นโลหิตหดเกร็ง ถ้าหดจนตีบตัน  หัวใจก็อาจจะวายเฉียบพลัน สาร Steroid  ถ้ามีจำนวนที่ผิดปกติอาจจะทำให้การหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหารผิดเพี้ยนได้  ถ้ามากไปน้ำย่อยก็จะไปกัดผนังด้านในกระเพาะอาหาร  ถ้าน้อยเกินไปก็จะทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย  สาร Lactic Acid  ถ้าเกิดขึ้นมากไปก็อาจไปทำลายความแข็งแรงของเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นอาวุธสำคัญ ของระบบภูมิคุ้มกัน</p>
<p>ในทางกลับกันถ้าบุคคลซึ่งมีจิตเป็นสัมมาทิฐิ  มีความเมตตาปราณี มองโลกในแง่ดี มีสติ สมาธิ จิตใจเบิกบาน  ต่อมใต้สมองก็จะสร้าง&#8221;สารบุญ&#8221; หรือ  สาร Endorphine  ออกมาเป็นประจำส่งผลให้กายใจเบาสบาย เกิดความปิติ กินได้นอนหลับ  เม็ดเลือดขาวก็จะแข็งแรง สร้างภูมิคุ้มกันได้สูง  ส่งผลให้เซลล์มะเร็งหยุดหรือลุกลามช้าลง</p>
<h2>อ.ที่สอง &#8220;อาหาร&#8221;</h2>
<p>อาหารในความหมายของธรรมชาติบำบัดนั้น คืออาหารที่เกิดจากกระบวนการผลิตจากธรรมชาติโดยตรง(Organic Food)  ยกตัวอย่างพืชผลที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีในการบำรุงเลี้ยงดู  และไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลง แต่จะใช้พวกชีวภาพแทน เช่นปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช  นอกจากนั้นเวลาที่แปรรูปก็ไม่ใช้กระบวนการทางเคมีใดๆ เช่น การฟอกขาว  การใส่สารเคมีเพิ่มสีสันหรือรสชาติใดๆทั้งสิ้น  สำหรับเนื้อสัตว์ก็ต้องไม่ใช้กระบวนการเคมีในการเลี้ยงดูจนถึงขั้นการแปรรูป เช่นเดียวกัน ไม่มีการขุนสัตว์ด้วยยาหรือที่มีส่วนผสมทางเคมี  ไม่มีการใส่สารเพิ่มสี  หรือใช้โซเดียมไนไตร์เพื่อยืดอายุเนื้อสัตว์ที่แปรรูปอันเป็นสาเหตุให้เกิด สารก่อมะเร็งได้</p>
<p>โดยสรุปแล้ว  อาหารสำหรับผู้ฟื้นฟูสุขภาพควรเป็นอาหารที่เป็นธรรมชาติ เช่น พืชผักผลไม้  นำมาต้ม นึ่ง หรือทานสดๆก็ยิ่งดี  หรือจะนำมาคั้นหรือปั่นก็จะเพิ่มความหลากหลายชวนให้บริโภคมากขึ้น  อาหารควรอย่างยิ่งที่จะปลอดสารพิษ ปรุงแต่งง่ายๆไม่สลับซับซ้อน  เช่นต้มแล้วเอาไปย่าง ต้มแล้วเอาไปอบ ให้มันเกิดภาวะเชิงซ้อนทางเคมี  แทนที่จะเป็นอะไรง่ายๆ เช่น เอาไปต้ม หรือเอาไปนึ่ง  ซึ่งจะไม่ทำให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์เกิดการแปลกแยกออกไป</p>
<p>นอกจากนั้นอาหารไม่ควรจะมีรสจัด เปรี้ยว  หวาน มัน เค็ม สารพัดรส  และประเภทหมูเห็ดเป็ดไก่ก็ควรจะลดลงบ้างเพื่อหนีห่างจากภาวะไขมันอุดตันใน หลอดเลือดหัวใจ ควรมาเน้นหนักที่พืชผักผลไม้(ที่ปลอดสารพิษ)  รวมทั้งธัญพืชต่างๆที่มีผลิตภัณฑ์มากมาย ทั้งถั่วงาทั้งหลาย สาหร่าย  นมถั่วเหลือง โปรตีนเกษตร รวมทั้งข้าวที่ไม่ขัดข้าว เช่น ข้าวกล้อง  ข้าวซ้อมมือ  อาหารธรรมชาติเช่นนี้นอกจากจะช่วยให้ระบบขับถ่ายไม่มีปัญหาแล้วยังช่วยลดการ สะสมสารพิษและไขมันที่ไปอุดตันในหลอดเลือดทั่วร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุของโรค ทั้งหลาย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ระบบหัวใจล้มเหลว จนกระทั่งมะเร็ง</p>
<p>ก็อยากจะชวนให้ละลดเนื้อสัตว์ที่มีไขมัน สูงและย่อยยาก เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เป็ดไก่ หันมาทานประเภทปลาบ้าง  โดยเฉพาะปลาทะเลเนื้อขาวซึ่งมีไขมันเลวต่ำ  แต่มีไขมันดี(Omega-3)ที่เป็นประโยชน์ ประเภทต่อไปนี้ก็ควรลดเหมือนกัน  คืออาหารที่อุดมด้วยไขมันและน้ำตาลทราย(ฟอกขาวด้วยสารเคมี) เช่น ขนมหวาน  ไอศกรีม เค้ก ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแป้งขัดขาว เช่น ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ฯลฯ  (เดี๋ยวนี้มีเส้นก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น ขนมจีน  และขนมปังที่ไม่ได้ทำจากแป้งขัดขาวแล้ว)  อีกประเภทหนึ่งที่ควรจะลดหรือเลิกไปเลยก็คือประเภทที่มีไขมันเชิงเดี่ยวหรือ ไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ กะทิ น้ำมันพืชบางชนิด  อาหารที่ใช้ สำหรับธรรมชาติบำบัดนี้มีแหล่งข้อมูลให่ศึกษามากมาย โดยเฉพาะกลุ่มชีวจิต  และชมรมมังสวิรัติทั้งหลาย</p>
<h2>อ.ที่สาม &#8220;อากาศ&#8221;</h2>
<p>การที่ผู้ป่วยที่ต้องการบำบัดพักฟื้นต้อง มาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีปัญหาเรื่องมลภาวะนั้นเท่ากับเป็นการเพิ่มปัจจัย เสี่ยงยิ่งขึ้นไปอีก  ความจริงไม่ต้องผู้ป่วยหรอกครับคนปกติทั้งหลายที่สูดอากาศที่ปนเปื้อนสารพิษ ทั้งหลายเข้าไปทุกวันก็แย่แล้ว  เพราะเท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนสารพิษเข้าไปสะสมในร่างกาย  ดอกเบี้ยที่ได้ก็คืออนุมูลอิสระที่จะไปทำลายเซลล์ดีๆ  ไปทำลายเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System)  ที่ปกป้องโรคภัยไข้เจ็บที่จะเข้ามาเบียดเบียนชีวิต</p>
<p>แต่ในทางกลับกันถ้าผู้ป่วยอยู่ในสภาพ อากาศที่บริสุทธิ์ปลอดสารพิษ ก็จะเป็นการลดภาวะเสี่ยงดังกล่าวไปได้  ยิ่งถ้าได้อยู่ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดีก็เหมือนกับว่าได้ยาอายุวัฒนะ ประมาณนั้นเลย เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายเป็นเขตปลอดสารพิษแล้ว  ทางด้านจิตใจก็จะเกิดความสดใส กระปรี้กระเปร่า กระชุ่มกระชวย  สุขภาพกายก็จะดี สุขภาพจิตก็จะดีเช่นกัน&#8230;. ทำให้เชื้อโรคมันอดอยากปากแห้ง  ไม่อยากอยู่กับเร</p>
<h2>อ.ที่สี่ &#8220;ออกกำลังกาย&#8221;</h2>
<p>การออกกำลังกายในความหมายของธรรมชาติ บำบัด โดยเฉพาะเพื่อการรักษาโรค เบาหวาน แล ะมะเร็ง ควรเป็นแบบ Aerobic  คือการออกกำลังกายกลางแจ้ง ใช้เวลาอย่างต่อเนื่องทำซ้ำๆให้เหงื่อออกชุ่มตัว  เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือเต้นแอโรบิค จะได้ผลมากกว่า ไปเล่นกอล์ฟ  หรือโยนโบว์ลิ่ง รวมทั้งการออกกำลังกายในที่อากาศไม่สามารถถ่ายเทได้ดี  หรือในห้องที่เราไม่สามารถสูดอากาศที่บริสุทธิ์เข้าปอดขนะที่กำลังใช้พลัง  เหตุที่ควรจะสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ปอดนั้นก็เพราะกระบวนการเคมีในร่างกาย  เช่น การเผาผลาญสารอาหารให้เป็นพลังงาน( Metabolism )  จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์ที่ไม่ปนเปื้อนสารพิษ  การออกกำลังกายที่ดีควรทำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงเพื่อให้ เหงื่อขับสารพิษที่ตกค้างในร่างกายออกมาบ้าง  และช่วยให้ปอดใช้ออกซิเจนใหม่ๆสดๆที่สูดจากกลางแจ้งนำไปฟอกเลือดดำให้เป็น เลือดแดงส่งต่อให้หัวใจได้ทำหน้าที่สูบฉีดไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายอย่างมี ประสิทธิภาพ การออกกำลังกายที่ถึงระดับที่เรียกว่า Peak  จะทำให้ร่างกายหลั่งสาร Growth Hormone  ออกมาจากต่อมใต้สมองทำให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า  เหมือนได้น้ำทิพย์มาโชลมร่างกายและจิตใจ  อีกทั้งเป็นการสร้างภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ เป็นยาอายุวัฒนะอีกขนานหนึ่ง</p>
<p>สรุป ตรงนี้ได้เลยว่า การบำบัดรักษาโรคมะเร็งโดยการใช้&#8221;ยุทธศาสตร์ 4อ.&#8221;นี้  มีแต่ได้ ไม่มีเสีย มีแต่กำไร ไม่มีขาดทุน อย่างมากก็เสมอตัว  ถ้าท่านทำได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่มีผลข้างเคียง  เพราะกระบวนการทั้งหมดเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ไม่ใช่&#8221;ธรรมชาติเทียม&#8221;  หรืออะไรที่เป็นสารเคมีทั้งหลายในรูปยา หรืออาหารที่ถูกดัดแปลงรสชาติ สีสัน  รวมทั้งการยืดอายุการบริโภค</p>
<p>การบำบัดโดยธรรมชาติไม่จำเป็นต้องลงทุนเสียเงินเสียทองสิ้น เปลืองมากมายเหมือนวิธีอื่นๆ เป็นสิ่งที่เรียกว่าการแพทย์ทางเลือก  (Alternative Medicine)  ซึ่งสามารถดำเนินวิธีรักษาควบคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบันได้ เช่น  การใช้สมุนไพร การฝังเข็ม การนวด การกดจุด วารีบำบัด การใช้พลังจิต หรือ  พลังจักรวาล ซึ่งเป็นแนวทางธรรมชาติบำบัดเช่นเดียวกัน.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/4%e0%b8%ad-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีง่ายๆต่อสู้กับมะเร็ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Aug 2010 12:02:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=548</guid>
		<description><![CDATA[วิธีการรักษามะเร็งแบบธรรมชาติง่ายๆ 4 ข้อ ดังนี้ จิตใจ ต้องสู้ อาหารงดเว้นเนื้อสัตว์ แล้วหันมารับประทานอาหารที่มะเร็งไม่รับประทาน 15 ชนิด ได้แก่ ธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้อง , ข้าวม้ง ,ข้าวบาเล่ย์ , ข้าวสาลี, และลูกเดือย นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้า ผักผลไม้ 10 ชนิด ได้แก่หอมหัวใหญ่ ,มันฝรั่ง,หรือมันเทศ ,กล้วยน้ำว้าสุก (8 ลูก/วัน),ฟักทอง,  ข้าวโพดหวาน ,ยอดแค ,ถั่วพู(2ชนิดนี้ห้ามขาด),บลอคโคลี่หรือกะหล่ำดอก ,ถั่วหวาน และคะน้าฮ่องกง(ผักผลไม้ 5 ชนิดแรกใช้นึ่ง) นำทั้ง 10 ชนิด หั่นเป็นชิ้นๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อย จากนั้นนำมารับประทานหนัก 1 กก./วันกับธัญพืช อาบน้ำร้อนสลับเย็นหรือเย็นสลับร้อนอย่างละ 2 นาที รวมเวลา 10 นาที 1 ครั้ง/วัน เตรียมน้ำร้อนโดยใช้เครื่องทำน้ำร้อน เตรียมน้ำเย็นโดยหาถังน้ำใส่น้ำแข็งแล้วอาบร้อนจัดและเย็นจัดเท่าที่ร่างกายทนได้ ภูมิต้านทานโรคทั้งสิ้น 2 จำพวก จะถูกกระตุ้นขึ้นมาทำหน้าที่อย่างแข็งขัน การออกกำลังกาย เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 45 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วิธีการรักษามะเร็งแบบธรรมชาติง่ายๆ 4 ข้อ ดังนี้</strong></p>
<ol>
<li>จิตใจ ต้องสู้</li>
<li>อาหารงดเว้นเนื้อสัตว์ แล้วหันมารับประทานอาหารที่มะเร็งไม่รับประทาน 15 ชนิด ได้แก่
<ul>
<li>ธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้อง , ข้าวม้ง ,ข้าวบาเล่ย์ , ข้าวสาลี, และลูกเดือย นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้า</li>
</ul>
<ul>
<li>ผักผลไม้ 10 ชนิด ได้แก่หอมหัวใหญ่ ,มันฝรั่ง,หรือมันเทศ ,กล้วยน้ำว้าสุก (8 ลูก/วัน),ฟักทอง,  ข้าวโพดหวาน ,ยอดแค ,ถั่วพู(2ชนิดนี้ห้ามขาด),บลอคโคลี่หรือกะหล่ำดอก ,ถั่วหวาน และคะน้าฮ่องกง(ผักผลไม้ 5 ชนิดแรกใช้นึ่ง) นำทั้ง 10 ชนิด หั่นเป็นชิ้นๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อย จากนั้นนำมารับประทานหนัก 1 กก./วันกับธัญพืช</li>
</ul>
</li>
<li>อาบน้ำร้อนสลับเย็นหรือเย็นสลับร้อนอย่างละ 2 นาที รวมเวลา 10 นาที 1 ครั้ง/วัน เตรียมน้ำร้อนโดยใช้เครื่องทำน้ำร้อน เตรียมน้ำเย็นโดยหาถังน้ำใส่น้ำแข็งแล้วอาบร้อนจัดและเย็นจัดเท่าที่ร่างกายทนได้ ภูมิต้านทานโรคทั้งสิ้น 2 จำพวก จะถูกกระตุ้นขึ้นมาทำหน้าที่อย่างแข็งขัน</li>
<li>การออกกำลังกาย เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 45 นาที/ วัน</li>
</ol>
<p>ข้อมูลจาก : FWD เมล์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์และความเป็นพิษของหญ้าปักกิ่งต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jun 2010 19:22:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[เม็ดเลือดขาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=139</guid>
		<description><![CDATA[สาคร พรประเสริฐ, วท.ม.,1 ขนิษฐา พันธุรี, วท.บ,2 อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ, Ph.D.2 1ภาควิชาจุลทรรศนศาสตร์คลินิก คณะเทคนิคการแพทย์, 2ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บทคัดย่อ ปัจจุบันหญ้าปักกิ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาโรคมะเร็งใน ประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบฤทธิ์ในการต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยนำหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยน้ำ หรือเอทธานอลร้อยละ 80 ที่ความเข้มข้นต่างๆ (50-400 มคก./มล.) มาทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งเซลล์และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ด เลือดขาว 5 ชนิด [Promyelocytic leukemia (HL60), T-cell leukemia (Molt 4), B-cell leukemia (Daudi), Monocytic leukemia (U937) และ Erythroleukemia (K562)] พบว่า หญ้าปักกิ่งทั้งที่สกัดด้วยน้ำ และเอทธานอลร้อยละ 80 ในทุกความเข้มข้นไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์ และไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวทุกชนิดที่นำมาทดสอบ เชียงใหม่เวชสาร 2544;40(4):195-203. หญ้าปักกิ่ง [Murdannia loriformis [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="right">สาคร พรประเสริฐ, วท.ม.,1 ขนิษฐา พันธุรี, วท.บ,2 อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ, Ph.D.2</p>
<p align="right">1ภาควิชาจุลทรรศนศาสตร์คลินิก คณะเทคนิคการแพทย์, 2ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p>
<p>ปัจจุบันหญ้าปักกิ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาโรคมะเร็งใน ประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบฤทธิ์ในการต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยนำหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยน้ำ หรือเอทธานอลร้อยละ 80 ที่ความเข้มข้นต่างๆ (50-400 มคก./มล.) มาทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งเซลล์และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ด เลือดขาว 5 ชนิด [Promyelocytic leukemia (HL60), T-cell leukemia (Molt 4), B-cell leukemia (Daudi), Monocytic leukemia (U937) และ Erythroleukemia (K562)] พบว่า หญ้าปักกิ่งทั้งที่สกัดด้วยน้ำ และเอทธานอลร้อยละ 80 ในทุกความเข้มข้นไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์ และไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวทุกชนิดที่นำมาทดสอบ เชียงใหม่เวชสาร 2544;40(4):195-203.</p>
<p>หญ้าปักกิ่ง [Murdannia loriformis (Hassk); Rolla Rao et Kammathy] เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่อยู่ในวงศ์ Commelinaceae มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนแถบสิบสองปันนา ได้มีการนำเข้าและปลูกทั่วไปในประเทศไทย สรรพคุณทางยาของหญ้าปักกิ่งพบว่าในประเทศจีนใช้รักษาอาการเกี่ยวกับโรคในระบบทางเดินหายใจ(1-2) ในประเทศไทยเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา พบว่าผู้ป่วยมะเร็งได้ใช้น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่งทั้งต้นมาดื่ม เพื่อรักษาและบรรเทาอาการของโรค บางรายใช้หญ้าปักกิ่งร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบันเพื่อช่วยลดผลข้างเคียง มีรายงานผู้ป่วยมะเร็งที่ได้ใช้หญ้าปักกิ่งรักษาตนเองได้แก่ ผู้ป่วยมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งมดลูก มะเร็งปากมดลูก มะเร็งโพรงจมูก มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งม้าม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งกระดูก เนื้องอกในสมอง และมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น(2) จากการศึกษาของ Jiratcha-riyakul พบสารที่สกัดจากหญ้าปักกิ่งชนิด glyco-sphingolipid มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง เต้านมและมะเร็งลำไส้ ในหลอดทดลองได้(3)</p>
<p><span id="more-139"></span>มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) เป็นกลุ่มโรคที่มีการสร้างหรือเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดตัวอ่อน (blast cells) หรือเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวแก่ (mature leukocyte) มากผิดปกติ ซึ่งเกิดได้ทั้งในไขกระดูกและในกระแสเลือด(4) ปัจจุบันพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ในปัจจุบันเอื้ออำนวยให้ เกิดเป็นโรคได้ง่าย ถึงแม้จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นแต่แนวทางในการรักษายังคงกระทำด้วยวิธีเดิม ซึ่งได้แก่ การใช้รังสีรักษา เคมีบำบัด และการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวนอกจากผู้ป่วยต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากแล้ว บางครั้งอาจให้ผลได้ไม่เต็มที่ ดังเห็นได้จากสถิติการตายของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวยังคงมากเช่น เดิม(5) ดังนั้นแนวคิดที่จะใช้สมุนไพรมาช่วยรักษาโรคมะเร็งชนิดนี้จึงเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามข้อมูลที่เกี่ยวกับฤทธิ์ของสมุนไพรแต่ละชนิดต่อการต้านเซลล์ มะเร็งเม็ดเลือดขาวยังมีอยู่น้อย การศึกษาครั้งนี้ทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดหญ้าปักกิ่งต่อการต้านเซลล์มะเร็ง เม็ดเลือดขาว โดยนำหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยน้ำหรือเอทธานอล ที่ความเข้มข้นต่างๆ กัน มาทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งเซลล์ และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ผลการทดลองที่ได้อาจมีส่วนช่วยสนับสนุนหรือเป็นแนวทางส่งเสริม มีการพัฒนาวิธีการใช้สารสกัดหญ้าปักกิ่งเพื่อรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวใน ลำดับต่อไป</p>
<p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong></p>
<p><strong>การเตรียมสารสกัดหญ้าปักกิ่ง</strong></p>
<p>นำหญ้าปักกิ่ง (Murdannia loriformis) ที่ปลูกในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ทั้งต้นมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นจนละเอียด แล้วนำไปสกัดด้วยน้ำ หรือเอทธานอลร้อยละ 80 โดยใช้อัตราส่วนของหญ้าปักกิ่งจำนวน 100 ก. ต่อน้ำกลั่น 200 มล. หรือเอทธานอลร้อยละ 80 จำนวน 1,000 มล. กวนสารสกัดนาน 4 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง แยกส่วนกากออกแล้วกรองด้วยกระดาษกรอง Whatman เบอร์ 1 สำหรับสารที่สกัดด้วยน้ำก่อนกรองต้องนำไปปั่นที่ 5,000 xg นาน 15 นาที จากนั้นนำส่วนใสที่ได้จากการสกัดทั้งสองวิธีมาทำให้แห้งด้วยเครื่อง vacuum rotatory evaporator และ lyophilyzer ตามลำดับ ผงสกัดแห้งที่ได้จากการสกัดด้วยน้ำและเอทธานอลร้อยละ 80 จะนำมาละลายกลับในน้ำกลั่น หรือ DMSO ตามลำดับ(6) ปรับความเข้มข้นของสารสกัดเป็น 5 มคก./มล.แล้วนำมาทำให้ปราศจากเชื้อโดยกรองผ่าน millipore mem-brane filter ขนาด 0.2 มคม. พร้อมทั้งทดสอบการปราศจากเชื้อบนวุ้นเลี้ยงเชื้อชนิดผสมเลือด จากนั้นแบ่งสารสกัดใส่ขวดๆ ละ 1 มล. เก็บที่ -20 Oซ จนกว่าจะใช้งาน</p>
<p>Leukemic cell lines</p>
<p>Leukemic cell lines ที่ใช้ตลอดการทดลองมี 5 ชนิดคือ Promyelocytic leukemia (HL60), T-cell leukemia (Molt4), B-cell leukemia (Daudi), Monocytic leukemia (U937) และ Erythro-leukemia (K562) ซึ่งเมื่อจัดประเภทตาม French American British (FAB) Classification จะทำให้ได้ชนิดของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวครบทุกชนิด ยกเว้นชนิด Megaka-ryo-blastic leukemia ซึ่งพบผู้ป่วยได้น้อยมาก(4) เซลล์ทั้งหมดจะเลี้ยงใน completed RPMI-1640 (RPMR-1640 ที่มี10% FCS) พร้อมทั้งอบที่อุณหภูมิ 37 Oซ ในสภาวะที่มี CO2 ร้อยละ 5 ความชื้นมากกว่าร้อยละ 90 การเปลี่ยนอาหารเลี้ยงเซลล์ทำทุกสามวัน</p>
<p><strong>ทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดหญ้าปักกิ่งต่อการยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็ง</strong></p>
<p>นำ leukemic cell lines ที่เลี้ยงไว้มาปั่นล้างหนึ่งครั้งด้วย RPMI-1640 ที่ความเร็ว 400 g นาน 10 นาที จากนั้นปรับจำนวนเซลล์เป็น 1.0 x 106 เซลล์/มล. ด้วย completed RPMI-1640 แล้วเติม 100 มคล. ของเซลล์ลงใน 96-well flat-bottom culture plate ที่มีสารสกัดหญ้า ปักกิ่งซึ่งได้จากการสกัดด้วยน้ำหรือเอทธานอลร้อยละ 80 โดยให้ความเข้มข้นของสารสกัดภายหลังการปรับปริมาตรสุดท้ายเป็น 200 มคล. ด้วย completed RPMI-1640 เป็น 0, 50, 100, 125, 150, 200, 300 และ 400 มคก./มล. การทดลองที่ความเข้มข้นของสารสกัดหนึ่งๆ จะทำสามหลุมซ้ำกัน นำเซลล์ไปเลี้ยงที่อุณหภูมิ 37 Oซ ในสภาวะที่มี CO2 ร้อยละ 5 ความชื้นมากกว่าร้อยละ 90 นาน 24 ชั่วโมง ก่อนการเก็บเซลล์ 1 ชั่วโมงจะเติม tritiated-thymidine 0.2 ไมโครคูรี/หลุม (5.0 Ci/mmol; Amersham pharmacia biotech) เมื่อครบเวลาทำการเก็บเซลล์ด้วยเครื่อง cell harvester TOMTEC จากนั้นปล่อย glass filter ให้แห้งที่อุณหภูมิห้องนาน 24 ชั่วโมง นำมาเติม liquid scintillation fluid จำนวน 5 มล. และวัดปริมาณสารรังสีด้วยเครื่อง b-counter (LBK, WALLAC) หน่วยที่วัดได้เป็น count per minute (cpm) นำค่า cpm ที่ได้มาคำนวณหาค่า การยับยั้งการแบ่งเซลล์ (% inhibition) โดยใช้สูตรที่แสดง</p>
<p>สูตรการคำนวณ % inhibition = cpm ในสภาวะที่ไม่มีสารสกัด &#8211; cpm ในสภาวะที่มีสารกสัด x 100</p>
<p>cmp ในสภาวะที่ไม่มีสารสกัด</p>
<p><strong>ทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดหญ้าปักกิ่งต่อเซลล์มะเร็ง</strong></p>
<p>ทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดหญ้า ปักกิ่งต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยเติมสารสกัดหญ้าปักกิ่งที่ความเข้มข้น 0, 50, 100, 125, 150, 200, 300 และ 400 มคก./มล. ลงในอาหารที่ใช้เลี้ยงเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว จากนั้นเพาะเลี้ยงเซลล์ตามเวลาและสภาวะที่กล่าวถึงในขั้นต้น เมื่อครบเวลาทำการตรวจนับจำนวนเซลล์ทั้งหมดด้วยน้ำยา white cell diluting fluid พร้อมทั้งนับจำนวนเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยวิธี trypan blue exclusion และศึกษาลักษณะการตายของเซลล์โดยย้อมสี propidium iodide และย้อมหา phosphatidylserine บนผิวเซลล์ด้านนอกด้วย annexin V จากนั้นจึงนำมาตรวจด้วยเครื่อง flow cytometer</p>
<p><strong>การวิเคราะห์ทางสถิติ</strong></p>
<p><strong>การเปรียบเทียบข้อมูลทางสถิติระหว่างชุดทดลองกับชุดควบคุมจะใช้ student&#8217;s t -test โดยจะมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ค่า p&lt;0.05</strong></p>
<p><strong>ผลการศึกษา</strong></p>
<p>จากการทดลองหากกำหนดความสามารถในการยั้บยั้งการแบ่งเซลล์ของสารสกัดหญ้าปักกิ่งในระดับตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไปให้ถือว่าเป็นการยับยั้งที่แท้จริง พบว่าสารสกัดหญ้าปักกิ่งทั้งที่ได้จากการสกัดด้วยน้ำ และเอทธานอลร้อยละ 80 ที่ความเข้มข้นตั้งแต่ 50 ถึง 400 มคก./มล. ไม่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promyelocytic leukemia (HL60), T-cell leukemia (Molt4), B-cell leukemia (Daudi), Monocytic leukemia (U937) และ Erythroleukemia (K562) ได้ (รูปที่ 1 และ 2) โดยหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอล ขนาดความเข้มข้น 400 มคก./มล. จะให้ค่าเปอร์-เซ็นต์ยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promyelocytic leukemia (HL60) และ T-cell leukemia (Molt4) ที่มีค่าสูงสุดเท่ากับร้อยละ 23.10 และ 18.49 ตามลำดับ (รูปที่ 2) เนื่องจากหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอลสามารถยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promye-lo-cy-tic leukemia (HL60) ได้สูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ ดังนั้นจึงนำสารสกัดและเซลล์ชนิดดังกล่าวมาทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดที่มีต่อเซลล์ ปรากฏว่าที่ทุกความเข้มข้นไม่มีผลทำให้จำนวนเซลล์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกลุ่มเซลล์ในชุดควบคุม (p&gt;0.05) นอกจากนี้จำนวนเซลล์ที่มีชีวิตอยู่ในแต่ละความเข้มข้นของสารสกัดยังมากกว่าร้อยละ 95 (ตารางที่ 1) เมื่อศึกษาลักษณะการตายของเซลล์โดยย้อมสี propidium iodide และย้อมหา phosphati-dylserine บนผิวเซลล์ด้านนอกด้วย annexin V พร้อมทั้งตรวจด้วยเครื่อง flow cytometer พบว่าในภาวะที่เซลล์ Promye-locytic leukemia (HL60) ไม่ถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่ง มีเซลล์ตายแบบ necrosis ร้อยละ 7.03 และในสภาวะที่ถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่งที่ความเข้มข้น 400 มคก./มล. จำนวนเซลล์ที่เกิดการตายแบบ necrosis เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 23.83 ในสารสกัด lot number ที่ 1 และร้อยละ 39.95 ในสารสกัด lot number ที่ 2 (ดังแสดงในรูปที่ 3ก, 3ข และ 3ค ตามลำดับ)</p>
<p>รูปที่ 1. แสดงฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวของหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยน้ำ</p>
<p>รูปที่ 2. แสดงฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวของหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอล</p>
<p>ตารางที่ 1.แสดงฤทธิ์ของหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอลต่อการยับยั้งการแบ่งเซลล์และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promyelocytic leukemia (HL60)</p>
<p>รูปที่ 3. แสดงจำนวนและลักษณะการตายของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promyelocytic leukemia (HL60) เมื่อถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอล ความเข้มข้น 400 มคก./มล.ก, เซลล์มะเร็งที่ไม่ถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่ง ข, เซลล์มะเร็งที่ถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่ง Lot. ที่ 1. ค, เซลล์มะเร็งที่ถูกกระตุ้นด้วยหญ้าปักกิ่ง Lot, ที่ 2.</p>
<p><strong>วิจารณ์</strong></p>
<p>จากการทดลองจะเห็นว่าสารสกัดหญ้าปักกิ่งทั้งที่ได้จากการสกัดด้วยน้ำและ เอทธานอลร้อย ละ 80 ไม่มีฤทธิ์ยั้บยั้งการแบ่งเซลล์และไม่มีความเป็นพิษกับเซลล์มะเร็งเม็ด เลือดขาวทุกชนิดที่นำมาทดสอบ ถึงแม้หญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอลร้อยละ 80 ที่ความเข้มข้น 400 มคก./มล.สามารถยับยั้งการแบ่งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Promyelocytic leukemia (HL60) และ T-cell leukemia (Molt 4) ได้ถึงร้อยละ 23.10 และ 18.49 ตามลำดับ และกระตุ้นให้ Promyelocytic leukemia (HL60) เกิดการตายแบบ necrosis ได้สูงสุดถึง ร้อยละ 39.95 ผลที่ได้ยังถือว่าเป็นค่าที่ต่ำ นอกจากนี้แม้จะเพิ่มความเข้มข้นของสารสกัดเป็น 500 มคก./มล. ยังไม่มีผลทำให้จำนวนเซลล์มะเร็งลดลงหรือมีจำนวนเซลล์มะเร็งตายเพิ่มขึ้น การทดลองครั้งนี้ให้ผลสอดคล้องกับผลการวิจัยของสถาบันมะเร็ง โดยพบว่าน้ำคั้นสดของหญ้าปักกิ่งไม่มีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็ง และเนื่องจากไม่พบฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งโดยตรงของสารสกัดหญ้าปักกิ่ง ดังนั้นจึงได้ตั้งสมมุติฐานว่าการที่หญ้าปักกิ่งสามารถทำลายเซลล์มะเร็งใน ผู้ป่วยหรือในสัตว์ทดลองได้นั้นอาจเนื่องมาจากหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ในการ กระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกาย (immunomo-dula-tor) ทั้งทาง cell mediated immunity (CMI) และ humoral mediated immunity (HMI) ให้มีการทำลายเซลล์มะเร็งได้มากยิ่งขึ้น(7) จากการศึกษาของ Jiratchariyakul พบว่าสาร glyco-sphingo-lipid คือ 1-b-O-D-glucopyranosyl-2-(2ข-hydroxy-6ข-ene-cosamide)-sphingosine ซึ่งได้จากการนำผงสมุนไพรหญ้าปักกิ่งมาสกัดด้วยเอทธานอล แล้วแยกส่วนด้วย Diaion HP20 คอลัมน์ มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งเต้านม (BT474) และมะเร็งลำไส้ของคน (SW620) ได้ โดยการใช้ความเข้มข้นของสารสกัดเพียง 16 มคก./มล. จะทำให้เซลล์มะเร็งตายประมาณร้อยละ 50(3) ผลการทดลองที่ไม่สอดคล้องกัน อาจเนื่องมาจากการทดลองในครั้งนี้ใช้ crude extraction ของหญ้าปักกิ่งมาทดสอบ ดังนั้นปริมาณสารที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งโดยเฉพาะ glyco-sphingo-lipid อาจมีจำนวนน้อยจึงไม่สามารถแสดงฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์ และความเป็นพิษต่อเซลล์ให้เห็นได้อย่างชัดเจนแม้ใช้สารสกัดในเข้มข้นสูง (400 มคก./มล.) จากการศึกษาของ Thiele พบว่า glycosphingolipid เป็นไขมันที่มีความเป็นขั้วสูง แตกต่างจากไขมันชนิดอื่นตรงที่สามารถละลายได้ในน้ำและจัดเป็นองค์ประกอบที่ สำคัญของเยื้อหุ้มเซลล์ พบมากที่เซลล์สมอง เซลล์ระบบประสาท และอวัยวะอื่นๆ เช่น เม็ดเลือดแดง ไต ม้าม รก ซีรั่ม และ ตับ โดยปกติ glycosphingolipid จะมีบทบาทในปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ glyco-sphingo-lipid ที่แยกได้จากเซลล์มะเร็งจะมีความแตกต่างจากเซลล์ปกติ แต่อาจมีความคล้ายคลึงกับ glycosphingo- -li-pid ที่สกัดได้จากหญ้าปักกิ่ง ดังนั้นในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยหญ้าปักกิ่งจึงอาจมีภูมิต้าน ทานต่อ glycosphingoli-pid ที่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ (3,8) ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยมะเร็งที่ใช้หญ้าปักกิ่งรักษาตนเองมีจำนวนเพิ่มมาก ขึ้นและส่วนใหญ่มีแนวโน้มว่าการรักษาได้ผลดี(7) อย่างไรก็ตามกลไกการออกฤทธิ์ของสารสกัดหญ้าปักกิ่งต่อการต้านเซลล์มะเร็ง ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน นอกจากนี้ผลกระทบข้างเคียงที่อาจเกิดกับร่างกายภายหลังได้รับหญ้าปักกิ่ง ยังไม่มีการติดตามและศึกษากันอย่างจริงจัง จากการศึกษาถึงความเป็นพิษเฉียบพลันของหญ้าปักกิ่งพบว่าน้ำคั้นจากหญ้า ปักกิ่งไม่ทำให้เกิดความผิดปกติในด้านการเจริญเติบโต เคมี เลือด และพยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญในหนูขาว ค่า LD50 ในหนูขาวมากกว่า 120 ก./กก.น้ำหนักหนู ซึ่งคิดเป็น 300 เท่าของขนาดที่ใช้รักษาในคน(9) และการให้หนูขาวกินน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งขนาดความเข้มข้น 2.8, 7.0 และ 14 ก./กก.น้ำหนักหนู ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณที่ใช้ในคน เป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน 3 เดือน ไม่ทำให้เกิดพิษเรื้อรัง(10) การตรวจไม่พบพิษของหญ้าปักกิ่ง ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยน้ำ สำหรับการสกัดด้วยเอทธานอล ธีระ ชีโวนรินทร์, วิริยา เจริญคุณธรรม และ Vinitketkumnuen พบว่าหญ้าปักกิ่งที่สกัดด้วยเอทธานอลสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดเอนไซม์ที่ย่อย สลาย และลดการเกิดอนุมูลอิสระ แต่ขณะเดียวกันอาจเหนี่ยวนำให้เกิดเอนไซม์อื่นๆ ที่เร่งการก่อกลายพันธุ์ได้(6,11,12) นอกจากนี้ Punturee พบสารสกัดหญ้าปักกิ่งที่ได้จากการสกัดด้วยเอทธานอลที่ความเข้มข้น 100-200 มคก./มล.สามารถแสดงความเป็นพิษต่อ PBMC ของคนปกติทั้งในสภาวะที่ถูกและไม่ถูกกระตุ้นด้วย mitogen (Phyto-hemagglu-tinin และ Pokeweed mitogen)(13) จะเห็นว่าข้อมูลการศึกษาที่เกี่ยวกับหญ้าปักกิ่งยังไม่มีความชัดเจน ทั้งนี้เพราะฤทธิ์ในการต้านเซลล์มะเร็งของหญ้าปักกิ่งอาจขึ้นกับปัจจัยหลาย ชนิด ได้แก่ กรรมวิธีในการสกัดสาร อายุของหญ้าปักกิ่ง สถานที่เพาะปลูก และฤดูกาล เป็นต้น ดังนั้นก่อนที่จะนำสารสกัดหญ้าปักกิ่งหรือสมุนไพรอื่นมาใช้รักษาโรคจะต้อง มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังเพื่อให้มีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน ตลอดจนพัฒนารูปแบบการใช้ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น</p>
<p><strong>กิตติกรรมประกาศ</strong></p>
<p>ขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์ ดร. วัชระ กสิณฤกษ์ ภาควิชาภูมิคุ้มกันวิทยา คณะเทคนิคการแพทย์ และ แพทย์หญิง ดร. รัตนา บรรเจิดพงศ์ชัย ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ให้ความอนุเคราะห์ Leukemic cell lines ขอขอบคุณสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ให้ความอนุเคราะห์เครื่อง cell harvester และเครื่อง b-counter</p>
<p>เอกสารอ้างอิง</p>
<p>1. นันทวัน บุณยะประภัศร, อรนุช โชคชัยเจริญพร. (บรรณาธิการ). สมุนไพร. ไม้พื้นบ้าน. กรุงเทพฯ: คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2543.</p>
<p>2. วีณา จิรัจฉริยากูล. สารต้านมะเร็งจากหญ้าปักกิ่ง. จุลสารข้อมูลสมุนไพร 2542;16:10-3.</p>
<p>3. Jiratchariyakul W, Okabe H, Moongkrandi P, Frahm AW. Cytotoxic glycosphinglipid from Murdannia loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy. Thai J Phytopharm 1998;5:10-20.</p>
<p>4. สาคร พรประเสริฐ. (บรรณาธิการ). มะเร็งเม็ดเลือดขาว. เชียงใหม่: ส. ทรัพย์การพิมพ์, 2542.</p>
<p>5. Levi F, Lucchini F, Negri E, Barbui T, La Vecchai C. Trends in mortality from leukemia in subsequent age groups. Leukemia 2000;14: 1980-5.</p>
<p>6. ธีระ ชีโวนรินทร์, อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ, Wild CP. ผลของสารสกัดจากตะไคร้และหญ้าปักกิ่งต่อระดับอะฟลาทอกซินบีหนึ่ง-อัลบูมิ นแอดดักส์ ในหนูขาวที่ได้รับอะฟลาทอกซินบีหนึ่ง. เชียงใหม่-เวชสาร 2541;37:11-9.</p>
<p>7. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. หญ้าปักกิ่ง. การสัมมนาสมุนไพรกับมะเร็งครั้งที่ 1; ตึกดำรงนิราดูล. กรุงเทพฯ: สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, 2531.</p>
<p>8. Thiele OW. Lipids. Isoprenoide mit steroiden. Stuttgart: Georg Thieme Verlag 1979: 184-8.</p>
<p>9. พิมลวรรณ ทัพยุทธพิจารณ์, วัลลา งามนัฐจินดา, พรรณี พิเดช. การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว. สารศิริราช 2533;43: 458-63.</p>
<p>10. พิมลวรรณ ทัพยุทธพิจารณ์, เพียงจิต สัตตบุศย์, พรรณี พิเดช. พิษเรื้อรังของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว. สารศิริราช 2534;43:529-33.</p>
<p>11. วิริยา เจริญคุณธรรม, ปรัชญา คงทวีเลิศ, อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ. การเหนี่ยวนำเอนไซม์ดีทีไดอะฟอเรส โดยสารสกัดจากหญ้าปักกิ่ง ใบมะกรูด และตะไคร้. เชียงใหม่เวชสาร 2537;33:71-7.</p>
<p>12. Vinitketkumnuen U, Charoenkunathum W, Kongtawelert P, Lertprasertsuke N, Picha P, Matsushima T. Antimutagenicity and DT-diaphorase inducer activity of Thai medicinal plant, Murdannia loriformis. J Herbs Spices Med Plants 1996;4:45-52.</p>
<p>13. Punturee K, Kasinrerk W, Wild CP, Vinitketkumnuen U. Immunomodulatory effect of Thai medicinal plants on the mitogen stimulated proliferation of human peripheral blood mononuclear cells in vitro. Proceedings of Takeo Wada cancer research symposium. 2000 Nov 30-Dec 1; Chiang Mai: Chaing Mai University, 2000. p.62-4.</p>
<p>ANTI-PROLIFERATIVE AND CYTOTOXIC EFFECTS OF</p>
<p>MURDANNIA LORIFORMIS ON LEUKEMIC CELL LINES</p>
<p>Sakorn Pornprasert, M.Sc.,1 Khanittha Punturee, B.Sc.,2 Usanee Vinitketkumneun, Ph.D.,2</p>
<p>1Department of Clinical Microscopy, Faculty of Associated Medical Science,</p>
<p>2Department of Biochemistry, Faculty of Medicine, Chiang Mai University,</p>
<p>Chiang Mai, Thailand</p>
<p><strong>แหล่งข้อมูล :</strong> <a href="http://www.medicine.cmu.ac.th/secret/edserv/journal/40(4)/sakorn.htm" target="_blank">http://www.medicine.cmu.ac.th/secret/edserv/journal/40(4)/sakorn.htm</a></p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-thumbnail wp-image-141 aligncenter" title="เม็ดเลือดขาว" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/11/11111-150x150.jpg" alt="เม็ดเลือดขาว" width="150" height="150" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมรักษามะเร็งด้วยตนเอง โดยวิธีธรรมชาติบำบัด ได้ผลมาก หายเป็นปกติมา 7 ปีแล้วครับ</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jun 2010 13:59:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=511</guid>
		<description><![CDATA[นายมนตรี อติพยัคฆ์ ป่วยเป็นมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ ระยะที่ 3 หลังจากผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออก เซลล์มะเร็งได้ลุกลามต่อมน้ำเหลืองไปแล้วมีโอกาสมากที่จะกระจายสู่จุด อันตรายที่สุดคือตับ และอวัยวะส่วนต่างๆในช่องท้อง แต่ก็ได้ตัดสินใจรักษาโดยธรรมชาติบำบัดทันที (ยุทธศาสตร์ 4 อ.) โดยไม่ขอรับเคมีบำบัดและรังสีรักษาตามแผนการรักษาของแพทย์ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ในความเห็น ของแพทย์สรุปว่าโอกาสที่จะอยู่รอดถึง 2 ปีหลังการผ่าตัดอาจจะต่ำกว่า 50% ซึ่งก็มีเหตุผลที่ต้องเชื่อ แต่ผมก็เชื่อใน&#8221;ทางเลือกใหม่&#8221;ว่าอาจจะทำให้ผมอยู่ได้เป็นสิบปี ซึ่งก็เกินพอแล้วสำหรับสภาวะเช่นนี้ แต่ถ้าจะอยู่ได้ ต่อไปอีกก็เป็นเรื่องที่ดีในการใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุข ผมตัดสินใจใช้ทฤษฏีบำบัดมะเร็ง ของ นพ.แมกซ์ เกอร์สัน บิดาแห่งนักธรรมชาติบำบัด และจากหลักการของอาหารแมคโครไบโอติกส์ มาดัดแปลงรักษาตนเองให้เป็น วิถีไทยๆ ด้วยวิธีคิด ด้วยเหตุด้วยผลจนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้าใช้วิธีนี้ต้องไม่ตายแน่ เอาชีวิตตัวเองเดิมพันเลย ผมได้ตรวจเช็คเลือด CEA (Carcinoembryonic Antigen) ทุก 3 เดือน ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติหลังการผ่าตัด ค่าของ CEA ขึ้นๆลงๆ เคยอยู่ในระดับปกติดีที่สุดที่ 1.1 ng/ml สูงกว่าปกติที่ 5.1 และกลับมาที่ 4.4 และสูงขึ้นไปที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นายมนตรี อติพยัคฆ์  ป่วยเป็นมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ ระยะที่ 3  หลังจากผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออก  เซลล์มะเร็งได้ลุกลามต่อมน้ำเหลืองไปแล้วมีโอกาสมากที่จะกระจายสู่จุด อันตรายที่สุดคือตับ และอวัยวะส่วนต่างๆในช่องท้อง<strong><span style="text-decoration: underline;"> แต่ก็ได้ตัดสินใจรักษาโดยธรรมชาติบำบัดทันที (ยุทธศาสตร์ 4  อ.) </span></strong> โดยไม่ขอรับเคมีบำบัดและรังสีรักษาตามแผนการรักษาของแพทย์  ซึ่งในกรณีเช่นนี้ในความเห็น ของแพทย์สรุปว่าโอกาสที่จะอยู่รอดถึง 2  ปีหลังการผ่าตัดอาจจะต่ำกว่า 50% ซึ่งก็มีเหตุผลที่ต้องเชื่อ  แต่ผมก็เชื่อใน&#8221;ทางเลือกใหม่&#8221;ว่าอาจจะทำให้ผมอยู่ได้เป็นสิบปี  ซึ่งก็เกินพอแล้วสำหรับสภาวะเช่นนี้ แต่ถ้าจะอยู่ได้  ต่อไปอีกก็เป็นเรื่องที่ดีในการใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุข  ผมตัดสินใจใช้ทฤษฏีบำบัดมะเร็ง ของ นพ.แมกซ์ เกอร์สัน  บิดาแห่งนักธรรมชาติบำบัด และจากหลักการของอาหารแมคโครไบโอติกส์  มาดัดแปลงรักษาตนเองให้เป็น วิถีไทยๆ ด้วยวิธีคิด  ด้วยเหตุด้วยผลจนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้าใช้วิธีนี้ต้องไม่ตายแน่  เอาชีวิตตัวเองเดิมพันเลย</p>
<p>ผมได้ตรวจเช็คเลือด CEA  (Carcinoembryonic Antigen) ทุก 3 เดือน  ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติหลังการผ่าตัด ค่าของ CEA ขึ้นๆลงๆ  เคยอยู่ในระดับปกติดีที่สุดที่ 1.1 ng/ml สูงกว่าปกติที่ 5.1 และกลับมาที่  4.4 และสูงขึ้นไปที่ 8.7 (ก่อนผ่าตัดขึ้นกว่า 40) การเจาะเลือด CEA  นั้นเป็นการตรวจหา Antigen ของเซลล์มะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่  คนปกติที่ไม่สูบบุหรี่จะมีค่าไม่เกิน 5 หน่วย ถ้ามีมะเร็งก็อาจขึ้นไปอีก  ถ้าถึง 10 หน่วยก็ควรต้อง CT-Scan ดูแล้ว ถ้าถึง 20  หน่วยก็อาจจะเริ่มลุกลาม ถ้าขึ้นไปเป็น 100 เป็น 1000 ก็ถึงขั้นแพร่กระจาย  (Metastatis) มะเร็งระยะเริ่มต้นนั้นค่าของ CEA ไม่มีอะไรคงที่  ตัวเลขบ่งชี้อาจขึ้นอยู่กับปริมาณสารก่อมะเร็งในร่างกาย  รวมทั้งสภาวะต่างๆในร่างกายและจิตใจ  ซึ่งเรื่องนี้เราก็สามารถควบคุมได้ระดับหนึ่ง จึงไม่ยึดเอา CEA  เป็นเหตุให้เครียด แต่จะดูว่าสุขภาพตัวเองเป็นอย่างไร ดีขึ้น  แข็งแรงขึ้นหรือเปล่า มีชีวิตที่ปกติสุขหรือเปล่า ยังกินได้นอนหลับ  น้ำหนักไม่ลด คุณภาพชีวิตยังดี ก็ถือว่าเราควบคุมมะเร็ง  ให้หยุดนิ่งได้บ้างก็น่าจะสบายใจสบายกายขึ้นบ้างไม่ใช่หรือ  ซึ่งผมก็เป็นเช่นว่านี้ ที่เป็นเช่นนี้ผมเชื่อว่า</p>
<h3><strong>เป็น เพราะการทานอาหารมังสวิรัติและการปฏิบัติตัวตาม &#8220;ยุทธศาสตร์ 4อ.&#8221;  ของผมนั่นเอง</strong></h3>
<p>ผู้ปฏิบัติควรเรียนรู้  วิธีกินอาหารมังสวิรัติให้ได้สารอาหารครบ เหมือนกับอาหารปกติ  ไม่ต้องกลัวขาดโปรตีน (ไม่เช่นนั้น ช้าง ม้า วัว  ควายมันจะเติบโตได้อย่างไร)ความจริงแล้วเซลล์ในร่างกายผลิตกรดอะมิโนได้  14ชนิด ต้องการจากอาหารอีก 8 ชนิด คนที่ทานมังสวิรัติ  ถ้ารู้หลักก็จะได้สารอาหารครบ 5 หมู่อยู่แล้ว แพทย์ปัจจุบันมัก  จะแนะนำผู้ป่วยมะเร็งให้ทานอาหาร 5 หมู่ แต่ไม่บอกว่าควรจะลดละเลิกอะไรบ้าง  แถมบางท่านยังบอกว่าให้ทานเนื้อนมไข่  หมูเห็ดเป็ดไก่ได้ตามสบายเสียอีก(เพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงสู้กับเคมีบำบัด  และได้รับเม็ดเลือดขาวที่ถูกทำลายจากคีโมมาชดเชย)</p>
<p>ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนได้รับการผ่าตัดก้อนมะเร็งออกไปแล้วแต่กลับไปทานอาหาร  ประเภทเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม  กลับไปกินเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดงที่ให้โปรตีนและไขมันสูง(ไปบำรุงให้เซลล์ มะเร็งเติบโตอีก) เริ่มแตะเหล้า เบียร์ บุหรี่ กินอาหารสารพิษปนเปื้อน  กินเนื้อสัตว์ปิ้ง ย่างไหม้เกรียม รมควัน (เริ่มสะสมสารก่อมะเร็งอีก)  วันดีคืนดีมะเร็งก็เลยกลับมา  รู้ตัวอีกครั้งก็สายเกินแก้เสียแล้วนี่แหละการที่แพทย์ปัจจุบันไม่เปิดใจ กว้างให้กับความสำคัญของ &#8220;โภชนบำบัด&#8221; ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการ</p>
<p><strong>แพทย์ ทางเลือก (Altanative Medicine) ทำให้การรักษามะเร็งอาจถึงทางตันได้  ดังนั้นการแพทย์แบบ ประสมประสาน (Integrated Medicine)  ซึ่งใช้การแพทย์ปัจจุบันเป็นหลักและการแพทย์ทางเลือกมาเสริมจึงเป็น  ทางออกที่ดีที่สุดในยุคแห่งบูรณาการ</strong></p>
<p>หลัง ผ่าตัด : ผมย้ายมาเจาะเลือดติดตามผล CEA  และตรวจระบบทางเดินอาหารด้วยเครื่องมือต่างๆที่ รพ.ใกล้ บ้าน (ใช้บริการ 30  บาท ฯ) การบำบัดด้วยตนเองยังคงใช้ &#8220;ยุทธศาสตร์ 4อ.&#8221; สนับสนุนด้วย  &#8220;หญ้าเทวดา&#8221;</p>
<p>หลังผ่าตัด 1 ปี : CEA ขึ้นมาที่ 8.7 ng/ml  ตรวจ CT-Scan พบก้อนเนื้อ 4&#215;2 ซ.ม.ในลำไส้ใหญ่ส่วนต้น หมอนัด อีก 2  อาทิตย์ให้ไปทำ Colonoscopy (ส่องกล้องลำไส้ใหญ่)  ผมมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างสูงที่จะต้องทำให้ก้อน  เนื้อนั้นหายไปให้ได้ด้วยพลังแห่งระบบภูมิคุ้มกัน(Immune System)  จึงเร่งปฏิบัติ &#8220;ยุทธศาสตร์ 4อ.&#8221;อย่างเข้มข้น จริงจัง  บูรณาการระบบชีวิตประจำวันใหม่ตาม &#8220;หลัก10 ข้อ สู้มะเร็ง&#8221;  ทานอาหารแบบชนิดต้านมะเร็งอย่างเคร่งครัด  พร้อมทั้งทานวิตามินเอเบต้าแคโรทีน วิตามินซี-ดี-อี หญ้าเทวดา(ปักกิ่ง)  ผักใบเขียวทั้งสดและนำมาปั่นทานวันละหลายครั้ง ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ  ทำจิตใจให้มั่นคง ตัดความหวาดหวั่น วิตกจริต  เชื่อมั่นและศรัทธาในแนวทางที่ตนเองบำบัด อยู่ด้วยพลังใจ  คิดๆๆๆว่าก้อนมะเร็งต้องหายไป และทั้งหมดนี้ก็ประสบผลสำเร็จ  วันส่องกล้องไม่พบเนื้องอกในลำไส้  รอดพ้นผ่าตัดครั้งที่สองไปอย่างปาฏิหาริย์ หลังจากนั้นอีก 2  เดือนก็ไปตรวจเลือดอีกครั้งอีกครั้งปรากฏว่าค่า CEA ออกมาเยี่ยมมากแค่ 1.8  ng/ml ตัวเลขต่ำน่าพอใจมาก(ค่าปกติ 0-5 ng/ml) หลังจากนั้นอีก 3  เดือนก็ไปตรวจ CEA อีก ปรากฏว่าผลออกมายิ่งดี อยู่ที่ 1.1 ng/ml  (เหตุที่มะเร็งกลับมาในครั้งนั้นสงสัยว่าอาจจะเป็นเพราะผมกลับไป  กินเนื้อปลาอีก เหมือนกับกรณีที่หมออารีย์เผลอตัวไปกินไก่ย่างส้มตำ หรือ  อาจารย์หม่อม(ธันย์ โสภาคย์)ชล่าใจ กลับไปกินเนื้อปลา และขนมหวาน)</p>
<p>การตรวจ ครั้งสำคัญ : (18/03/47)  เป็นการตรวจครั้งสำคัญในโอกาสที่ครบสองปีหลังการผ่าตัด ปรากฏว่า ค่า CEA  ดีเยิ่ยมอยู่ที่ 1.4 ng/ml ผลการตรวจการทำหน้าที่ของตับ LFT (Liver  Function Test) และ Ultrasound ช่องท้องออกมาปกติ ผล x-ray ปอดปกติ  ก็เป็นอันว่าผมอยู่ในภาวะที่ปกติแน่นอนแล้ว  ดีใจมากที่ตัดสินใจได้ถูกต้องในการรักษามะเร็งด้วยตนเองด้วยความเชื่อมั่นใน ด้านธรรมชาติบำบัด และด้วยจิตใจที่มั่นคง  เชื่อมั่นในวิธีคิดวิธีปฏิบัติของตัวเอง ..(การตรวจเลือด 22/6/48  ผลยังออกมาดีมาก ค่าCEA อยู่ที่ 1.7 ng/ml )</p>
<p><strong>ปัจจุบัน  : สุขภาพร่างกายเป็นปกติแล้ว  ไม่มีอะไรบ่งบอกหรือส่งสัญญาณว่ามะเร็งจะกลับมา เรื่องตรวจ CEA  ก็เลยเลิกลากันไป</strong></p>
<h4>สภาพร่างกาย : กินได้ นอนหลับ  แข็งแรง รูปร่างดี (ได้น้ำหนักสัมพันธ์กับส่วนสูง) ระบบขับถ่ายดีเยี่ยม  ดีกว่า ก่อนเป็นมะเร็งลำไส้เสียอีก (อาหารมังสวิรัติช่วยได้มาก)  <span style="text-decoration: underline;"><strong>&#8230;.  ลาก่อนอาหาร/ขนมที่ทำจากเนื้อสัตว์ แป้งขัดขาว นม เนย ไข่ น้ำตาลทรายขาว  กะทิ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีเส้นใยอาหาร (Fibre)  และบางชนิดมีไขมันชนิดไม่ดีและสารปนเปื้อนเป็นเหตุให้ท้องไส้ผิดปกติ  ท้องผูก แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย ปวดท้อง</strong></span></h4>
<p><strong>&#8230;.  ขอลาอย่างถาวรเลยอาการทั้งหลายที่ว่านั้น !</strong></p>
<h4>สุขภาพ :  สุขภาพทั่วๆไปอยู่ในระดับที่ดี  (ดีกว่าเพื่อนๆที่ไม่ได้เป็นมะเร็งในวัยเดียวกันหลายคน)  ผลพลอยได้จากการรักษามะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัด  นอกจากมะเร็งจะหายแล้วยังทำให้ร่างกายเป็นเขตปลอดเบาหวาน ความดันโลหิตสูง  ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เข่าเสื่อม ไตเสื่อม อวัยวะต่างๆก็ทำหน้าที่ปกติ  เช่น ปอด ตับ หัวใจ ฯลฯ ภูมิคุ้มกันแข็งแรงทำให้ร่างกายไม่เสื่อมสมรรถภาพ  เลือดลมดี โรคภัยไม่ค่อยมารบกวน แม้กระทั่งไข้หวัดจะมีบ้างก็เป็นปี</h4>
<p><strong>สภาพจิตใจ : สงบ สบาย ไร้กังวล  มีความมั่นใจว่าตัวเองได้หายจากโรคมะเร็งแล้ว</strong></p>
<h2>กิจวัตรประจำวัน :</h2>
<p><strong>เช้ามืด </strong>ออกกำลังกายบริเวณสวนที่เต็มไปด้วยแมกไม้สีเขียวแหล่งฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ โดยการจ็อกกิ้ง ประมาณ 1 ก.ม. เสร็จแล้วพักสูดอากาศยามเช้า  (นำออกซิเจนสดๆเข้าไปให้ปอดฟอกเลือดเก่าซึ่งมีสีดำเพื่อจะ  ได้เลือดใหม่สีแดงสมบูรณ์ด้วยออกซิเจนส่งไปให้หัวใจสูบฉีดไปทั่วร่างกาย)  หลังจากนั้นออกกำลังกายต่อ เริ่ม ต้นด้วย sit-up บริหารหน้าท้อง  แกว่งแขนบริหารลมปราณ ดัดเนื้อดัดตัวอีกนิดหน่อยตามรูปแบบของโยคะ  ชาร์จจักระ(พลังจักรวาล)เป็นอันจบการบริหารกายและจิต  เสร็จแล้วก็เดินเล่นในสวนพร้อมสุนัข กลับเข้าบ้านทานหญ้าเทวดา(ปักกิ่ง) 3  เม็ดก่อนอาหารเช้าซึ่งประกอบด้วย โจ๊กข้าวกล้อง  ซุปมิโสะ(เต้าเจี้ยวบดญี่ปุ่น)ผสมสาหร่ายญี่ปุ่นวากาเม่ะ ขนมปังโฮลวีทปิ้ง 2  แผ่น กล้วยน้ำว้า 2 ลูก หลังอาหารเช้าทานว่านรางจืด 3แคบซูล  (ทั้งหญ้าเทวดาและว่านรางจืดทานวันละ 3 มื้อก่อน/หลังอาหาร ทาน 7 วัน เว้น 4  วัน) ทำ Detox อาทิตย์ละ 2 ครั้ง</p>
<p>จาก นั้นก็หาอะไรทำเพลินๆเช่น รดน้ำต้นไม้ ตัดแต่งกิ่งใบ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน  กวาดใบไม้ ล้างรถบ้าง ซักผ้า รีดผ้าบ้าง เปิดทีวีดูรายการข่าว  อ่านหนังสือพิมพ์ เสร็จแล้วก็ดื่มน้ำเต้าหู้(จืด)ผสมลูกเดือย ทานกับ  Cornflakes(ข้าวโพดอบเป็นเกล็ดๆ) อาบน้ำ สวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิประมาณ  1 ชั่วโมง ทำอาหารกลางวัน (ก๋วยเตี๋ยวน้ำเส้น ข้าวกล้อง)  ผัดมักกะโรนีบ้างสปาเก็ตตี้บ้าง ดิ่มน้ำปั่นแครอท,ฟักทอง,ข้าวโพด ,งาดำ  บางครั้งก็มีหัวมันต้มสีม่วง(มันต่อเผือก) ทานทั้งเปลือก ฟักทองนึ่ง</p>
<p>หลัง จากนั้นก็พักผ่อน ดูทีวี อ่านหนังสือทั่วๆไปบ้าง เข้าอินเตอร์เน็ตบ้าง  โทรศัพท์บ้าง จนบ่ายแก่ๆก็ทานผลไม้(ไม่หวาน)  ขนมขบเคี้ยวต่างๆที่ทำจากธัญพืช น้ำผักสุขภาพ  ถึงเวลาทานอาหารเย็นก็จะทานข้าวบ้างละ เป็นข้าวซ้อมมือแท้ๆ (สีน้ำตาลเข้ม)  หุงรวมกับถั่วแดงและลูกเดือย(เพื่อเพิ่มกรดอมิโนให้ครบถ้วน)  หุงสุกแล้วโรยด้วยจมูกข้าว  งาดำคั่วทานกับต้มจับฉ่ายสลับกับสตูซึ่งมีส่วนผสมหลักคือ แครอท มันฝรั่ง  มันเทศ ฟักทอง ผสมถั่วแดง ถั่วแขก ถั่วลันเตา นอกจากนั้นก็จะมีแกงส้ม  แกงเลียงกินได้เป็นอาทิตย์ บางครั้งก็มีอย่างอื่น เช่นผัดปรุงรสต่างๆ  เนื้อเทียมต่างชนิดทำด้วยโปรตีนเกษตร ผสมเห็ด ข้าวโพด  หรือทำด้วยแป้งผสมถั่วเหลือง หัวบุกและแครอต นำมาผัดซ้อสต่างๆ อร่อยมาก</p>
<p>จากนั้น ก็ออกไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ กลับมาทำโยคะ  จนกระทั่งใกล้ค่ำจึงกลับมาสวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ  รักษาตัวเองด้วยพลังจักวาล เสร็จแล้วก็อาบน้ำ พักผ่อนดูทีวี  ดื่มน้ำเต้าหู้เปิดวิทยุฟังเพลง ดูหนังที่เช่ามา อ่านหนังสือ  จนถึงเวลานอนประมาณ ห้าทุ่มทุกวัน ทั้งหมดเป็นกิจวัตรธรรมชาติบำบัดประจำวัน</p>
<p>จะเห็นได้ว่าครบ 4 อ. คือ อารมณ์ อาหาร อากาศ  ออกกำลังกาย สำหรับกิจกรรมพิเศษก็มีอีกหลายอย่าง เช่น  เช้าวันเสาร์อาทิตย์ต้องใส่บาตรพระสงฆ์ที่เดินมาหน้าบ้าน ว่ายน้ำ  แล้วขับรถเข้าเมืองไปทานอาหารเที่ยงที่ชมรมมังสวิรัติจตุจักร  เดินเลยไปที่ตลาดนัด ดูไม้ดอกไม้ประดับที่นำมาขาย  ไปดูเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีด้วยเปลือกไม้ธรรมชาติ  บางครั้งก็ถือโอกาศนั่งรถไฟใต้ดินที่สถานีใกล้กันเข้าไปเดินเล่นในเมืองแถวๆ สีลม ไปศูนย์ประชุมฯสิริกิติ์ ชมนิทรรศการที่สนใจ  แวะพักผ่อนที่สวนเบญจกิติที่อยู่ติดกัน บางครั้งก็ไปห้างสรรพสินค้า  ไปดูหนัง ดูหนังสือที่น่าสนใจ  นานๆทีก็ไปพักผ่อนสัมผัสธรรมชาติแถวเหนือๆที่ชอบโดยเฉพาะเชียงใหม่</p>
<p>กิจวัตรและกิจกรรมของผมแบบนี้แหละทำให้จิตใจร่าเริงเบิกบาน  ผลที่ได้ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ทรงประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณเซลล์  เม็ดเลือดขาวที่แข็งแกร่ง กระหายที่จะรุมกินโต๊ะเจ้าพลพรรคมะเร็ง</p>
<p>&#8230;เจ้า พวกเซลล์มะเร็งทั้งหลายเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เจอเข้าไป 2 เด้ง !  ไหนจะถูกเซลล์เม็ดเลือดขาวของผมตามไล่ล่าชีวิต  ไหนจะถูกตัดขาดจากอาหาร ชูกำลังประเภท หวาน มัน เค็ม ก็เลยหมดสภาพ กลับไปหมกเม็ดซ่อนตัว  รอที่จะได้อาหาร  บำรุงบำเรอให้แข็งแรงเพื่อจะได้กลับมาล้างแค้น  (ไม่ต้อง หวังหรอกนายมะเร็ง!)</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ข้อคิดที่ได้ : </strong></span>ความรู้สึกของผมในระหว่างที่กำลังเป็นเป็นมะเร็ง  เคยคิดเหมือนกันว่าชีวิตกำลังดำเนินอยู่ที่ปลาย สุดของปากเหว  พร้อมที่จะร่วงหล่นลงไปสู่ความตายได้ทุกเมื่อ แต่ในทางกลับกันถ้ามีสติ  ปัญญาและพลังใจใน การต่อสู้กับมะเร็งอย่าง&#8221;รู้เขารู้เรา&#8221;  ชีวิตที่อยู่คู่กับมะเร็งก็อาจจะมีคุณภาพ สภาพของเหวที่น่ากลัวก็อาจจะค่อยๆ  ตื้นเขินจนเป็นพื้นที่ธรรมชาติสวยงามที่ให้ความสดชื่นรื่นรมย์  เติมเต็มชีวิตที่เหลือให้มีความหวังครั้งใหม่ได้</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">หมายเหตุ  : </span></strong>แนวทางรักษามะเร็งของผมเป็นแนวทางที่ใช้ธรรมชาติบำบัด  ผลดีที่เกิดกับผมนั้นอาจจะแตกต่างกับ  ผู้ป่วยรายอื่นที่มีความไม่เหมือน กันทั้งในสภาพร่างกาย จิตใจ สภาพแวดล้อม ความมุ่งมั่น ความเพียรพยายาม  การ ตัดสินใจในกรณีต่างๆเป็นวิธีคิด วิธีปฏิบัติของผม เป็นเรื่องเฉพาะตัว  แม้กระทั่งการตัดสินใจไม่ใช้เคมีและรังสีบำบัด  ผู้ป่วยท่านอื่นๆจึงควร ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลัก</p>
<p>ถ้าจะใช้ การแพทย์ทางเลือกก็ต้องใช้ดุลพินิจและวิจารณญาณของท่านตลอดจนผู้ให้การ ปรึกษาของท่านเป็นหลัก  เพราะมีผู้ที่แอบอ้างเป็นแพทย์ทางเลือกบางคนมีพฤติกรรมที่ไม่จริงใจต่อผู้ ป่วยโดยให้ข้อแนะนำอย่างฉาบฉวย มุ่งที่จะขายวิตามิน  ในราคาที่ค่อนข้างสูงอย่างเดียว ขายกันเป็นชุดประกอบด้วยวิตามินสิบกว่าชนิด  กินกันวันละเป็นหมื่นๆมิลลิแกรม หมดแล้วให้มาซื้อใหม่ ไม่รู้จบ  ผู้ป่วยบางรายหมดเงินไปหลายหมื่นบาท  ซึ่งไม่ต่างจากแพทย์แผนปัจจุบันหลายท่านที่ไม่มี  ความจริงใจและความเป็นกันเองต่อผู้ป่วยคิดอย่างเดียวที่จะเสนอการใช้ยาเคมี ชนิดต่างๆที่แพงแสนแพงต่อผู้มีฐานะดี ใช้ครั้งละเป็นหมื่นเป็นแสนบาท  บางคนหมดไปกว่าสิบล้านแต่กลับมีอาการทรุดลงเรื่อยๆ  ส่วนผู้ป่วยที่มีฐานะยากจนแพทย์ก็จะ  กำหนดให้ใช้ยาเคมีแบบพื้นๆโดยตัวแพทย์เองก็รู้ทั้งรู้ว่าโอกาศที่มะเร็งจะ หายได้โดยวิธีดังกล่าวนี้มีเปอร์เซ็นต์ที่ค่อนข้างน้อย  ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในฐานะของผู้ป่วยทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการ รักษาโรคทั้งหลายโดยเฉพาะ</p>
<p>โรคร้ายอย่างมะเร็ง! ธรรมาภิบาล  และจริยธรรมยังเป็นปัญหาในวงการแพทย์ปัจจุบัน  ผมเองไม่ได้ต่อต้านในเรื่องนี้เพราะทั้งวิตามินสำเร็จรูปและยาเคมีก็มี ประโยชน์ไม่มากก็น้อย แต่ทุกอย่างมันอยู่ที่ความ  พอเหมาะพอควรในสถานภาพของแต่ละคน ผมเองก็ไม่ได้กินวิตามินสำเร็จรูป  และไม่ได้ใช้ทั้งคีโมและฉายแสงด้วย  แต่ผมก็อยู่ได้มาถึงวันนี้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ครบถ้วนโดยการใช้ปฏิบัติการ ทางธรรมชาติบำบัดอย่างเคร่งครัด เชื่อมั่น แน่วแน่  ศรัทธาในหนทางนี้อย่างมั่นคง.</p>
<p>ณ  วันนี้ถึงแม้ว่าผมจะอยู่ในสภาวะที่ปกติแล้วก็ตาม  แต่จะยึดแนวธรรมชาติบำบัดต่อไปในการดำเนินชีวิต  ไม่เช่นนั้นมะเร็งอาจกลับมาอีกรอบซึ่งเป็นไปได้มาก เห็นมามากแล้ว  ความประมาท กับ ความตาย เป็นของคู่กัน !</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำเตือนจากคุณหมอ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jun 2010 13:56:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=507</guid>
		<description><![CDATA[คำเตือนจากคุณหมอ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง Dr. Mercola&#8217;s Comments ผู้เขียนวารสารสุขภาพชื่อดังที่มีผู้อ่านมากที่สุดในโลก  หลีกเลียงสารเคมี สารปรุงแต่งใน อาหาร หรือส่วนประกอบในอาหารที่เพิ่มความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคมะเร็ง อาหารที่ผ่านขบวนปรุงแต่งในอุตสาหกรรม เช่น อาหารกระป๋อง  น้ำอัดลม ขนมหรืออาหารทีมีสารเคมีเจือปน ยากันบูด สารถนอมอาหาร หรือปรุงแต่งรสชาติ มีส่วนก่อให้เกิด หรือกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งร้ายในมนุษย์ ควรหลีกเลี่ยง  ดังนี้ สารโซเดียมไนเตรท สารถนอมอาหารไม่ให้บูดเน่า ซึ่งใช้ในเป็นส่วนประกอบ สำคัญ ในการปรุงแต่งรสชาติใน แฮม เบคอน ปลารมควัน เนื้อปรุงรส มีสารก่อมะเร็งหลาย ๆ ชนิด สารกันหืน ในหมากฝรั่ง มันฝรั่งทอด น้ำมันปรุงอาหารบางชนิด ซึ่งเป็นตัวเร่งการเกิดโรคมะเร็ง สารกันบูด หรือ ถนอมอาหาร ทีใช้ในเนื้อสัตว์ ก้อนซุปไก่ หมู เนื้อ ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม ผงชูรส MSG ที่ใช้ปรุงแต่งรสชาติในน้ำซุป น้ำสลัด อาหารทั่วไป ไขมันเลว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>คำเตือนจากคุณหมอ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง<br />
Dr.   Mercola&#8217;s  Comments</h2>
<p>ผู้เขียนวารสารสุขภาพชื่อดังที่มีผู้อ่านมากที่สุดในโลก  หลีกเลียงสารเคมี สารปรุงแต่งใน อาหาร  หรือส่วนประกอบในอาหารที่เพิ่มความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคมะเร็ง  อาหารที่ผ่านขบวนปรุงแต่งในอุตสาหกรรม เช่น อาหารกระป๋อง  น้ำอัดลม  ขนมหรืออาหารทีมีสารเคมีเจือปน ยากันบูด สารถนอมอาหาร หรือปรุงแต่งรสชาติ  มีส่วนก่อให้เกิด หรือกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งร้ายในมนุษย์ ควรหลีกเลี่ยง  ดังนี้</p>
<ol>
<li>สารโซเดียมไนเตรท สารถนอมอาหารไม่ให้บูดเน่า ซึ่งใช้ในเป็นส่วนประกอบ สำคัญ ในการปรุงแต่งรสชาติใน แฮม เบคอน ปลารมควัน เนื้อปรุงรส  มีสารก่อมะเร็งหลาย ๆ ชนิด</li>
<li>สารกันหืน ในหมากฝรั่ง มันฝรั่งทอด น้ำมันปรุงอาหารบางชนิด  ซึ่งเป็นตัวเร่งการเกิดโรคมะเร็ง</li>
<li>สารกันบูด หรือ ถนอมอาหาร ทีใช้ในเนื้อสัตว์  ก้อนซุปไก่ หมู เนื้อ ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม</li>
<li>ผงชูรส MSG  ที่ใช้ปรุงแต่งรสชาติในน้ำซุป น้ำสลัด อาหารทั่วไป</li>
<li>ไขมันเลว  ก่อให้เกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด โรคหัวใจ เป็นส่วนผสมสำคัญในอาหารฟาสฟูด  หรืออาหารขยะเกือบทุกชนิด</li>
<li>น้ำตาลเทียม น้ำตาลสังเคราะห์ หรือ  สารให้ความหวานใช้เป็นส่วนผสมในขนมหลาย ๆ ชนิด ที่โฆษณามีแคลอรี่ต่ำ  ขนมเจลลี่ น้ำอัดลม น้ำหวาน เครื่องดื่ม ชนิดต่าง ๆ มีสารก่อมะเร็ง</li>
<li>สารให้ความหวานสังเคราะห์ ที่ใช้ในขนม  เบเกอรี่ชนิดต่าง ๆ หมากฝรั่ง และขนมหวานบางชนิดมีส่วนผสมที่เป็น  สารก่อมะเร็ง</li>
<li>สีผสมอาหาร เป็นสารเคมีสังเคราะห์ ที่ใช้ในขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว ลูกกวาด  ไอศครีม น้ำอัดลม ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ มากมาย โดยเฉพาะโรคไต  นอกจากโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิจัยอังกฤษ  บางท่านได้ชี้ว่า สีผสมอาหารมีส่วนทำลายเซลส์สมองในเด็กเล็ก ๆ</li>
<li> ไขมันเทียม หรือไขมันสังเคราะห์  ใช้ในมันฝรั่งทอด ขนมฝรั่งบางชนิด ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ  โดยเฉพาะในระบบย่อยอาหาร หรือท้องอืด</li>
<li>Potassium Bromate สารตัวเร่งที่ใช้ในการผลิตขนมปัง  บางชนิด ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในสัตว์ทดลอง  ในยุโรปมีการสั่งห้ามใช้สารเคมีชนิดนี้ในการผลิตอาหาร</li>
<li>น้ำตาลทรายฟอกขาว  เนื่องจากสารเคมีที่ใช้ในการฟอกขาวตกค้างเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก</li>
<li>เกลือ  ถ้ารับประทานมากเกินควรหรือบ่อยครั้ง ก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง  โรคหัวใจและไตเสื่อม พิการ</li>
<li>ควรหลีกเลี่ยงส่วนประกอบ หรือ  สารปรุงแต่ง ตามที่กล่าวข้างต้น ควรหันมาทานผักผลไม้สด อาหารปรุงเอง  เช่นน้ำผลไม้ที่ปั่น หรือ คั้นเองสด ๆ ควรเลือกผัก ผลไม้ปลอด หรือ  ไร้สารพิษ หลีกเลี่ยงอาหาร หรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์</li>
</ol>
<p>ข้อมูล จาก Sources: Dr. Mercola&#8217;s Comments   ,  พลวัฒน์สู้มะเร็ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาหารที่ควรทาน และไม่ควรทานเมื่อเป็นมะเร็ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Mar 2010 16:01:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารสำหรับคนเป็นมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=484</guid>
		<description><![CDATA[ให้ทาน ข้าวกล้อง แทนข้าวขาว ให้เลือกข้าวกล้องหอมมะลิ (จะนุ่มไม่แข็ง) โดยหุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าทั่วไป ใส่น้ำมากกว่าปกตินิดหน่อย (พอใกล้สุกก็โรยงาดำซักหน่อยก็ดีค่ะ) งาดำ ลูกเดือย เต้าหู้ แทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ (ช่วงแรกถ้าทำได้อยากให้งดเต้าหู้ก่อน) ผักสดต่างๆ เช่น คึ่นไช่ กระหล่ำปลี บล๊อกโคลี่ แครอท พริกหวาน มะเขือเทศ ตำลึง ฟักทอง ผักกาดหอม หอมใหญ่ พวกเครื่องแกงต่างๆ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก กระชาย ขมิ้น สะระแหน่ หอม-ผักชี ให้ทานทุกอาทิตย์ อาจทำแกงต้มยำไม่ใส่เนื้อสัตว์ โดยกินแต่น้ำทุกอาทิตย์ ผลไม้ไม่หวาน เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอ๊ปเปิ้ลเขียว เป็นต้น ถ้ามีเวลา ให้ทำน้ำผลไม้คั้น หรือคั้นน้ำผักผสมผลไม้ สลับทานทุกวัน เป็นประจำ น้ำสมุนไพรต่าง เช่น น้ำใบบัวบก หญ้าปักกิ่ง คั้นน้ำทาน หรือทานสดๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><strong>ให้ทาน</strong></h2>
<ul>
<li>ข้าวกล้อง แทนข้าวขาว ให้เลือกข้าวกล้องหอมมะลิ (จะนุ่มไม่แข็ง) โดยหุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าทั่วไป ใส่น้ำมากกว่าปกตินิดหน่อย (พอใกล้สุกก็โรยงาดำซักหน่อยก็ดีค่ะ)</li>
<li>งาดำ ลูกเดือย เต้าหู้ แทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ (ช่วงแรกถ้าทำได้อยากให้งดเต้าหู้ก่อน)</li>
<li>ผักสดต่างๆ เช่น คึ่นไช่ กระหล่ำปลี บล๊อกโคลี่ แครอท พริกหวาน มะเขือเทศ ตำลึง ฟักทอง ผักกาดหอม หอมใหญ่</li>
<li>พวกเครื่องแกงต่างๆ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก กระชาย ขมิ้น สะระแหน่ หอม-ผักชี ให้ทานทุกอาทิตย์ อาจทำแกงต้มยำไม่ใส่เนื้อสัตว์ โดยกินแต่น้ำทุกอาทิตย์</li>
<li>ผลไม้ไม่หวาน เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอ๊ปเปิ้ลเขียว เป็นต้น</li>
<li>ถ้ามีเวลา ให้ทำน้ำผลไม้คั้น หรือคั้นน้ำผักผสมผลไม้ สลับทานทุกวัน เป็นประจำ</li>
<li>น้ำสมุนไพรต่าง เช่น น้ำใบบัวบก หญ้าปักกิ่ง คั้นน้ำทาน หรือทานสดๆ ได้ยิ่งดี</li>
<li>พวกผักต่างๆ ต้องล้างสารพิษ ถ้าจะให้ดีใช้ผงคาร์บอน ได้ผลดีที่สุดเลย (คือเราทานแต่ผักก็จริง แต่ไม่ได้เอาสารเคมีที่เป็นพิษออก ก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์ ยิ่งจะเป็นโทษมากกว่าด้วย อันนี้สำคัญมากๆเลยค่ะ)</li>
<li>ระหว่างรักษาตัวให้สอบถามอาการข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น หรืออาการที่ต้องระวัง จากคุณหมอที่ทำการรักษาเสมอ และเมื่อกลับจากโรงพยาบาลเพื่อไปพักผ่อนที่บ้าน ก็ให้หมั่นสังเกตุอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นอาการที่ได้สอบถามกับคุณหมอว่าเป็นอาการที่ผิดปกติ ต้องรีบกลับไปพบคุณหมอโดยเร็วที่สุด แต่ถ้าเป็นอาการทั่วไปที่ดูแล้วไม่ผิดปกติ ให้จดบันทึกเพื่อจะได้นำไปสอบถามกับคุณหมอในการนัดครั้งต่อไป เพราะตัวเองเท่านั้นที่จะเป็นผู้ที่เข้าใจสิ่งผิดปกติในร่างกายของเราได้ดี ที่สุด เพื่อจะได้หาทางป้องกัน แก้ไข และรักษาได้ทันท่วงที</li>
</ul>
<h2>ห้ามรับประทาน</h2>
<ul>
<li>เนื้อสัตว์ทุกชนิด</li>
<li>ของเค็ม</li>
<li>ของหวาน(รวมถึงพวกผลไม้หวานๆ)</li>
<li>ของมัน(พวกกระทิ, ของทอดต่างๆ)</li>
<li> และอาหารหมักดอง</li>
<li>หรือรมควัน เช่น กุญเชียง แหนม หมูยอ ไส้กรอก เป็นต้น</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หญ้าปักกิ่ง หญ้าเทวดา ทางเลือกของผู้ป่วยมะเร็ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Jan 2010 19:46:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งตับ]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งเม็ดเลือดขาว]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งในคอ]]></category>
		<category><![CDATA[เสริมภูมิคุ้มกัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/</guid>
		<description><![CDATA[มี สมุนไพรหลายชนิดที่ใช้เป็นยารักษาโรคได้ ทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งอาการบางอย่างได้ด้วย ขณะเดียวกันก็ยังสามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันเพื่อการรักษาที่ควบคู่กันไป ได้อีกด้วย &#8220;หญ้าปักกิ่งหรือหญ้าเทวดา&#8221; ก็เป็นสมุนไพรหนึ่งในนั้นที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ยับยั้งโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงพลัง และปรับสมดุลในร่างกายได้ มีข้อถก เถียงกันมานานเรื่องการใช้ หญ้าปักกิ่ง แต่ผลการวิจัยได้พิสูจน์ว่าหญ้าปักกิ่ง มีคุณสมบัติยับยั้งโรคมะเร็งได้จริง แต่ต้องรับประทานอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังให้มาก หลังจากที่ หญ้าปักกิ่งแพร่หลายในบ้านเรา คือเรื่อง หญ้าปักกิ่งปลอม ซึ่งต้องสังเกตให้ดี อย่าหลงเชื่อผู้ขาย และต้องปรึกษาผู้รู้เท่านั้น ภ.ญ.ปัทมา สุนทรศารทูล อธิบายสรรพคุณว่า หญ้าปักกิ่ง หรือในชื่อภาษาจีนว่า เล้งจือเช่า หรือหญ้าเทวดา เป็นยามีรสจืด เย็น มีสรรพคุณในการยับยั้งโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งในคอ มะเร็งตับ มะเร็งมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว การตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บพบว่า ลำต้นหญ้าปักกิ่งมีสารกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์ เป็นสารต้านมะเร็งระยะต้น ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เช่น โรคมะเร็ง เส้นเลือดหัวใจตีบ โรคภูมิแพ้ โรคความดันและเบาหวาน สามารถใช้รักษาร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้ ช่วยลดอาการข้างเคียงจาการฉายแสง ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฉายแสง &#8220;ชาว จีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นยารักษาโรคมานับพันปีแล้ว รักษาสารพัดโรคครอบจักรวาล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.blogth.com/blog/Colum/Helth/933.html" target="_blank"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-230" style="border: 1px solid black; margin: 2px;" title="ebook_cancer" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/ebook_cancer-150x150.jpg" alt="ebook_cancer" width="150" height="150" /></a> มี สมุนไพรหลายชนิดที่ใช้เป็นยารักษาโรคได้ ทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งอาการบางอย่างได้ด้วย ขณะเดียวกันก็ยังสามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันเพื่อการรักษาที่ควบคู่กันไป ได้อีกด้วย &#8220;หญ้าปักกิ่งหรือหญ้าเทวดา&#8221; ก็เป็นสมุนไพรหนึ่งในนั้นที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ยับยั้งโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงพลัง และปรับสมดุลในร่างกายได้</p>
<p>มีข้อถก เถียงกันมานานเรื่องการใช้ หญ้าปักกิ่ง แต่ผลการวิจัยได้พิสูจน์ว่าหญ้าปักกิ่ง มีคุณสมบัติยับยั้งโรคมะเร็งได้จริง แต่ต้องรับประทานอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังให้มาก หลังจากที่ หญ้าปักกิ่งแพร่หลายในบ้านเรา คือเรื่อง หญ้าปักกิ่งปลอม ซึ่งต้องสังเกตให้ดี อย่าหลงเชื่อผู้ขาย และต้องปรึกษาผู้รู้เท่านั้น</p>
<p>ภ.ญ.ปัทมา สุนทรศารทูล อธิบายสรรพคุณว่า หญ้าปักกิ่ง หรือในชื่อภาษาจีนว่า เล้งจือเช่า หรือหญ้าเทวดา เป็นยามีรสจืด เย็น มีสรรพคุณในการยับยั้งโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งในคอ มะเร็งตับ มะเร็งมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว การตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บพบว่า ลำต้นหญ้าปักกิ่งมีสารกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์ เป็นสารต้านมะเร็งระยะต้น ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เช่น โรคมะเร็ง เส้นเลือดหัวใจตีบ โรคภูมิแพ้ โรคความดันและเบาหวาน สามารถใช้รักษาร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้ ช่วยลดอาการข้างเคียงจาการฉายแสง ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฉายแสง</p>
<p><span id="more-25"></span><span style="color: #ff0000">&#8220;ชาว จีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นยารักษาโรคมานับพันปีแล้ว รักษาสารพัดโรคครอบจักรวาล เช่น บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลร่างกาย เสริมภูมิคุ้มกัน ในประเทศไทยมีการนำเข้ามาปลูกเป็นยาจีน รักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และทำน้ำคั้นดื่มรักษาโรคมาเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยทำวิจัยคุณสมบัติหญ้าปักกิ่ง พบว่า ไม่มีพิษสะสมต่ออวัยวะอื่น และได้สรรพคุณทางเคมีเภสัชว่า สามารถทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรงระยะอ่อน-ปานกลาง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม และลำไส้ใหญ่ ซึ่งสารที่แสดงฤทธิ์ คือกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์&#8221;</span></p>
<p>ถิ่น กำเนิดของหญ้าปักกิ่งนั้น ภ.ญ.ปัทมา ให้รายละเอียดว่า หญ้าปักกิ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้แถบสิบสองปันนา ในตำรายาจีนปรากฏพืชชนิดสกุลเดียวกันนี้ ใช้รักษาอาการเจ็บคอและมะเร็ง มีลักษณะคล้ายกับหญ้ามาเลเซียที่นำมาปูพื้นสนาม แต่หญ้าปักกิ่งจะอวบน้ำกว่า ใบนุ่ม หลังใบมีขนอ่อนๆ โคนต้นทรงกระบอก สีออกขาว ดอกออกเป็นช่อที่ยอดรวมกันเป็นกระจุกแน่น กลีบดอกสีฟ้าหรือสีม่วงอ่อน มีสรรพคุณเสริมภูมิต้านทาน ช่วยให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งดีขึ้น</p>
<p>ภ.ญ.ปัทมาแนะ นำการแปรรูปหญ้าปักกิ่งว่า เก็บเอาหญ้าปักกิ่งทั้งต้นทั้งราก คัดเอาใบที่สมบูรณ์และใบซีดเหลืองออกก่อน ล้างเศษดินที่ติดมากับรากให้สะอาดนำไปล้างน้ำอีก 2 ครั้ง ทิ้งให้สะเด็ดน้ำ นำหญ้าปักกิ่งมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆขนาด ครึ่งเซนติเมตร นำไปตากแดดประมาณ 5-7 วัน เวลาตากควรเกลี่ยให้ทั่วและเกลี่ยบ่อยๆ เมื่อแห้งสนิมแล้วนำมาบรรจุภาชนะให้มิดชิด สามารถนำไปทำเป็นลูกกลอน ยาอัดเม็ด แคปซูล ชา และเครื่องดื่มชนิดผง</p>
<p>&#8220;ส่วน มากจะทำเป็นน้ำหญ้าปักกิ่ง มีส่วนผสมคือ หญ้าปักกิ่ง น้ำเชื่อม น้ำสะอาด วิธีการคือ นำหญ้าปักกิ่งที่สดใหม่ ล้างน้ำให้สะอาด แช่ด่างทับทิม 15-20 นาที แล้วหั่นตามขวางละเอียด ใส่เครื่องปั่น เติมน้ำแล้วกรองด้วยผ้าขาว เติมน้ำเชื่อมพอหวาน ชิมรสตามชอบจะได้น้ำหญ้าปักกิ่งสีเขียวหวานใส&#8221;</p>
<p>ประวัติการ รักษาโรคมะเร็งในประเทศนั้น ภญ.ปัทมา กล่าวว่า ประมาณปี 2527 มีผู้ป่วยโรคมะเร็งดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าเทวดาเพื่อรักษาและบรรเทาอาการจาก โรคมะเร็ง สามารถยืดชีวิตต่อไปได้ในระยะหนึ่ง ทำให้หญ้าเทวดาเป็นที่สนใจมาก นอกจากนั้นมีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายหนึ่ง แพทย์บอกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 3 เดือน ขอให้นำไปพักรักษาที่บ้าน แต่ผู้ป่วยได้ดื่มน้ำหญ้าปักกิ่งคั้นสด 1 ปีต่อมายังไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ผลของผู้ป่วยรายนี้กระตุ้นให้มีการศึกษาวิจัยคุณสมบัติของหญ้าเทวดา นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยบางรายที่ใช้หญ้าปักกิ่งรักษาอาการร่วมกับยาแผน ปัจจุบัน</p>
<p>&#8220;ในการวิจัยที่เคยมีการทำกันมามีรายงานว่า สารสกัดหญ้าเทวดา มีผลลดความรุนแรงของการแพร่กระจายของมะเร็งในหนู จึงคาดว่า สารสกัดหญ้าเทวดาอาจใช้ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้&#8221;</p>
<p>ข้อควรระมัดระวังในการใช้หญ้าเทวดานั้น ภญ.ปัทมา เตือนว่า หญ้าเทวดาที่มีคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วยต้องเป็นต้นที่มีอายุเหมาะสม กล่าวคือ หากเป็นหญ้าที่มีการปลูกโดยการชำกิ่งต้องมีอายุมากกว่า 3 เดือนขึ้นไป แต่ถ้าเป็นหญ้าที่ปลูกจากการเพาะเมล็ด ต้องมีอายุมากกว่า 5 เดือนขึ้นไป หญ้าเทวดาที่มีอายุยังไม่ครบ ได้มีการศึกษาแล้วพบว่า สารกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์ ไม่มีการสร้างในต้นที่มีอายุยังไม่ครบ ดังนั้นการซื้อหญ้าเทวดามาบริโภคต้องมั่นใจว่าต้นนั้นๆมีอายุครบตามเกณฑ์ที่ กำหนด จึงจะได้คุณประโยชน์ที่พึงประสงค์</p>
<p>&#8220;ใน ด้านการพัฒนาสู่มาตรฐานสากลในประเทศไทยนั้น สถาบันวิจัยและพัฒนาขององค์การเภสัชกรรม ได้นำหญ้าเทวดามาพัฒนาเป็นยาเม็ด โดยใช้ส่วนประกอบทุกอย่างเป็นสารธรรมชาติ แม้กระทั่งสีที่ใช้เคลือบยาเม็ดก็ได้จากสีเขียวของคลอโรฟีลล์จากพืช วัตถุดิบและการผลิตทั้งหมดเป็นภูมิปัญญาของคนไทยล้วนๆไม่พึ่งต่างชาติ แต่การประกันคุณภาพจะเทียบเท่ามาตรฐานสากล&#8221;</p>
<p>ภญ.ปัทมา อธิบายว่า การพัฒนาหญ้าเทวดาในรูปของยาเม็ด นอกจากเป็นรูปแบบของยาที่รับประทานง่ายแล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วยได้รับคุณค่าของยาอย่างสม่ำเสมอ เพราะยาเม็ดหญ้าเทวดาทุกเม็ดได้ผ่านกระบวนการผลิตและการควบคุมที่ทันสมัย เพื่อประกันคุณภาพของยาเม็ดหญ้าเทวดาทุก 2 เม็ดมีคุณค่าเทียบเท่ากับหญ้าเทวดาสดจำนวน 3 ต้น</p>
<p>&#8220;การ ใช้ยานี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรรับประทานยานี้เป็นรอบ โดยรับประทาน 7 วันแล้วหยุด 4 วัน สลับกันไปแล้วเริ่มรับประทานรอบใหม่ ระยะเวลาการรับประทานขึ้นกับจุดประสงค์การใช้ยาดังนี้ กรณีใช้ลดผลข้างเคียงจากรังสีบำบัดหรือเคมีบำบัดผู้ป่วยมะเร็งรับประทานควบ คู่ไปกับการรักษาแผนปัจจุบัน โดยรับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน การหยุดรับประทานเป็นช่วงๆ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน&#8221;</p>
<p>ส่วน กรณีป้องกันการแพร่กระจายและการกลับมาเป็นซ้ำของผู้ป่วยโรคมะเร็งหลังจากได้ รับการรักษาแล้ว โดยป้องกันการแพร่กระจายและกลับเป็นซ้ำอีก ให้รับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกัน 1 ปี และตรวจมะเร็งปีละ 2 ครั้ง ส่วนกรณีการใช้เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน ในผู้ที่ไม่ได้เป็นมะเร็ง รับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน ติดต่อกันเป็นเวลาไม่เกิน 6-8 สัปดาห์ โดยใช้เฉพาะช่วงที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ติดเชื้อไวรัสเป็นต้น</p>
<p>ท้าย สุด ภ.ญ.ปัทมา แนะนำว่า การจะรับประทานหญ้าปักกิ่งเพื่อบำรุงร่างกายไม่ว่าจะด้วยสรรพคุณใดต้อง ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะหญ้าปักกิ่งด้วย แต่หมายถึงสมุนไพรทุกชนิด เพราะปัจจุบันมีของไม่แท้อยู่มากมาย แทนที่จะเป็นผลดีแก่ร่างกายอาจทำให้เกิดผลเสียได้ ดังนั้นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น</p>
<p>แหล่งข้อมูล : <a href="http://www.dtam.moph.go.th/alternative/viewstory.php?id=189" target="_blank">กองการแพทย์ทางเลือก</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หญ้าปักกิ่ง : ความเมตตา และความหวัง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Jan 2010 03:37:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%a7/</guid>
		<description><![CDATA[สมุนไพรหญ้าปักกิ่ง เริ่มสะสมชื่อเสียงความนิยมมาอย่างเงียบๆ ในหมู่ญาติพี่น้องของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง ใครๆ ก็รู้ว่าคนที่เป็นมะเร็งนั้นมีความรู้สึกเหมือนถูกโทษประหารชีวิต การรักษาแบบแผนปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่ารักษาหาย แต่กลับมีผลข้างเคียงจากการรักษาที่เห็นผลทันตาจากการฉายแสงหรือ เคโมเทอราปีส์ เมื่อมีอะไรที่เป็นทางเลือกและความหวังผู้ป่วยมะเร็งก็จะไม่รอช้าที่จะแสวง หา หญ้าปักกิ่ง เป็นสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ ที่สมควรเผยแพร่ให้ความรู้กับประชาชนเพราะเป็นหญ้าที่ปลูกง่าย เตรียมปรุงยาง่ายไม่ซับซ้อน ถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็มีความปลอดภัย ที่สำคัญคือประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ จากการสืบเสาะพูดคุย กับผู้รู้หลายๆ ท่าน เราพบว่าบุคคลหนึ่งซึ่งพอจะเป็นตำนานของหญ้าปักกิ่งในเมืองไทยได้คือ คุณลุงณรงค์ สุทธิกุลพาณิช ท่านเล่าว่าหญ้าปักกิ่งนั้นเป็นหญ้าจากมณฑลสิบสองปันนาของจีน แต่เผยแพร่เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไรนั้นไม่ปรากฏ การที่หญ้าปักกิ่ง เป็นที่รู้จักในหมู่ชน มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มาสนับสนุนการใช้เพื่อเป็นสมุนไพรสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง รวมทั้งมีการศึกษาว่าหญ้าปักกิ่งไม่เป็นพิษในขนาดที่มีการแนะนำให้รับ ประทานกันอยู่นั้น จะเกิดเสียมิได้เลย ถ้าไม่มีคนใจดีมีเมตตาพยายาม ที่จะเผยแพร่สมุนไพรต้นนี้ออกสู่สาธารณชน ด้วยจิตใจที่อยากจะช่วยคน โดยไม่หวังผลทางการค้า ด้วยสติปัญญาที่ รอบคอบ และชาญฉลาดของคุณลุงณรงค์ สุทธิกุลพาณิช เมื่อท่านเห็นลูกน้องของเพื่อนหายจากโรคมะเร็งด้วยการใช้หญ้าปักกิ่ง ท่านจึงรวบรวมเพื่อนช่วยกันปลูกหญ้าปักกิ่ง มาแจกจ่ายให้คนที่ต้องการ โดยท่านแจกหญ้าปักกิ่งมาตั้งแต่ปี 2515 ร่วมสามสิบปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ท่านทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ จนปัจจุบันที่ท่านอายุ 83 ปี วิธีใช้และขนาดที่ คุณลุงณรงค์ แนะนำให้กิน คือ นำหญ้าปักกิ่งสดที่ล้างสะอาดแล้ว 3 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สมุนไพรหญ้าปักกิ่ง เริ่มสะสมชื่อเสียงความนิยมมาอย่างเงียบๆ ในหมู่ญาติพี่น้องของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง ใครๆ ก็รู้ว่าคนที่เป็นมะเร็งนั้นมีความรู้สึกเหมือนถูกโทษประหารชีวิต การรักษาแบบแผนปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่ารักษาหาย แต่กลับมีผลข้างเคียงจากการรักษาที่เห็นผลทันตาจากการฉายแสงหรือ เคโมเทอราปีส์ เมื่อมีอะไรที่เป็นทางเลือกและความหวังผู้ป่วยมะเร็งก็จะไม่รอช้าที่จะแสวง หา        หญ้าปักกิ่ง เป็นสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ ที่สมควรเผยแพร่ให้ความรู้กับประชาชนเพราะเป็นหญ้าที่ปลูกง่าย เตรียมปรุงยาง่ายไม่ซับซ้อน ถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็มีความปลอดภัย ที่สำคัญคือประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้</p>
<p>จากการสืบเสาะพูดคุย กับผู้รู้หลายๆ ท่าน เราพบว่าบุคคลหนึ่งซึ่งพอจะเป็นตำนานของหญ้าปักกิ่งในเมืองไทยได้คือ คุณลุงณรงค์ สุทธิกุลพาณิช ท่านเล่าว่าหญ้าปักกิ่งนั้นเป็นหญ้าจากมณฑลสิบสองปันนาของจีน แต่เผยแพร่เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไรนั้นไม่ปรากฏ</p>
<p><span id="more-21"></span>การที่หญ้าปักกิ่ง เป็นที่รู้จักในหมู่ชน มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มาสนับสนุนการใช้เพื่อเป็นสมุนไพรสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง รวมทั้งมีการศึกษาว่าหญ้าปักกิ่งไม่เป็นพิษในขนาดที่มีการแนะนำให้รับ ประทานกันอยู่นั้น จะเกิดเสียมิได้เลย ถ้าไม่มีคนใจดีมีเมตตาพยายาม ที่จะเผยแพร่สมุนไพรต้นนี้ออกสู่สาธารณชน ด้วยจิตใจที่อยากจะช่วยคน โดยไม่หวังผลทางการค้า<br />
ด้วยสติปัญญาที่ รอบคอบ และชาญฉลาดของคุณลุงณรงค์ สุทธิกุลพาณิช เมื่อท่านเห็นลูกน้องของเพื่อนหายจากโรคมะเร็งด้วยการใช้หญ้าปักกิ่ง ท่านจึงรวบรวมเพื่อนช่วยกันปลูกหญ้าปักกิ่ง มาแจกจ่ายให้คนที่ต้องการ โดยท่านแจกหญ้าปักกิ่งมาตั้งแต่ปี 2515 ร่วมสามสิบปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ท่านทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ จนปัจจุบันที่ท่านอายุ 83 ปี</p>
<p>วิธีใช้และขนาดที่ คุณลุงณรงค์ แนะนำให้กิน คือ นำหญ้าปักกิ่งสดที่ล้างสะอาดแล้ว 3 ต้น มาตำให้ละเอียดแล้วเติมน้ำต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ กรองผ่านผ้าขาวบาง เอามาคั้นน้ำดื่ม วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมงและก่อนนอน ควรตำคั้นทำเป็นวันต่อวันดีที่สุด ไม่ควรทำจำนวนมากหรือทิ้งไว้ค้างคืน และมีคนไข้บางรายมีญาติที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งอยู่ต่างประเทศ ขอร้องให้คุณลุงทำยาลูกกลอนหญ้าปักกิ่งให้ คุณลุงจึงทำเป็นยาลูกกลอนให้โดยให้รับรับประทาน 6 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาออภัยภูเบศร จึงได้นำยาลูกกลอนของคุณลุงณรงค์ มาชั่งหาน้ำหนัก แล้วบรรจุลงแคปซูลแทน เพื่อกันความชื้นหากต้องเก็บไว้นานๆ เพราะยาลูกกลอนชื้นง่าย</p>
<p>นอกจากคุณลุงจะแจก จ่ายหญ้าปักกิ่งให้กับผู้ป่วยมะเร็งแล้ว คุณูปการที่คุณลุงทำให้แก่แวดวงวิชาการด้านสมุนไพร คือ คุณลุงมีการบันทึกประวัติคนไข้ มีหลักฐานการใช้ มีการสัมภาษณ์อัดเทปไว้ กระตุ้นให้นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง มีความเชื่อมั่นที่จะนำหญ้าปักกิ่งมาศึกษาวิจัยในห้องทดลอง ทั้งยังเป็นผู้สนับสนุนวัตถุดิบสมุนไพรให้กับนักวิชาการ เพื่อจะได้ไม่ต้องหยิบต้นผิดๆ มาทำการศึกษา<br />
จนปัจจุบันพบว่า ในหลอดทดลองนั้นหญ้าปักกิ่งมีผลต้านเซลมะเร็ง พวกมะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลมะเร็งเต้านม และที่สำคัญพบว่า หญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เจ้าภูมิคุ้มกันที่ว่านี้มันก็จะจัดการได้กับทุกเซลที่ผิดปกติไม่เลือกชนิด</p>
<p>แต่ทั้งนี้ไม่ได้ หมายความว่า หญ้าปักกิ่งรักษามะเร็งได้ทุกชนิด แต่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็งบางชนิด โดยทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น</p>
<p>หญ้าปักกิ่งที่แจก จ่ายผ่านมือคุณลุงนั้นมิใช่ผู้ป่วยจะได้เพียงหญ้าปักกิ่ง ประสบการณ์ที่คุณลุงได้รับการบอกเล่า จากผู้ป่วยมะเร็งคนแล้วคนเล่าได้ถูกถ่ายทอด บางครั้งคำบอกเล่าของผู้ป่วยรายเก่าก็ถูกอัดใส่เทป เพื่อให้ผู้ป่วยรายใหม่ได้รับฟัง ก่อให้เกิดกำลังใจ และความหวัง ทั้งกำลังใจและความหวังนั้น จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง อันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะให้โรคที่เป็นอยู่มีอาการดีขึ้น<br />
ความเป็นมิตรและการ ปลอบประโลม พร้อมคำแนะนำของคุณลุง ทำให้ประสบการณ์แห่งความสำเร็จ ในการเยียวยาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยมะเร็ง ด้วยหญ้าปักกิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น คุณลุงกลายเป็นผู้ให้คำปรึกษา (counselor) แก่ผู้ป่วยมะเร็งที่เชี่ยวชาญคนหนึ่ง แน่นอนว่าผู้ป่วยบางท่านได้จากไป หลายคนก็มีอายุยืนยาวกว่าคำทำนายของแพทย์<br />
แต่สิ่งที่เหมือน กันสำหรับผู้กินหญ้าปักกิ่ง คือ แม้จะได้รับการรักษาแบบแผนปัจจุบัน ผู้ป่วยเหล่านั้นก็ทุกข์ทรมานน้อยลง จากผลข้างเคียงของการฉายแสงและเคโมเทอราปีส์</p>
<p>หญ้าปักกิ่ง หญ้าเทวดา (ใจดี) จึงเป็นความหวังของผู้ป่วยมะเร็ง ปลูกง่าย พึ่งตนเองได้ ไม่มีพิษ แต่น่าเป็นห่วงว่า ปัจจุบันหญ้าปักกิ่งถูกนำมาขาย จนกลายเป็นธุรกิจที่ประชาชนอาจสับสนในข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าเป็นเรื่องขนาดการกิน หรือวิธีใช้ที่มุ่งให้กินมากๆ เกินความจำเป็น หรือการปลูกที่อาจโด๊ปปุ๋ย หรือใส่สารเคมี</p>
<p>หญ้าปักกิ่งเป็นยา เย็นที่ช่วยปรับสมดุลแก่ร่างกาย เหมาะกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวของเมืองไทย เราสามารถทำน้ำหญ้าปักกิ่งรับประทานได้เอง ก่อนหน้าที่วิธีการของคุณลุงณรงค์จะได้รับการเผยแพร่นั้น ยุคแรกๆ ของการแนะนำให้ใช้หญ้าปักกิ่งจะแนะนำให้ตุ๋น กินแต่น้ำ เป็นยาบำรุงสุขภาพและยังระบุว่า สามารถใช้ในผู้ป่วยมะเร็งได้เช่นกัน</p>
<p>วิธีการใช้หญ้า ปักกิ่งที่ดีที่สุด คงไม่พ้นในแบบของคุณลุงณรงค์ เพราะท่านมีข้อมลไว้มากที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า วิธีอื่นจะใช้ไม่ได้ผล ก็จำไว้แต่ว่าหญ้าปักกิ่งเป็นยาเย็น ไปฉายรังสีมาก็ร้อน ใช้เคมีบำบัดมาก็ร้อน ถ้าคิดว่ากินยาเย็นก็ไม่น่าจะมีผลเสียอะไร</p>
<p><strong>แหล่งข้อมูล : </strong><a href="http://advisor.anamai.moph.go.th/hph/herbs/herbindex.html#pak" target="_blank">สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หญ้าปักกิ่งมีส่วนช่วยให้ก้อนมะเร็งในตับยุบลงเรื่อยๆ</title>
		<link>http://www.jatuka.com/testimonial/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/testimonial/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 Jan 2010 10:09:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประสบการณ์หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งในตับ]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=236</guid>
		<description><![CDATA[จดหมายจากผู้ป่วยดีใจ หมู่บ้านซิตี้ปาร์ค บางนา ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง อ.สมุทรปราการ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่อง ขอขอบพระคุณเรื่องยา เรียน คุณพันธิ์ศักดิ์ ชลิตพัฒนังกูร ดิฉันชื่อนางวิไล สังขพูล ทำงานเป็นเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี ที่โรงพยาบาลของรัฐบาลแห่งหนึ่ง ดิฉันได้ตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี ปรากฏว่าสุขภาพดีไม่มีปัญหา จนกระทั่งวันหนึ่งตอนหัวค่ำ ประมาณ 19.00 น.ดิฉันมีอาการเวียนศรีษะรุนแรงจนบ้านหมุน อาเจียน และท้องอืดมาก จึงได้ไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลที่ดิฉันทำงานอยู่ในวันรุ่งขึ้น คุณหมอได้ส่งเลือดไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงผลปรากฏว่าดิฉันป่วยเป็นมะเร็งตับ ขนาด 4&#215;4.5&#215;5.2 ซ.ม.(เหมือนยอดรัก สลักใจเลย) เป็นโรคทันสมัยด้วยนะ !!! ดิฉันตกใจมากคิดว่าไม่รอดแน่แล้ว รู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิตมาก คุณหมอได้ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถีในกรุงเทพฯ คุณหมอที่นั่นพยายามจะผ่าตัดให้ได้ ตามดิฉันถึง 2 ครั้ง ดิฉันหนีไปตรวจที่สถาบันมะเร็งอีกครั้งด้วยคาดหวังว่าผลตรวจออกมาจะไม่ใช่โรคมะเร็ง แต่คุณหมอยืนยันว่าเป็นมะเร็งแน่ 100% และนัดผ่าตัดอีก ดิฉันจึงหนีการผ่าตัดเป็นครั้งที่ 3 เพราะดิฉันทำงานที่โรงพยาบาลและได้เห็นว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเมื่อได้รับการผ่าตัด ฉายรังสี และให้คีโมจากโรงพยาบาลใหญ่ๆมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลที่ดิฉันทำงานอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเนื่องจากโรคกระจาย ดังนั้นดิฉันจึงได้ตัดสินใจมารักษายาไทย และทานอาหารมังสวิรัติ ทานอาหารชีวจิต แบบตัวอย่างของผู้ป่วยที่รอดแล้วมาลงอินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นวิทยาทาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">จดหมายจากผู้ป่วยดีใจ</p>
<p style="text-align: right;">หมู่บ้านซิตี้ปาร์ค บางนา<br />
ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง<br />
อ.สมุทรปราการ<br />
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552</p>
<p>เรื่อง ขอขอบพระคุณเรื่องยา<br />
เรียน คุณพันธิ์ศักดิ์ ชลิตพัฒนังกูร</p>
<p>ดิฉันชื่อนางวิไล สังขพูล ทำงานเป็นเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี ที่โรงพยาบาลของรัฐบาลแห่งหนึ่ง ดิฉันได้ตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี ปรากฏว่าสุขภาพดีไม่มีปัญหา จนกระทั่งวันหนึ่งตอนหัวค่ำ ประมาณ 19.00 น.ดิฉันมีอาการเวียนศรีษะรุนแรงจนบ้านหมุน อาเจียน และท้องอืดมาก จึงได้ไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลที่ดิฉันทำงานอยู่ในวันรุ่งขึ้น คุณหมอได้ส่งเลือดไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงผลปรากฏว่าดิฉันป่วยเป็นมะเร็งตับ ขนาด 4&#215;4.5&#215;5.2 ซ.ม.(เหมือนยอดรัก สลักใจเลย) เป็นโรคทันสมัยด้วยนะ !!! ดิฉันตกใจมากคิดว่าไม่รอดแน่แล้ว รู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิตมาก</p>
<p><span id="more-236"></span><br />
คุณหมอได้ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถีในกรุงเทพฯ คุณหมอที่นั่นพยายามจะผ่าตัดให้ได้ ตามดิฉันถึง 2 ครั้ง ดิฉันหนีไปตรวจที่สถาบันมะเร็งอีกครั้งด้วยคาดหวังว่าผลตรวจออกมาจะไม่ใช่โรคมะเร็ง แต่คุณหมอยืนยันว่าเป็นมะเร็งแน่ 100% และนัดผ่าตัดอีก ดิฉันจึงหนีการผ่าตัดเป็นครั้งที่ 3 เพราะดิฉันทำงานที่โรงพยาบาลและได้เห็นว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเมื่อได้รับการผ่าตัด ฉายรังสี และให้คีโมจากโรงพยาบาลใหญ่ๆมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลที่ดิฉันทำงานอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเนื่องจากโรคกระจาย<BR><br />
ดังนั้นดิฉันจึงได้ตัดสินใจมารักษายาไทย และทานอาหารมังสวิรัติ ทานอาหารชีวจิต แบบตัวอย่างของผู้ป่วยที่รอดแล้วมาลงอินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นวิทยาทาน และก็เลือกทานสมุนไพรบางตัวและอื่นๆอีกมากมาย มะเร็งลดลงจาก 550 เหลือ 250,180,160 ตามลำดับ พอรักษาได้ประมาณ 10 เดือนเศษกลับขึ้นมา 250 อีก เนื่องจากไปทานอาหารที่มีโปรตีน และสมุนไพรบางตัว(ขอปิดบังรายชื่อ)ไปกวนก้อนมะเร็งให้ส่งผลเพิ่มขึ้นอีก<BR><br />
ดิฉันหมดอาลัยตายอยากในชีวิตอีก แต่ก็ให้กำลังใจตัวเองด้วยการไปเรียนสมาธิกับสถาบันพลังจิตตานุภาพของวัดธรรมมงคล โดยหลวงพ่อวิริยังค์ สิริธโร กำลังใจก็มีมาอีกครั้ง ดิฉันเริ่มเปิดอินเตอร์เน็ตเพื่อหาสมุนไพรดีๆที่ถูกกับโรคของดิฉัน พร้อมพูดคุยกับผู้ป่วยที่รักษาด้วยสมุนไพรที่หายแล้ว<BR><br />
โชคยังเข้าข้างดิฉันได้พบกับคุณมนตรี ผู้มีน้ำใจงดงามมาก คุณมนตรีได้แนะนำเบอร์โทรศัพท์ให้มาคุยกับคุณพันธิ์ศักดิ์ ซึ่งท่านก็ได้ให้คำแนะนำดีมีเมตตาเป็นกันเองมาก ท่านได้ส่งหญ้าปักกิ่งหรือหญ้าเทวดากับว่านรางจืดชนิดแค็ปซูลมาให้ดิฉัน<BR><br />
ดิฉันเริ่มรับประทานเมื่อ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2551พอตกเย็นวันนั้นสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นกับดิฉันทันทีก่อนหน้านี้ดิฉันคลำพบก้อนเล็กๆหลายก้อนใต้รักแร้มีอาการเจ็บปวดและร้าวไปด้านหลัง เป็นมาประมาณ 30 วันแล้ว ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นอาการกระจายของโรคร้ายมาที่ต่อมน้ำเหลือง<BR><br />
และเย็นวันนั้นดิฉันได้คลายความเจ็บปวดลง รุ่งเช้าคลำดูใต้รักแร้ปรากฏว่าก้อนหายไปบางส่วน ดิฉันคิดว่าอะไรจะปานนั้น สวรรค์เมตตาหรือบุญกุศลที่ดิฉันปฏิบัติธรรมหรืออย่างไร  ทำให้พบตัวยาที่เหมือนเทวดามาโปรดสมชื่อจริงๆ นำโดยเทพบุตรที่มีชื่อว่า &#8220;คุณพันธิ์ศักดิ์&#8221;เป็นผู้ส่งให้&#8230;<BR><br />
และเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 ดิฉันได้ตรวจเลือดดูผลปรากฏว่า ค่าของมะเร็งลดลงจาก 255 เหลือ 148 ซึ่งลดลงไป 107หน่วย ภายในระยะเวลา 3 เดือนครึ่ง เฉลี่ยลดลงไปเดือนละ 30 หน่วย<BR><br />
ดิฉันมีความหวังว่ามะเร็งที่เหลือจะลงลงอย่างรวดเร็ว ถ้าดิฉันทานยาสมุนไพรพร้อมดูแลเรื่องอาหารควบคู่ไปด้วย และสิ่งที่ดิฉันค้นพบและทดลองด้วยตัวดิฉันก็บรรลุผลแล้ว<BR><br />
สมุนไพรทำลายมะเร็ง + สมุนไพรล้างพิษ พร้อมกับเพิ่มวินัยในการรับประทานอาหาร ซึ่งก่อนหน้านี้ดิฉันไม่ค่อยมีวินัยในการทานอาหารสักเท่าใด นึกจะทานอาหารโปรตีนก็ทาน อาหารรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ก็ทาน ซึ่งนับแต่นี้ต่อไปดิฉันต้องเคร่งครัด และให้ความสำคัญต่อการรับประทานอาหารเต็มที่ เพื่อดิฉันจะได้มีชีวิตอยู่เพื่อดูแลแม่ที่แก่ชรา และลูกๆของดิฉันซึ่งทุกคนล้วนมีความคาดหวังในตัวดิฉันสูงทั้งนั้น<BR></p>
<p>ดิฉันจึงขอขอบพระคุณคุณพันธิ์ศักดิ์ ชลิต พัฒนังกูรเป็นอย่างสูงที่มี ตัวยาดีเลิศไว้เผยแพร่แก่ผู้ที่สิ้นหวังแล้วอย่างดิฉันให้มีชีวิตอยู่เพื่อคนข้างหลัง ขอให้ท่านมีอายุมั่นขวัญยืนและมีความเจริญยิ่งขึ้นไป<br />
กราบขอบพระคุณอย่างสูง</p>
<p>วิไล สังขพูล</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-thumbnail wp-image-237 aligncenter" title="adaf117d8878a2b54bab5591f97ffe" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2009/05/adaf117d8878a2b54bab5591f97ffe-150x150.jpg" alt="adaf117d8878a2b54bab5591f97ffe" width="150" height="150" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/testimonial/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>36</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
