<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หญ้าปักกิ่ง หรือ หญ้าเทวดา สมุนไพร รับประทานเสริมภูมิคุ้มกัน รักษาโรคเสื่อม มะเร็ง</title>
	<atom:link href="http://www.jatuka.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.jatuka.com</link>
	<description>หญ้าปักกิ่งหรือหญ้าเทวดาเป็นสมุนไพร รับประทานเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย ใช้รักษาโรคเสื่อม มะเร็ง เบาหวาน ความดัน หัวใจ</description>
	<lastBuildDate>Mon, 08 Mar 2010 16:04:07 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>สรรพคุณหญ้าปักกิ่ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/สรรพคุณหญ้าปักกิ่ง/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/สรรพคุณหญ้าปักกิ่ง/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Mar 2010 05:57:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[รักษามะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[เล่งจือเฉ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=354</guid>
		<description><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง สมุนไพรบำบัด รักษาโรค (เล่งจือเฉ้า) Murdannia LoriFormis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy Commelinaceae
ลักษณะของหญ้าปักกิ่ง
หญ้า ปักกิ่ง เป็นไม้ล้มลุก สูงราว 10-30 ซ.ม. ใบเดี่ยว หนาเรียวคล้ายใบไผ่ ฉ่ำน้ำดอกเล็ก ๆ ออกที่ปลายต้น สีบานเย็น กลีบขาวแกมม่วง
หญ้าปักกิ่งมีกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ แถบสิบสองปันนา การขยายพันธุ์หญ้าปักกิ่งโดยการแยกหน่อ หรือเมล็ด หากจะนำมาปลูก ควรปลูกหญ้าปักกิ่งกับดินร่วนปนทราย และวางไว้ในที่ๆ มีแดดรำไร
สรรพคุณของหญ้าปักกิ่ง
หญ้า ปักกิ่ง เป็นสมุนไพรรักษาโรคครอบจักรวาล ชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว
ใช้บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลย์ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน Activate Cells หญ้า ปักกิ่งรักษามะเร็งได้ในระดับหนึ่ง เช่น ในตับ ลำคอ มดลูก กระเพาะอาหาร ลำไส้
ต่อมน้ำเหลือง เม็ดโลหิต (ลูคีเมีย) รักษาไทรอยด์ ไตอักเสบ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจ แก้ไอ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>หญ้าปักกิ่ง สมุนไพรบำบัด รักษาโรค (เล่งจือเฉ้า) Murdannia LoriFormis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy Commelinaceae</h2>
<h3>ลักษณะของหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p>หญ้า ปักกิ่ง เป็นไม้ล้มลุก สูงราว 10-30 ซ.ม. ใบเดี่ยว หนาเรียวคล้ายใบไผ่ ฉ่ำน้ำดอกเล็ก ๆ ออกที่ปลายต้น สีบานเย็น กลีบขาวแกมม่วง</p>
<p>หญ้าปักกิ่งมีกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ แถบสิบสองปันนา การขยายพันธุ์หญ้าปักกิ่งโดยการแยกหน่อ หรือเมล็ด หากจะนำมาปลูก ควรปลูกหญ้าปักกิ่งกับดินร่วนปนทราย และวางไว้ในที่ๆ มีแดดรำไร</p>
<h3>สรรพคุณของหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p>หญ้า ปักกิ่ง เป็นสมุนไพรรักษาโรคครอบจักรวาล ชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว</p>
<p>ใช้บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลย์ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน Activate Cells หญ้า ปักกิ่งรักษามะเร็งได้ในระดับหนึ่ง เช่น ในตับ ลำคอ มดลูก กระเพาะอาหาร ลำไส้</p>
<p>ต่อมน้ำเหลือง เม็ดโลหิต (ลูคีเมีย) รักษาไทรอยด์ ไตอักเสบ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจ แก้ไอ ระงับปวด บำรุงหัวใจ</p>
<p>ไมเกรน ภูมิแพ้ ทำให้น้ำเหลืองแห้ง สามารถนำหญ้าปักกิ่งมาตำ แล้วพอกรักษาแผลต่างๆ เช่นงูสวัด เริม แผลเบาหวาน อีกทั้งยังช่วยระบบขับถ่ายดีมาก ฯลฯ (มีฮอร์โมน ,</p>
<p>เกลือแร่ , ไม่เป็นพิษระยะสั้น – ระยะยาว)</p>
<h3>วิธีรับประทานหญ้าปักกิ่ง</h3>
<ul>
<li><strong>สูตรดั้งเดิม </strong>นำหญ้าปักกิ่ง 3 ต้นทั้งราก ล้างให้สะอาด ใส่ครกใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยใช้ ตำให้ละเอียดแล้วผสมน้ำสุกที่เย็นแล้วประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ คั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมง 1 ครั้ง ก่อนนอน 1 ครั้ง จะเห็นผลประมาณ 1 อาทิตย์จะรับประทานยาที่แพทย์สั่งขณะรับประทาน หญ้าปักกิ่งก็ได้ ถ้าท่านผ่านการฉายแสง หรือให้เคโมมาแล้ว มารับประทานหญ้าปักกิ่งก็จะไม่แพ้แสง และถอนพิษได้</li>
<li><strong>สูตรมหิดล</strong> นำหญ้าปักกิ่ง 6 ต้นทั้งรากล้างให้สะอาด และน้ำ 4 ช้อนโต๊ะ ปั่นด้วยเครื่องปั่นน้ำผลไม้ คั้นแล้วแบ่งรับประทาน 2 มื้อ ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมง 1 ครั้ง ก่อนนอน 1 ครั้ง</li>
<li><strong>สูตรมยุรี</strong> นำหญ้าปักกิ่ง 1 กิโลกรัม ล้างให้สะอาดทั้งต้น ใบ ราก และดอก (ถ้ามี) ใช้น้ำสุกเย็นแล้ว 3 ขวดแม่โขงกลม ปั่นด้วยเครื่องปั่น (Blender) คั้นหญ้าปักกิ่งด้วยผ้าขาวบางสะอาด เอาแต่น้ำสีเขียวเข้มและฟอง กรอกใส่ขวด ปิดฝาให้แน่น เก็บเข้าตู้เย็น (ใต้ช่องแข็ง) ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมง 1 ครั้ง และก่อนนอน 1 ครั้ง ถ้าผสมน้ำผึ้งด้วย ก็จะได้รสชาติอร่อย หวาน หอมชื่นใจ (ส่วนกาก นำมาต้มแล้วคั้นดื่มแทนน้ำได้)</li>
<li>ยาอายุวัฒนะ นำหญ้าปักกิ่งที่ถอนมาสด ๆ พร้อมราก ล้างให้สะอาด ต้มกับน้ำ หลังเดือดแล้วให้เติมน้ำผึ้งพอประมาณ ดื่มวันละ 3 เวลา จะทำให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว</li>
<li><strong>ป้องกันสารพัดโรค</strong> รับประทานหญ้าปักกิ่งสดๆ หรือปรุงเป็นอาหารจิ้มน้ำพริกกินก็ได้ รสอร่อยมาก ถ้ามีหญ้าปักกิ่งมากก็ใช้ทั้งต้น ถ้ามีน้อยก็ใช้วิธีลอกใบล่างๆ มารับประทานวันละ 14 ใบ</li>
</ul>
<h3>ข้อควรระวัง</h3>
<p>ไม่ควรรับประทานของแสลง ซึ่งมีผลให้ฤทธิ์การรักษาโรคของหญ้าปักกิ่งอ่อนลง เช่น</p>
<ul>
<li>ฟักแฟง</li>
<li>แตงกวา</li>
<li>มะระ</li>
<li>หัวไชเท้า</li>
</ul>
<h3>ปฏิกิริยาหลังรับประทานหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p>หลังรับประทานหญ้าปักกิ่งเป็นเวลา 1 อาทิตย์ หรือ 10 วัน อาจมีอาการต่างๆ เหล่านี้ : หงุดหงิด หรือ เป็นไข้ หรือ โมโหง่าย หรือ นอนไม่หลับ หรือ ปวดเมื่อย หรือ อาจจะมีน้ำเหลืองปนหนองออกทางอุจจาระ ส่วนปัสสาวะอาจมีกลิ่นเหม็นเหมือนน้ำล้างปลา</p>
<p>แต่ <strong>&#8220;ไม่&#8221;</strong> เป็นอย่างนี้ทุกคนหรือทุกอาการ และไม่เป็นนาน ไม่ต้องตกใจ เพราะหญ้าปักกิ่งกำลังออกฤทธิ์ โรคกำลังถูกปราบ</p>
<h3>Tips &amp; Trick ในการดื่มน้ำหญ้าปักกิ่งให้อร่อย</h3>
<p>หลายท่าน คงพบปัญหาว่า น้ำหญ้านั้น เหม็นเขียว และดื่มยากเหลือเกิน กว่าจะดื่มได้หมดหนึ่งแก้ว &#8230; เราแนะนำให้ลองผสมน้ำผึ้ง โดยละลายน้ำผึ้งกับน้ำอุ่นเล็กน้อย แล้วจึงผสมน้ำหญ้าลงไปในแก้ว กะปริมาณหวานพอเมาะ</p>
<p>รับรองค่ะว่า น้ำหญ้าปักกิ่ง จะหอม หวาน และรับประทานได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ <img src='http://www.jatuka.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<h3>ข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง</h3>
<ul>
<li>สารานุกรมสมุนไพรไทย โดยอาจารย์วุฒิ วุฒิธรรม</li>
<li>คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล</li>
<li>ประสบการณ์จริงจากผู้ที่ใช้หญ้าปักกิ่งในการรักษาโรคต่างๆ</li>
</ul>
<h3>รูปของหญ้าปักกิ่ง</h3>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-13 aligncenter" title="หญ้าปักกิ่ง" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/murdannia12.gif" alt="หญ้าปักกิ่ง" width="226" height="148" /></p>
<p style="text-align: center;">
<div class="ngg-galleryoverview" id="ngg-gallery-2-354">


	<!-- Piclense link -->
	<div class="piclenselink">
		<a class="piclenselink" href="javascript:PicLensLite.start({feedUrl:'http://www.jatuka.com/wp-content/plugins/nextgen-gallery/xml/media-rss.php?gid=2&amp;mode=gallery'});">
			[View with PicLens]		</a>
	</div>
	
	<!-- Thumbnails -->
		
	<div id="ngg-image-53" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.jatuka.com/wp-content/gallery/gallery/murdannia-06.jpg" title=" " class="shutterset_set_2" >
								<img title="murdannia-06" alt="murdannia-06" src="http://www.jatuka.com/wp-content/gallery/gallery/thumbs/thumbs_murdannia-06.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-54" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.jatuka.com/wp-content/gallery/gallery/murdannia-07.jpg" title=" " class="shutterset_set_2" >
								<img title="" alt="" src="http://www.jatuka.com/wp-content/gallery/gallery/thumbs/thumbs_murdannia-07.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-52" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.jatuka.com/wp-content/gallery/gallery/murdannia-05.jpg" title=" " class="shutterset_set_2" >
								<img title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" alt="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" src="http://www.jatuka.com/wp-content/gallery/gallery/thumbs/thumbs_murdannia-05.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-51" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.jatuka.com/wp-content/gallery/gallery/murdannia-04.jpg" title=" " class="shutterset_set_2" >
								<img title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" alt="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" src="http://www.jatuka.com/wp-content/gallery/gallery/thumbs/thumbs_murdannia-04.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-50" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.jatuka.com/wp-content/gallery/gallery/murdannia-03.gif" title=" " class="shutterset_set_2" >
								<img title="murdannia-03" alt="murdannia-03" src="http://www.jatuka.com/wp-content/gallery/gallery/thumbs/thumbs_murdannia-03.gif" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-49" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.jatuka.com/wp-content/gallery/gallery/murdannia-02.jpg" title=" " class="shutterset_set_2" >
								<img title="murdannia-02" alt="murdannia-02" src="http://www.jatuka.com/wp-content/gallery/gallery/thumbs/thumbs_murdannia-02.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-48" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.jatuka.com/wp-content/gallery/gallery/murdannia-01.jpg" title=" " class="shutterset_set_2" >
								<img title="murdannia-01" alt="murdannia-01" src="http://www.jatuka.com/wp-content/gallery/gallery/thumbs/thumbs_murdannia-01.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 	 	
	<!-- Pagination -->
 	<div class='ngg-clear'></div>
 	
</div>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/สรรพคุณหญ้าปักกิ่ง/feed/langswitch_lang/en/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/ความรู้เกี่ยวกับมะเร็ง/อาหารที่ควรทาน/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/ความรู้เกี่ยวกับมะเร็ง/อาหารที่ควรทาน/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Mar 2010 16:01:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=484</guid>
		<description><![CDATA[
ให้ทาน

ข้าวกล้อง แทนข้าวขาว ให้เลือกข้าวกล้องหอมมะลิ (จะนุ่มไม่แข็ง) โดยหุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าทั่วไป ใส่น้ำมากกว่าปกตินิดหน่อย (พอใกล้สุกก็โรยงาดำซักหน่อยก็ดีค่ะ)
งาดำ ลูกเดือย เต้าหู้ แทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ (ช่วงแรกถ้าทำได้อยากให้งดเต้าหู้ก่อน)
ผักสดต่างๆ เช่น คึ่นไช่ กระหล่ำปลี บล๊อกโคลี่ แครอท พริกหวาน มะเขือเทศ ตำลึง ฟักทอง ผักกาดหอม หอมใหญ่
พวกเครื่องแกงต่างๆ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก กระชาย ขมิ้น สะระแหน่ หอม-ผักชี ให้ทานทุกอาทิตย์ อาจทำแกงต้มยำไม่ใส่เนื้อสัตว์ โดยกินแต่น้ำทุกอาทิตย์
ผลไม้ไม่หวาน เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอ๊ปเปิ้ลเขียว เป็นต้น
ถ้ามีเวลา ให้ทำน้ำผลไม้คั้น หรือคั้นน้ำผักผสมผลไม้ สลับทานทุกวัน เป็นประจำ
น้ำสมุนไพรต่าง เช่น น้ำใบบัวบก หญ้าปักกิ่ง คั้นน้ำทาน หรือทานสดๆ ได้ยิ่งดี
พวกผักต่างๆ ต้องล้างสารพิษ ถ้าจะให้ดีใช้ผงคาร์บอน ได้ผลดีที่สุดเลย (คือเราทานแต่ผักก็จริง แต่ไม่ได้เอาสารเคมีที่เป็นพิษออก ก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p></p>
<h2><strong>ให้ทาน</strong></h2>
<ul>
<li>ข้าวกล้อง แทนข้าวขาว ให้เลือกข้าวกล้องหอมมะลิ (จะนุ่มไม่แข็ง) โดยหุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าทั่วไป ใส่น้ำมากกว่าปกตินิดหน่อย (พอใกล้สุกก็โรยงาดำซักหน่อยก็ดีค่ะ)</li>
<li>งาดำ ลูกเดือย เต้าหู้ แทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ (ช่วงแรกถ้าทำได้อยากให้งดเต้าหู้ก่อน)</li>
<li>ผักสดต่างๆ เช่น คึ่นไช่ กระหล่ำปลี บล๊อกโคลี่ แครอท พริกหวาน มะเขือเทศ ตำลึง ฟักทอง ผักกาดหอม หอมใหญ่</li>
<li>พวกเครื่องแกงต่างๆ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก กระชาย ขมิ้น สะระแหน่ หอม-ผักชี ให้ทานทุกอาทิตย์ อาจทำแกงต้มยำไม่ใส่เนื้อสัตว์ โดยกินแต่น้ำทุกอาทิตย์</li>
<li>ผลไม้ไม่หวาน เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอ๊ปเปิ้ลเขียว เป็นต้น</li>
<li>ถ้ามีเวลา ให้ทำน้ำผลไม้คั้น หรือคั้นน้ำผักผสมผลไม้ สลับทานทุกวัน เป็นประจำ</li>
<li>น้ำสมุนไพรต่าง เช่น น้ำใบบัวบก หญ้าปักกิ่ง คั้นน้ำทาน หรือทานสดๆ ได้ยิ่งดี</li>
<li>พวกผักต่างๆ ต้องล้างสารพิษ ถ้าจะให้ดีใช้ผงคาร์บอน ได้ผลดีที่สุดเลย (คือเราทานแต่ผักก็จริง แต่ไม่ได้เอาสารเคมีที่เป็นพิษออก ก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์ ยิ่งจะเป็นโทษมากกว่าด้วย อันนี้สำคัญมากๆเลยค่ะ)</li>
<li>ระหว่างรักษาตัวให้สอบถามอาการข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น หรืออาการที่ต้องระวัง จากคุณหมอที่ทำการรักษาเสมอ และเมื่อกลับจากโรงพยาบาลเพื่อไปพักผ่อนที่บ้าน ก็ให้หมั่นสังเกตุอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นอาการที่ได้สอบถามกับคุณหมอว่าเป็นอาการที่ผิดปกติ ต้องรีบกลับไปพบคุณหมอโดยเร็วที่สุด แต่ถ้าเป็นอาการทั่วไปที่ดูแล้วไม่ผิดปกติ ให้จดบันทึกเพื่อจะได้นำไปสอบถามกับคุณหมอในการนัดครั้งต่อไป เพราะตัวเองเท่านั้นที่จะเป็นผู้ที่เข้าใจสิ่งผิดปกติในร่างกายของเราได้ดี ที่สุด เพื่อจะได้หาทางป้องกัน แก้ไข และรักษาได้ทันท่วงที</li>
</ul>
<h2>ห้ามรับประทาน</h2>
<ul>
<li>เนื้อสัตว์ทุกชนิด</li>
<li>ของเค็ม</li>
<li>ของหวาน(รวมถึงพวกผลไม้หวานๆ)</li>
<li>ของมัน(พวกกระทิ, ของทอดต่างๆ)</li>
<li> และอาหารหมักดอง</li>
<li>หรือรมควัน เช่น กุญเชียง แหนม หมูยอ ไส้กรอก เป็นต้น</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/ความรู้เกี่ยวกับมะเร็ง/อาหารที่ควรทาน/feed/langswitch_lang/en/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หญ้าปักกิ่ง หญ้าเทวดา ทางเลือกของผู้ป่วยมะเร็ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/ทางเลือกของผู้ป่วยมะเร/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/ทางเลือกของผู้ป่วยมะเร/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Jan 2010 19:46:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งตับ]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งมดลูก]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งเม็ดเลือดขาว]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งในคอ]]></category>
		<category><![CDATA[เสริมภูมิคุ้มกัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/</guid>
		<description><![CDATA[ มี สมุนไพรหลายชนิดที่ใช้เป็นยารักษาโรคได้ ทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งอาการบางอย่างได้ด้วย ขณะเดียวกันก็ยังสามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันเพื่อการรักษาที่ควบคู่กันไป ได้อีกด้วย &#8220;หญ้าปักกิ่งหรือหญ้าเทวดา&#8221; ก็เป็นสมุนไพรหนึ่งในนั้นที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ยับยั้งโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงพลัง และปรับสมดุลในร่างกายได้
มีข้อถก เถียงกันมานานเรื่องการใช้ หญ้าปักกิ่ง แต่ผลการวิจัยได้พิสูจน์ว่าหญ้าปักกิ่ง มีคุณสมบัติยับยั้งโรคมะเร็งได้จริง แต่ต้องรับประทานอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังให้มาก หลังจากที่ หญ้าปักกิ่งแพร่หลายในบ้านเรา คือเรื่อง หญ้าปักกิ่งปลอม ซึ่งต้องสังเกตให้ดี อย่าหลงเชื่อผู้ขาย และต้องปรึกษาผู้รู้เท่านั้น
ภ.ญ.ปัทมา สุนทรศารทูล อธิบายสรรพคุณว่า หญ้าปักกิ่ง หรือในชื่อภาษาจีนว่า เล้งจือเช่า หรือหญ้าเทวดา เป็นยามีรสจืด เย็น มีสรรพคุณในการยับยั้งโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งในคอ มะเร็งตับ มะเร็งมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว การตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บพบว่า ลำต้นหญ้าปักกิ่งมีสารกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์ เป็นสารต้านมะเร็งระยะต้น ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เช่น โรคมะเร็ง เส้นเลือดหัวใจตีบ โรคภูมิแพ้ โรคความดันและเบาหวาน สามารถใช้รักษาร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้ ช่วยลดอาการข้างเคียงจาการฉายแสง ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฉายแสง
&#8220;ชาว จีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นยารักษาโรคมานับพันปีแล้ว รักษาสารพัดโรคครอบจักรวาล เช่น บำรุงพลังปราณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.blogth.com/blog/Colum/Helth/933.html" target="_blank"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-230" style="border: 1px solid black; margin: 2px;" title="ebook_cancer" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/ebook_cancer-150x150.jpg" alt="ebook_cancer" width="150" height="150" /></a> มี สมุนไพรหลายชนิดที่ใช้เป็นยารักษาโรคได้ ทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งอาการบางอย่างได้ด้วย ขณะเดียวกันก็ยังสามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันเพื่อการรักษาที่ควบคู่กันไป ได้อีกด้วย &#8220;หญ้าปักกิ่งหรือหญ้าเทวดา&#8221; ก็เป็นสมุนไพรหนึ่งในนั้นที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ยับยั้งโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงพลัง และปรับสมดุลในร่างกายได้</p>
<p>มีข้อถก เถียงกันมานานเรื่องการใช้ หญ้าปักกิ่ง แต่ผลการวิจัยได้พิสูจน์ว่าหญ้าปักกิ่ง มีคุณสมบัติยับยั้งโรคมะเร็งได้จริง แต่ต้องรับประทานอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังให้มาก หลังจากที่ หญ้าปักกิ่งแพร่หลายในบ้านเรา คือเรื่อง หญ้าปักกิ่งปลอม ซึ่งต้องสังเกตให้ดี อย่าหลงเชื่อผู้ขาย และต้องปรึกษาผู้รู้เท่านั้น</p>
<p>ภ.ญ.ปัทมา สุนทรศารทูล อธิบายสรรพคุณว่า หญ้าปักกิ่ง หรือในชื่อภาษาจีนว่า เล้งจือเช่า หรือหญ้าเทวดา เป็นยามีรสจืด เย็น มีสรรพคุณในการยับยั้งโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งในคอ มะเร็งตับ มะเร็งมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว การตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บพบว่า ลำต้นหญ้าปักกิ่งมีสารกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์ เป็นสารต้านมะเร็งระยะต้น ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เช่น โรคมะเร็ง เส้นเลือดหัวใจตีบ โรคภูมิแพ้ โรคความดันและเบาหวาน สามารถใช้รักษาร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้ ช่วยลดอาการข้างเคียงจาการฉายแสง ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฉายแสง</p>
<p><span id="more-25"></span><span style="color: #ff0000">&#8220;ชาว จีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นยารักษาโรคมานับพันปีแล้ว รักษาสารพัดโรคครอบจักรวาล เช่น บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลร่างกาย เสริมภูมิคุ้มกัน ในประเทศไทยมีการนำเข้ามาปลูกเป็นยาจีน รักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และทำน้ำคั้นดื่มรักษาโรคมาเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยทำวิจัยคุณสมบัติหญ้าปักกิ่ง พบว่า ไม่มีพิษสะสมต่ออวัยวะอื่น และได้สรรพคุณทางเคมีเภสัชว่า สามารถทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรงระยะอ่อน-ปานกลาง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม และลำไส้ใหญ่ ซึ่งสารที่แสดงฤทธิ์ คือกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์&#8221;</span></p>
<p>ถิ่น กำเนิดของหญ้าปักกิ่งนั้น ภ.ญ.ปัทมา ให้รายละเอียดว่า หญ้าปักกิ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้แถบสิบสองปันนา ในตำรายาจีนปรากฏพืชชนิดสกุลเดียวกันนี้ ใช้รักษาอาการเจ็บคอและมะเร็ง มีลักษณะคล้ายกับหญ้ามาเลเซียที่นำมาปูพื้นสนาม แต่หญ้าปักกิ่งจะอวบน้ำกว่า ใบนุ่ม หลังใบมีขนอ่อนๆ โคนต้นทรงกระบอก สีออกขาว ดอกออกเป็นช่อที่ยอดรวมกันเป็นกระจุกแน่น กลีบดอกสีฟ้าหรือสีม่วงอ่อน มีสรรพคุณเสริมภูมิต้านทาน ช่วยให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งดีขึ้น</p>
<p>ภ.ญ.ปัทมาแนะ นำการแปรรูปหญ้าปักกิ่งว่า เก็บเอาหญ้าปักกิ่งทั้งต้นทั้งราก คัดเอาใบที่สมบูรณ์และใบซีดเหลืองออกก่อน ล้างเศษดินที่ติดมากับรากให้สะอาดนำไปล้างน้ำอีก 2 ครั้ง ทิ้งให้สะเด็ดน้ำ นำหญ้าปักกิ่งมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆขนาด ครึ่งเซนติเมตร นำไปตากแดดประมาณ 5-7 วัน เวลาตากควรเกลี่ยให้ทั่วและเกลี่ยบ่อยๆ เมื่อแห้งสนิมแล้วนำมาบรรจุภาชนะให้มิดชิด สามารถนำไปทำเป็นลูกกลอน ยาอัดเม็ด แคปซูล ชา และเครื่องดื่มชนิดผง</p>
<p>&#8220;ส่วน มากจะทำเป็นน้ำหญ้าปักกิ่ง มีส่วนผสมคือ หญ้าปักกิ่ง น้ำเชื่อม น้ำสะอาด วิธีการคือ นำหญ้าปักกิ่งที่สดใหม่ ล้างน้ำให้สะอาด แช่ด่างทับทิม 15-20 นาที แล้วหั่นตามขวางละเอียด ใส่เครื่องปั่น เติมน้ำแล้วกรองด้วยผ้าขาว เติมน้ำเชื่อมพอหวาน ชิมรสตามชอบจะได้น้ำหญ้าปักกิ่งสีเขียวหวานใส&#8221;</p>
<p>ประวัติการ รักษาโรคมะเร็งในประเทศนั้น ภญ.ปัทมา กล่าวว่า ประมาณปี 2527 มีผู้ป่วยโรคมะเร็งดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าเทวดาเพื่อรักษาและบรรเทาอาการจาก โรคมะเร็ง สามารถยืดชีวิตต่อไปได้ในระยะหนึ่ง ทำให้หญ้าเทวดาเป็นที่สนใจมาก นอกจากนั้นมีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายหนึ่ง แพทย์บอกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 3 เดือน ขอให้นำไปพักรักษาที่บ้าน แต่ผู้ป่วยได้ดื่มน้ำหญ้าปักกิ่งคั้นสด 1 ปีต่อมายังไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ผลของผู้ป่วยรายนี้กระตุ้นให้มีการศึกษาวิจัยคุณสมบัติของหญ้าเทวดา นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยบางรายที่ใช้หญ้าปักกิ่งรักษาอาการร่วมกับยาแผน ปัจจุบัน</p>
<p>&#8220;ในการวิจัยที่เคยมีการทำกันมามีรายงานว่า สารสกัดหญ้าเทวดา มีผลลดความรุนแรงของการแพร่กระจายของมะเร็งในหนู จึงคาดว่า สารสกัดหญ้าเทวดาอาจใช้ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้&#8221;</p>
<p>ข้อควรระมัดระวังในการใช้หญ้าเทวดานั้น ภญ.ปัทมา เตือนว่า หญ้าเทวดาที่มีคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วยต้องเป็นต้นที่มีอายุเหมาะสม กล่าวคือ หากเป็นหญ้าที่มีการปลูกโดยการชำกิ่งต้องมีอายุมากกว่า 3 เดือนขึ้นไป แต่ถ้าเป็นหญ้าที่ปลูกจากการเพาะเมล็ด ต้องมีอายุมากกว่า 5 เดือนขึ้นไป หญ้าเทวดาที่มีอายุยังไม่ครบ ได้มีการศึกษาแล้วพบว่า สารกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์ ไม่มีการสร้างในต้นที่มีอายุยังไม่ครบ ดังนั้นการซื้อหญ้าเทวดามาบริโภคต้องมั่นใจว่าต้นนั้นๆมีอายุครบตามเกณฑ์ที่ กำหนด จึงจะได้คุณประโยชน์ที่พึงประสงค์</p>
<p>&#8220;ใน ด้านการพัฒนาสู่มาตรฐานสากลในประเทศไทยนั้น สถาบันวิจัยและพัฒนาขององค์การเภสัชกรรม ได้นำหญ้าเทวดามาพัฒนาเป็นยาเม็ด โดยใช้ส่วนประกอบทุกอย่างเป็นสารธรรมชาติ แม้กระทั่งสีที่ใช้เคลือบยาเม็ดก็ได้จากสีเขียวของคลอโรฟีลล์จากพืช วัตถุดิบและการผลิตทั้งหมดเป็นภูมิปัญญาของคนไทยล้วนๆไม่พึ่งต่างชาติ แต่การประกันคุณภาพจะเทียบเท่ามาตรฐานสากล&#8221;</p>
<p>ภญ.ปัทมา อธิบายว่า การพัฒนาหญ้าเทวดาในรูปของยาเม็ด นอกจากเป็นรูปแบบของยาที่รับประทานง่ายแล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วยได้รับคุณค่าของยาอย่างสม่ำเสมอ เพราะยาเม็ดหญ้าเทวดาทุกเม็ดได้ผ่านกระบวนการผลิตและการควบคุมที่ทันสมัย เพื่อประกันคุณภาพของยาเม็ดหญ้าเทวดาทุก 2 เม็ดมีคุณค่าเทียบเท่ากับหญ้าเทวดาสดจำนวน 3 ต้น</p>
<p>&#8220;การ ใช้ยานี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรรับประทานยานี้เป็นรอบ โดยรับประทาน 7 วันแล้วหยุด 4 วัน สลับกันไปแล้วเริ่มรับประทานรอบใหม่ ระยะเวลาการรับประทานขึ้นกับจุดประสงค์การใช้ยาดังนี้ กรณีใช้ลดผลข้างเคียงจากรังสีบำบัดหรือเคมีบำบัดผู้ป่วยมะเร็งรับประทานควบ คู่ไปกับการรักษาแผนปัจจุบัน โดยรับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน การหยุดรับประทานเป็นช่วงๆ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน&#8221;</p>
<p>ส่วน กรณีป้องกันการแพร่กระจายและการกลับมาเป็นซ้ำของผู้ป่วยโรคมะเร็งหลังจากได้ รับการรักษาแล้ว โดยป้องกันการแพร่กระจายและกลับเป็นซ้ำอีก ให้รับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกัน 1 ปี และตรวจมะเร็งปีละ 2 ครั้ง ส่วนกรณีการใช้เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน ในผู้ที่ไม่ได้เป็นมะเร็ง รับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน ติดต่อกันเป็นเวลาไม่เกิน 6-8 สัปดาห์ โดยใช้เฉพาะช่วงที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ติดเชื้อไวรัสเป็นต้น</p>
<p>ท้าย สุด ภ.ญ.ปัทมา แนะนำว่า การจะรับประทานหญ้าปักกิ่งเพื่อบำรุงร่างกายไม่ว่าจะด้วยสรรพคุณใดต้อง ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะหญ้าปักกิ่งด้วย แต่หมายถึงสมุนไพรทุกชนิด เพราะปัจจุบันมีของไม่แท้อยู่มากมาย แทนที่จะเป็นผลดีแก่ร่างกายอาจทำให้เกิดผลเสียได้ ดังนั้นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น</p>
<p>แหล่งข้อมูล : <a href="http://www.dtam.moph.go.th/alternative/viewstory.php?id=189" target="_blank">กองการแพทย์ทางเลือก</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/ทางเลือกของผู้ป่วยมะเร/feed/langswitch_lang/en/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หญ้าปักกิ่ง : ความเมตตา และความหวัง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/หญ้าปักกิ่ง-ความเมตตา-คว/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/หญ้าปักกิ่ง-ความเมตตา-คว/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Jan 2010 03:37:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%a7/</guid>
		<description><![CDATA[สมุนไพรหญ้าปักกิ่ง เริ่มสะสมชื่อเสียงความนิยมมาอย่างเงียบๆ ในหมู่ญาติพี่น้องของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง ใครๆ ก็รู้ว่าคนที่เป็นมะเร็งนั้นมีความรู้สึกเหมือนถูกโทษประหารชีวิต การรักษาแบบแผนปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่ารักษาหาย แต่กลับมีผลข้างเคียงจากการรักษาที่เห็นผลทันตาจากการฉายแสงหรือ เคโมเทอราปีส์ เมื่อมีอะไรที่เป็นทางเลือกและความหวังผู้ป่วยมะเร็งก็จะไม่รอช้าที่จะแสวง หา        หญ้าปักกิ่ง เป็นสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ ที่สมควรเผยแพร่ให้ความรู้กับประชาชนเพราะเป็นหญ้าที่ปลูกง่าย เตรียมปรุงยาง่ายไม่ซับซ้อน ถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็มีความปลอดภัย ที่สำคัญคือประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้
จากการสืบเสาะพูดคุย กับผู้รู้หลายๆ ท่าน เราพบว่าบุคคลหนึ่งซึ่งพอจะเป็นตำนานของหญ้าปักกิ่งในเมืองไทยได้คือ คุณลุงณรงค์ สุทธิกุลพาณิช ท่านเล่าว่าหญ้าปักกิ่งนั้นเป็นหญ้าจากมณฑลสิบสองปันนาของจีน แต่เผยแพร่เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไรนั้นไม่ปรากฏ
การที่หญ้าปักกิ่ง เป็นที่รู้จักในหมู่ชน มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มาสนับสนุนการใช้เพื่อเป็นสมุนไพรสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง รวมทั้งมีการศึกษาว่าหญ้าปักกิ่งไม่เป็นพิษในขนาดที่มีการแนะนำให้รับ ประทานกันอยู่นั้น จะเกิดเสียมิได้เลย ถ้าไม่มีคนใจดีมีเมตตาพยายาม ที่จะเผยแพร่สมุนไพรต้นนี้ออกสู่สาธารณชน ด้วยจิตใจที่อยากจะช่วยคน โดยไม่หวังผลทางการค้า
ด้วยสติปัญญาที่ รอบคอบ และชาญฉลาดของคุณลุงณรงค์ สุทธิกุลพาณิช เมื่อท่านเห็นลูกน้องของเพื่อนหายจากโรคมะเร็งด้วยการใช้หญ้าปักกิ่ง ท่านจึงรวบรวมเพื่อนช่วยกันปลูกหญ้าปักกิ่ง มาแจกจ่ายให้คนที่ต้องการ โดยท่านแจกหญ้าปักกิ่งมาตั้งแต่ปี 2515 ร่วมสามสิบปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ท่านทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ จนปัจจุบันที่ท่านอายุ 83 ปี
วิธีใช้และขนาดที่ คุณลุงณรงค์ แนะนำให้กิน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สมุนไพรหญ้าปักกิ่ง เริ่มสะสมชื่อเสียงความนิยมมาอย่างเงียบๆ ในหมู่ญาติพี่น้องของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง ใครๆ ก็รู้ว่าคนที่เป็นมะเร็งนั้นมีความรู้สึกเหมือนถูกโทษประหารชีวิต การรักษาแบบแผนปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่ารักษาหาย แต่กลับมีผลข้างเคียงจากการรักษาที่เห็นผลทันตาจากการฉายแสงหรือ เคโมเทอราปีส์ เมื่อมีอะไรที่เป็นทางเลือกและความหวังผู้ป่วยมะเร็งก็จะไม่รอช้าที่จะแสวง หา        หญ้าปักกิ่ง เป็นสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ ที่สมควรเผยแพร่ให้ความรู้กับประชาชนเพราะเป็นหญ้าที่ปลูกง่าย เตรียมปรุงยาง่ายไม่ซับซ้อน ถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็มีความปลอดภัย ที่สำคัญคือประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้</p>
<p>จากการสืบเสาะพูดคุย กับผู้รู้หลายๆ ท่าน เราพบว่าบุคคลหนึ่งซึ่งพอจะเป็นตำนานของหญ้าปักกิ่งในเมืองไทยได้คือ คุณลุงณรงค์ สุทธิกุลพาณิช ท่านเล่าว่าหญ้าปักกิ่งนั้นเป็นหญ้าจากมณฑลสิบสองปันนาของจีน แต่เผยแพร่เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไรนั้นไม่ปรากฏ</p>
<p><span id="more-21"></span>การที่หญ้าปักกิ่ง เป็นที่รู้จักในหมู่ชน มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มาสนับสนุนการใช้เพื่อเป็นสมุนไพรสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง รวมทั้งมีการศึกษาว่าหญ้าปักกิ่งไม่เป็นพิษในขนาดที่มีการแนะนำให้รับ ประทานกันอยู่นั้น จะเกิดเสียมิได้เลย ถ้าไม่มีคนใจดีมีเมตตาพยายาม ที่จะเผยแพร่สมุนไพรต้นนี้ออกสู่สาธารณชน ด้วยจิตใจที่อยากจะช่วยคน โดยไม่หวังผลทางการค้า<br />
ด้วยสติปัญญาที่ รอบคอบ และชาญฉลาดของคุณลุงณรงค์ สุทธิกุลพาณิช เมื่อท่านเห็นลูกน้องของเพื่อนหายจากโรคมะเร็งด้วยการใช้หญ้าปักกิ่ง ท่านจึงรวบรวมเพื่อนช่วยกันปลูกหญ้าปักกิ่ง มาแจกจ่ายให้คนที่ต้องการ โดยท่านแจกหญ้าปักกิ่งมาตั้งแต่ปี 2515 ร่วมสามสิบปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ท่านทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ จนปัจจุบันที่ท่านอายุ 83 ปี</p>
<p>วิธีใช้และขนาดที่ คุณลุงณรงค์ แนะนำให้กิน คือ นำหญ้าปักกิ่งสดที่ล้างสะอาดแล้ว 3 ต้น มาตำให้ละเอียดแล้วเติมน้ำต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ กรองผ่านผ้าขาวบาง เอามาคั้นน้ำดื่ม วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมงและก่อนนอน ควรตำคั้นทำเป็นวันต่อวันดีที่สุด ไม่ควรทำจำนวนมากหรือทิ้งไว้ค้างคืน และมีคนไข้บางรายมีญาติที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งอยู่ต่างประเทศ ขอร้องให้คุณลุงทำยาลูกกลอนหญ้าปักกิ่งให้ คุณลุงจึงทำเป็นยาลูกกลอนให้โดยให้รับรับประทาน 6 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาออภัยภูเบศร จึงได้นำยาลูกกลอนของคุณลุงณรงค์ มาชั่งหาน้ำหนัก แล้วบรรจุลงแคปซูลแทน เพื่อกันความชื้นหากต้องเก็บไว้นานๆ เพราะยาลูกกลอนชื้นง่าย</p>
<p>นอกจากคุณลุงจะแจก จ่ายหญ้าปักกิ่งให้กับผู้ป่วยมะเร็งแล้ว คุณูปการที่คุณลุงทำให้แก่แวดวงวิชาการด้านสมุนไพร คือ คุณลุงมีการบันทึกประวัติคนไข้ มีหลักฐานการใช้ มีการสัมภาษณ์อัดเทปไว้ กระตุ้นให้นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง มีความเชื่อมั่นที่จะนำหญ้าปักกิ่งมาศึกษาวิจัยในห้องทดลอง ทั้งยังเป็นผู้สนับสนุนวัตถุดิบสมุนไพรให้กับนักวิชาการ เพื่อจะได้ไม่ต้องหยิบต้นผิดๆ มาทำการศึกษา<br />
จนปัจจุบันพบว่า ในหลอดทดลองนั้นหญ้าปักกิ่งมีผลต้านเซลมะเร็ง พวกมะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลมะเร็งเต้านม และที่สำคัญพบว่า หญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เจ้าภูมิคุ้มกันที่ว่านี้มันก็จะจัดการได้กับทุกเซลที่ผิดปกติไม่เลือกชนิด</p>
<p>แต่ทั้งนี้ไม่ได้ หมายความว่า หญ้าปักกิ่งรักษามะเร็งได้ทุกชนิด แต่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็งบางชนิด โดยทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น</p>
<p>หญ้าปักกิ่งที่แจก จ่ายผ่านมือคุณลุงนั้นมิใช่ผู้ป่วยจะได้เพียงหญ้าปักกิ่ง ประสบการณ์ที่คุณลุงได้รับการบอกเล่า จากผู้ป่วยมะเร็งคนแล้วคนเล่าได้ถูกถ่ายทอด บางครั้งคำบอกเล่าของผู้ป่วยรายเก่าก็ถูกอัดใส่เทป เพื่อให้ผู้ป่วยรายใหม่ได้รับฟัง ก่อให้เกิดกำลังใจ และความหวัง ทั้งกำลังใจและความหวังนั้น จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง อันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะให้โรคที่เป็นอยู่มีอาการดีขึ้น<br />
ความเป็นมิตรและการ ปลอบประโลม พร้อมคำแนะนำของคุณลุง ทำให้ประสบการณ์แห่งความสำเร็จ ในการเยียวยาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยมะเร็ง ด้วยหญ้าปักกิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น คุณลุงกลายเป็นผู้ให้คำปรึกษา (counselor) แก่ผู้ป่วยมะเร็งที่เชี่ยวชาญคนหนึ่ง แน่นอนว่าผู้ป่วยบางท่านได้จากไป หลายคนก็มีอายุยืนยาวกว่าคำทำนายของแพทย์<br />
แต่สิ่งที่เหมือน กันสำหรับผู้กินหญ้าปักกิ่ง คือ แม้จะได้รับการรักษาแบบแผนปัจจุบัน ผู้ป่วยเหล่านั้นก็ทุกข์ทรมานน้อยลง จากผลข้างเคียงของการฉายแสงและเคโมเทอราปีส์</p>
<p>หญ้าปักกิ่ง หญ้าเทวดา (ใจดี) จึงเป็นความหวังของผู้ป่วยมะเร็ง ปลูกง่าย พึ่งตนเองได้ ไม่มีพิษ แต่น่าเป็นห่วงว่า ปัจจุบันหญ้าปักกิ่งถูกนำมาขาย จนกลายเป็นธุรกิจที่ประชาชนอาจสับสนในข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าเป็นเรื่องขนาดการกิน หรือวิธีใช้ที่มุ่งให้กินมากๆ เกินความจำเป็น หรือการปลูกที่อาจโด๊ปปุ๋ย หรือใส่สารเคมี</p>
<p>หญ้าปักกิ่งเป็นยา เย็นที่ช่วยปรับสมดุลแก่ร่างกาย เหมาะกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวของเมืองไทย เราสามารถทำน้ำหญ้าปักกิ่งรับประทานได้เอง ก่อนหน้าที่วิธีการของคุณลุงณรงค์จะได้รับการเผยแพร่นั้น ยุคแรกๆ ของการแนะนำให้ใช้หญ้าปักกิ่งจะแนะนำให้ตุ๋น กินแต่น้ำ เป็นยาบำรุงสุขภาพและยังระบุว่า สามารถใช้ในผู้ป่วยมะเร็งได้เช่นกัน</p>
<p>วิธีการใช้หญ้า ปักกิ่งที่ดีที่สุด คงไม่พ้นในแบบของคุณลุงณรงค์ เพราะท่านมีข้อมลไว้มากที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า วิธีอื่นจะใช้ไม่ได้ผล ก็จำไว้แต่ว่าหญ้าปักกิ่งเป็นยาเย็น ไปฉายรังสีมาก็ร้อน ใช้เคมีบำบัดมาก็ร้อน ถ้าคิดว่ากินยาเย็นก็ไม่น่าจะมีผลเสียอะไร</p>
<p><strong>แหล่งข้อมูล : </strong><a href="http://advisor.anamai.moph.go.th/hph/herbs/herbindex.html#pak" target="_blank">สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/หญ้าปักกิ่ง-ความเมตตา-คว/feed/langswitch_lang/en/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หญ้าปักกิ่งมีส่วนช่วยให้ก้อนมะเร็งในตับยุบลงเรื่อยๆ</title>
		<link>http://www.jatuka.com/testimonial/มะเร็งตับ/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/testimonial/มะเร็งตับ/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 Jan 2010 10:09:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประสบการณ์หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งในตับ]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=236</guid>
		<description><![CDATA[จดหมายจากผู้ป่วยดีใจ
หมู่บ้านซิตี้ปาร์ค บางนา
ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง
อ.สมุทรปราการ
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552
เรื่อง ขอขอบพระคุณเรื่องยา
เรียน คุณพันธิ์ศักดิ์ ชลิตพัฒนังกูร
ดิฉันชื่อนางวิไล สังขพูล ทำงานเป็นเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี ที่โรงพยาบาลของรัฐบาลแห่งหนึ่ง ดิฉันได้ตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี ปรากฏว่าสุขภาพดีไม่มีปัญหา จนกระทั่งวันหนึ่งตอนหัวค่ำ ประมาณ 19.00 น.ดิฉันมีอาการเวียนศรีษะรุนแรงจนบ้านหมุน อาเจียน และท้องอืดมาก จึงได้ไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลที่ดิฉันทำงานอยู่ในวันรุ่งขึ้น คุณหมอได้ส่งเลือดไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงผลปรากฏว่าดิฉันป่วยเป็นมะเร็งตับ ขนาด 4&#215;4.5&#215;5.2 ซ.ม.(เหมือนยอดรัก สลักใจเลย) เป็นโรคทันสมัยด้วยนะ !!! ดิฉันตกใจมากคิดว่าไม่รอดแน่แล้ว รู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิตมาก

คุณหมอได้ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถีในกรุงเทพฯ คุณหมอที่นั่นพยายามจะผ่าตัดให้ได้ ตามดิฉันถึง 2 ครั้ง ดิฉันหนีไปตรวจที่สถาบันมะเร็งอีกครั้งด้วยคาดหวังว่าผลตรวจออกมาจะไม่ใช่โรคมะเร็ง แต่คุณหมอยืนยันว่าเป็นมะเร็งแน่ 100% และนัดผ่าตัดอีก ดิฉันจึงหนีการผ่าตัดเป็นครั้งที่ 3 เพราะดิฉันทำงานที่โรงพยาบาลและได้เห็นว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเมื่อได้รับการผ่าตัด ฉายรังสี และให้คีโมจากโรงพยาบาลใหญ่ๆมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลที่ดิฉันทำงานอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเนื่องจากโรคกระจาย
ดังนั้นดิฉันจึงได้ตัดสินใจมารักษายาไทย และทานอาหารมังสวิรัติ ทานอาหารชีวจิต แบบตัวอย่างของผู้ป่วยที่รอดแล้วมาลงอินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นวิทยาทาน และก็เลือกทานสมุนไพรบางตัวและอื่นๆอีกมากมาย มะเร็งลดลงจาก 550 เหลือ 250,180,160 ตามลำดับ พอรักษาได้ประมาณ 10 เดือนเศษกลับขึ้นมา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">จดหมายจากผู้ป่วยดีใจ</p>
<p style="text-align: right;">หมู่บ้านซิตี้ปาร์ค บางนา<br />
ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง<br />
อ.สมุทรปราการ<br />
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552</p>
<p>เรื่อง ขอขอบพระคุณเรื่องยา<br />
เรียน คุณพันธิ์ศักดิ์ ชลิตพัฒนังกูร</p>
<p>ดิฉันชื่อนางวิไล สังขพูล ทำงานเป็นเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี ที่โรงพยาบาลของรัฐบาลแห่งหนึ่ง ดิฉันได้ตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี ปรากฏว่าสุขภาพดีไม่มีปัญหา จนกระทั่งวันหนึ่งตอนหัวค่ำ ประมาณ 19.00 น.ดิฉันมีอาการเวียนศรีษะรุนแรงจนบ้านหมุน อาเจียน และท้องอืดมาก จึงได้ไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลที่ดิฉันทำงานอยู่ในวันรุ่งขึ้น คุณหมอได้ส่งเลือดไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงผลปรากฏว่าดิฉันป่วยเป็นมะเร็งตับ ขนาด 4&#215;4.5&#215;5.2 ซ.ม.(เหมือนยอดรัก สลักใจเลย) เป็นโรคทันสมัยด้วยนะ !!! ดิฉันตกใจมากคิดว่าไม่รอดแน่แล้ว รู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิตมาก</p>
<p><span id="more-236"></span><br />
คุณหมอได้ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถีในกรุงเทพฯ คุณหมอที่นั่นพยายามจะผ่าตัดให้ได้ ตามดิฉันถึง 2 ครั้ง ดิฉันหนีไปตรวจที่สถาบันมะเร็งอีกครั้งด้วยคาดหวังว่าผลตรวจออกมาจะไม่ใช่โรคมะเร็ง แต่คุณหมอยืนยันว่าเป็นมะเร็งแน่ 100% และนัดผ่าตัดอีก ดิฉันจึงหนีการผ่าตัดเป็นครั้งที่ 3 เพราะดิฉันทำงานที่โรงพยาบาลและได้เห็นว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเมื่อได้รับการผ่าตัด ฉายรังสี และให้คีโมจากโรงพยาบาลใหญ่ๆมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลที่ดิฉันทำงานอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเนื่องจากโรคกระจาย<br />
ดังนั้นดิฉันจึงได้ตัดสินใจมารักษายาไทย และทานอาหารมังสวิรัติ ทานอาหารชีวจิต แบบตัวอย่างของผู้ป่วยที่รอดแล้วมาลงอินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นวิทยาทาน และก็เลือกทานสมุนไพรบางตัวและอื่นๆอีกมากมาย มะเร็งลดลงจาก 550 เหลือ 250,180,160 ตามลำดับ พอรักษาได้ประมาณ 10 เดือนเศษกลับขึ้นมา 250 อีก เนื่องจากไปทานอาหารที่มีโปรตีน และสมุนไพรบางตัว(ขอปิดบังรายชื่อ)ไปกวนก้อนมะเร็งให้ส่งผลเพิ่มขึ้นอีก<br />
ดิฉันหมดอาลัยตายอยากในชีวิตอีก แต่ก็ให้กำลังใจตัวเองด้วยการไปเรียนสมาธิกับสถาบันพลังจิตตานุภาพของวัดธรรมมงคล โดยหลวงพ่อวิริยังค์ สิริธโร กำลังใจก็มีมาอีกครั้ง ดิฉันเริ่มเปิดอินเตอร์เน็ตเพื่อหาสมุนไพรดีๆที่ถูกกับโรคของดิฉัน พร้อมพูดคุยกับผู้ป่วยที่รักษาด้วยสมุนไพรที่หายแล้ว<br />
โชคยังเข้าข้างดิฉันได้พบกับคุณมนตรี ผู้มีน้ำใจงดงามมาก คุณมนตรีได้แนะนำเบอร์โทรศัพท์ให้มาคุยกับคุณพันธิ์ศักดิ์ ซึ่งท่านก็ได้ให้คำแนะนำดีมีเมตตาเป็นกันเองมาก ท่านได้ส่งหญ้าปักกิ่งหรือหญ้าเทวดากับว่านรางจืดชนิดแค็ปซูลมาให้ดิฉัน<br />
ดิฉันเริ่มรับประทานเมื่อ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2551พอตกเย็นวันนั้นสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นกับดิฉันทันทีก่อนหน้านี้ดิฉันคลำพบก้อนเล็กๆหลายก้อนใต้รักแร้มีอาการเจ็บปวดและร้าวไปด้านหลัง เป็นมาประมาณ 30 วันแล้ว ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นอาการกระจายของโรคร้ายมาที่ต่อมน้ำเหลือง<br />
และเย็นวันนั้นดิฉันได้คลายความเจ็บปวดลง รุ่งเช้าคลำดูใต้รักแร้ปรากฏว่าก้อนหายไปบางส่วน ดิฉันคิดว่าอะไรจะปานนั้น สวรรค์เมตตาหรือบุญกุศลที่ดิฉันปฏิบัติธรรมหรืออย่างไร  ทำให้พบตัวยาที่เหมือนเทวดามาโปรดสมชื่อจริงๆ นำโดยเทพบุตรที่มีชื่อว่า &#8220;คุณพันธิ์ศักดิ์&#8221;เป็นผู้ส่งให้&#8230;<br />
และเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 ดิฉันได้ตรวจเลือดดูผลปรากฏว่า ค่าของมะเร็งลดลงจาก 255 เหลือ 148 ซึ่งลดลงไป 107หน่วย ภายในระยะเวลา 3 เดือนครึ่ง เฉลี่ยลดลงไปเดือนละ 30 หน่วย<br />
ดิฉันมีความหวังว่ามะเร็งที่เหลือจะลงลงอย่างรวดเร็ว ถ้าดิฉันทานยาสมุนไพรพร้อมดูแลเรื่องอาหารควบคู่ไปด้วย และสิ่งที่ดิฉันค้นพบและทดลองด้วยตัวดิฉันก็บรรลุผลแล้ว<br />
สมุนไพรทำลายมะเร็ง + สมุนไพรล้างพิษ พร้อมกับเพิ่มวินัยในการรับประทานอาหาร ซึ่งก่อนหน้านี้ดิฉันไม่ค่อยมีวินัยในการทานอาหารสักเท่าใด นึกจะทานอาหารโปรตีนก็ทาน อาหารรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ก็ทาน ซึ่งนับแต่นี้ต่อไปดิฉันต้องเคร่งครัด และให้ความสำคัญต่อการรับประทานอาหารเต็มที่ เพื่อดิฉันจะได้มีชีวิตอยู่เพื่อดูแลแม่ที่แก่ชรา และลูกๆของดิฉันซึ่งทุกคนล้วนมีความคาดหวังในตัวดิฉันสูงทั้งนั้น</p>
<p>ดิฉันจึงขอขอบพระคุณคุณพันธิ์ศักดิ์ ชลิต พัฒนังกูรเป็นอย่างสูงที่มี ตัวยาดีเลิศไว้เผยแพร่แก่ผู้ที่สิ้นหวังแล้วอย่างดิฉันให้มีชีวิตอยู่เพื่อคนข้างหลัง ขอให้ท่านมีอายุมั่นขวัญยืนและมีความเจริญยิ่งขึ้นไป<br />
กราบขอบพระคุณอย่างสูง</p>
<p>วิไล สังขพูล</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-thumbnail wp-image-237 aligncenter" title="adaf117d8878a2b54bab5591f97ffe" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2009/05/adaf117d8878a2b54bab5591f97ffe-150x150.jpg" alt="adaf117d8878a2b54bab5591f97ffe" width="150" height="150" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/testimonial/มะเร็งตับ/feed/langswitch_lang/en/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>24</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นักวิทย์น้อยวิจัยหญ้าปักกิ่งใช้ทำยาต้านอักเสบและแก้ปวด</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/หญ้าปักกิ่งต้านอักเสบ/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/หญ้าปักกิ่งต้านอักเสบ/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 Nov 2009 07:41:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ยาแก้ปวด แก้อักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=472</guid>
		<description><![CDATA[นักวิทย์น้อยวิจัยหญ้าปักกิ่งใช้ทำยาต้านอักเสบและแก้ปวด
ThaiPR.net &#8212; พฤหัสบดีที่ 1 เมษายน 2547 15:49:05 น.
กรุงเทพฯ&#8211;1 เม.ย.&#8211;สสวท.
นายสมสกุล วงศ์ปาลีย์ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นักเรียนทุน โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดทำผลงานวิทยาศาสตร์เรื่องการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ระงับปวด ของสารสกัดจากหญ้าปักกิ่ง
หญ้าปักกิ่ง (Murdannia loriformia Hassk Rolla Ras et Kammatly) เป็นสมุนไพรที่จัดเป็นพืชล้มลุก ชอบดินร่วนปนทราย แสงแดดรำไร ในประเทศจีนใช้สำหรับรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจในประเทศไทยใช้น้ำคั้นสด ดื่มเพื่อรักษามะเร็ง ผลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ยับยั้งปานกลางต่อเซลล์มะเร็ง เต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้นกันของร่างกาย นอกจากนี้ยังพบว่าสามารถต้านการก่อกลายพันธุ์ของยีนและทำลายสารพิษที่ก่อให้ เกิดมะเร็งได้ด้วย แต่ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ระงับปวด ดังนั้นจึงน่าสนใจที่จะทำการทดสอบคุณสมบัติดังกล่าวโดยใช้สารสกัดเอธานอล ของหญ้าปักกิ่งมาทำการทดสอบ
ขั้นตอนแรกเป็นการทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยใช้การทดลอง Ethylphenylpropiorate (EPP) &#8211; induced ear edema in rat แบ่งการทดลองเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มควบคุมได้รับ acetone 2.กลุ่มยามาตรฐาน คือ Phenylbutazone ขนาด 1 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นักวิทย์น้อยวิจัยหญ้าปักกิ่งใช้ทำยาต้านอักเสบและแก้ปวด<br />
ThaiPR.net &#8212; พฤหัสบดีที่ 1 เมษายน 2547 15:49:05 น.<br />
กรุงเทพฯ&#8211;1 เม.ย.&#8211;สสวท.</p>
<p>นายสมสกุล วงศ์ปาลีย์ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย นักเรียนทุน โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดทำผลงานวิทยาศาสตร์เรื่องการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ระงับปวด ของสารสกัดจากหญ้าปักกิ่ง</p>
<p>หญ้าปักกิ่ง (Murdannia loriformia Hassk Rolla Ras et Kammatly) เป็นสมุนไพรที่จัดเป็นพืชล้มลุก ชอบดินร่วนปนทราย แสงแดดรำไร ในประเทศจีนใช้สำหรับรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจในประเทศไทยใช้น้ำคั้นสด ดื่มเพื่อรักษามะเร็ง ผลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ยับยั้งปานกลางต่อเซลล์มะเร็ง เต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้นกันของร่างกาย นอกจากนี้ยังพบว่าสามารถต้านการก่อกลายพันธุ์ของยีนและทำลายสารพิษที่ก่อให้ เกิดมะเร็งได้ด้วย แต่ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ระงับปวด ดังนั้นจึงน่าสนใจที่จะทำการทดสอบคุณสมบัติดังกล่าวโดยใช้สารสกัดเอธานอล ของหญ้าปักกิ่งมาทำการทดสอบ</p>
<p>ขั้นตอนแรกเป็นการทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยใช้การทดลอง Ethylphenylpropiorate (EPP) &#8211; induced ear edema in rat แบ่งการทดลองเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มควบคุมได้รับ acetone 2.กลุ่มยามาตรฐาน คือ Phenylbutazone ขนาด 1 มิลลิกรัม/หู 3.กลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากหญ้าปักกิ่ง ขนาด 3 มิลลิกรัม/หู ทำการทดลองโดยวัดความหนาของหูหนูก่อนการทดลอง จากนั้นทาสารทดสอบบนใบหูหนูทั้งด้านในและด้านนอก ปริมาตร 20 ไมโครลิตร/หู ตามด้วย EPP ทันทีเพื่อชักนำให้เกิดการบวมขึ้น หลังจากนั้นวัดความหนาของใบหูหนูที่เวลา 15,30,60 และ 120 นาที นำผลการทดลองที่ได้ไปคำนวณหาเปอร์เซ็นต์ยับยั้งการบวมของหูหูน ที่เวลาต่างๆ ผลการทดลองพบว่า หญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการบวมของหูหนู ที่เวลาต่างๆ สูงกว่ายามาตรฐาน Phenylbutazone</p>
<p>ตอนที่ 2 เป็นการศึกษาฤทธิ์ระงับปวดและความสัมพันธ์ของปริมาณของสารสกัดที่ให้กับผล การตอบสนอง โดยใช้การทดลอง formalin test การทดลองจะแบ่งเป็น early phase และ late phase ใน early phase เป็นการศึกษาฤทธิ์ระงับปวดที่เกิดผ่านระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous system) สำหรับ late phase เป็นการศึกษาฤทธิ์ระงับปวดที่เกิดผ่านระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral nervous system) การทดลองแบ่งหนูถีบจักรออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มควบคุมให้ 5% tween 80 2.กลุ่มยามาตรฐาน คือ แอสไพรินขนาด 150 มิลลิกรัม-กิโลกรัมน้ำหนักตัว 3.กลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากหญ้าปักกิ่งขนาด 7.5, 15 และ 30 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว ป้อนสารทดสอบทางปาก หลังจากนั้นที่เวลา 60 นาทีใน early phase และ 40 นาทีใน late phase หลังป้อนสารทดสอบ ฉีด 1% formalin ใน 0.9% NaC1 เข้าใต้ผิวหนังด้านหลังเท้าของเท้าหลังด้านขวาของหนู ใน early phase จับเวลาการเลียเท้าหลังของหนูทันทีหลังฉีด formalin เป็นเวลา 5 นาที และใน late phase จับเวลาการเลียเท้าของหนู หลังฉีด formalin ไปแล้ว 20 นาที เป็นเวลา 10 นาที จากนั้นนำผลการทดลองที่ได้ไปคำนวณหาเปอร์เซ็นต์ยับยั้งการเลียเท้าหลัง จากการทดลอง พบว่าหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ระงับปวดโดยผ่านทาง CNS และ PNS</p>
<p>จากผลการทดลองทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า หญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ระงับปวดค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับยามาตรฐานที่ใช้ ดังนั้น แนวทางการพัฒนาสมุนไพรไทยให้มีศักยภาพเทียบเท่ายาสังเคราะห์ที่นำเข้าจาก ต่างประเทศนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูง แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการทดสอบความปลอดภัยในการใช้หญ้าปักกิ่งก่อน</p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน &#8220;คลื่นลูกใหม่วิทยาศาสตร์ไทย กลไกพัฒนาชาติ&#8221; เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(พสวท.) ระหว่างวันที่ 1-2 เมษายน 2547 ณ Hall อิมแพค เมืองทองธานี จัดโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งมีกิจกรรมน่าสนใจทางวิทยาศาสตร์มากมายให้เลือกชม</p>
<p>http://www.ryt9.com/s/prg/134743</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/หญ้าปักกิ่งต้านอักเสบ/feed/langswitch_lang/en/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปุจฉา วิสัชนา หญ้าปักกิ่ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/ปุจฉาหญ้าปักกิ่ง/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/ปุจฉาหญ้าปักกิ่ง/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Jun 2009 20:23:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[สรรพคุณ หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b8%88%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87/</guid>
		<description><![CDATA[โลกของความรู้สมุนไพรในวันนี้ เป็นโลกขององค์ความรู้และประสบการณ์จากอดีตและปัจจุบันมาบรรจบกัน เหมือนกับคุณปู่คุณย่าปะทะสังสรรค์กับคนรุ่น D2B ที่มักเจอช่องว่างของการนำเอาความรู้มาใช้อย่างเหมาะสม อาจจะเนื่องด้วยสังคมวัฒนธรรมที่แปลเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทำให้ข้อมูลจากตำราและหมอยา เมื่อเจอการตลาดและการผลิตแบบใหม่ ซึ่งเป็นสังคมบริโภคและค้าขายอย่างรุนแรง ทำให้ประโยชน์กลายเป็นผลข้างเคียงได้ง่ายๆ
ปัจจุบันนี้มีข่าวเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรแล้วเกิดอันตรายอยู่เนืองๆ ที่กำลังดังและเป็นข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการใช้หญ้าปักกิ่ง ซึ่งเป็นทางเลือกของผู้ป่วยมะเร็งนั่น มีผู้สอบถามเข้ามายังมูลนิธิสุขภาพไทยซึ่งดำเนินงานเป็นสำนักเลขาฯ ให้กับชมรมหญ้าปักกิ่ง ชมรมนี้เกิดจากผู้อาวุโสใจกุศลจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะคุณลุง ณรงค์ สุทธิกุลพาณิช ปรารถนาเผยแพร่แนวทางเลือกให้กับผู้ป่วยมะเร็ง
กว่า 1-2 ปีที่ผ่านมามีผู้สอบถามถึงวิธีใช้ และแหล่งหาหญ้าปักกิ่งจำนวนมากรายจนรับโทรศัพท์ไม่ไหว จนระยะหลังนี้มีข่าวว่า ผู้ใช้หญ้าปักกิ่งแล้วเกิดอาการมือเท้าอ่อนแรง ทำให้ผู้สงสัยสอบถามมากขึ้น
ซึ่งเรามาทำความเข้าใจในเหตุการณ์นี้  จาก ประสบการณ์และข้อมูลของทางมูลนิธิ คงจะบอกต่อให้เกิดการใช้ที่ถูกต้องได้ว่า หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรซึ่งมาพร้อมหลักการหรือทฤษฎีการแพทย์แบบตะวันออก ซึ่งไม่ได้มีเพียงสารสำคัญของตัวยา แต่สมุนไพรแต่ละชนิดมีคุณสมบัติร้อนหรือเย็นด้วย เหมือนรสยาไทยที่มี 9 รส ดังนั้น หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติเย็น เหมือนกับสมุนไพรชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติเย็น เช่น ต้นฟ้าทลายโจร
เมื่อหญ้าปักกิ่งมีคุณสมบัติทางยาเช่นนี้ ผู้ที่กินยาแล้วมีสภาพร่างกายเย็นเป็นพื้นฐาน เมื่อดื่มน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งเข้าไป อาจมีอาการข้างเคียง เช่น เป็นตะคริว มือเท้าไม่มีแรง และอาจมีอาการท้องอืดเฟ้อด้วย ซึ่งองค์ความรู้ที่สะสมมาหรืออาจพูดได้ว่าภูมิปัญญาแบบตะวันออกนั้น มีทางแก้ไขไว้ด้วยการผสมขิงแก่ซึ่งมีคุณสมบัติร้อนลงไปผสมกับหญ้าปักกิ่ง
วิธีการที่เป็นรูปธรรมคือ วิธีใช้หญ้าปักกิ่งจะใช้ ต้นหญ้าปักกิ่ง 2-3 ต้น ล้างน้ำให้สะอาด นำมาตำให้ละเอียดในครกดินเผาหรือครกไม้ (ควรเป็นครกใหม่) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โลกของความรู้สมุนไพรในวันนี้ เป็นโลกขององค์ความรู้และประสบการณ์จากอดีตและปัจจุบันมาบรรจบกัน เหมือนกับคุณปู่คุณย่าปะทะสังสรรค์กับคนรุ่น D2B ที่มักเจอช่องว่างของการนำเอาความรู้มาใช้อย่างเหมาะสม อาจจะเนื่องด้วยสังคมวัฒนธรรมที่แปลเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทำให้ข้อมูลจากตำราและหมอยา เมื่อเจอการตลาดและการผลิตแบบใหม่ ซึ่งเป็นสังคมบริโภคและค้าขายอย่างรุนแรง ทำให้ประโยชน์กลายเป็นผลข้างเคียงได้ง่ายๆ</p>
<p>ปัจจุบันนี้มีข่าวเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรแล้วเกิดอันตรายอยู่เนืองๆ ที่กำลังดังและเป็นข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการใช้หญ้าปักกิ่ง ซึ่งเป็นทางเลือกของผู้ป่วยมะเร็งนั่น มีผู้สอบถามเข้ามายังมูลนิธิสุขภาพไทยซึ่งดำเนินงานเป็นสำนักเลขาฯ ให้กับชมรมหญ้าปักกิ่ง ชมรมนี้เกิดจากผู้อาวุโสใจกุศลจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะคุณลุง ณรงค์ สุทธิกุลพาณิช ปรารถนาเผยแพร่แนวทางเลือกให้กับผู้ป่วยมะเร็ง</p>
<p>กว่า 1-2 ปีที่ผ่านมามีผู้สอบถามถึงวิธีใช้ และแหล่งหาหญ้าปักกิ่งจำนวนมากรายจนรับโทรศัพท์ไม่ไหว จนระยะหลังนี้มีข่าวว่า ผู้ใช้หญ้าปักกิ่งแล้วเกิดอาการมือเท้าอ่อนแรง ทำให้ผู้สงสัยสอบถามมากขึ้น</p>
<p><span id="more-28"></span>ซึ่งเรามาทำความเข้าใจในเหตุการณ์นี้  จาก ประสบการณ์และข้อมูลของทางมูลนิธิ คงจะบอกต่อให้เกิดการใช้ที่ถูกต้องได้ว่า หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรซึ่งมาพร้อมหลักการหรือทฤษฎีการแพทย์แบบตะวันออก ซึ่งไม่ได้มีเพียงสารสำคัญของตัวยา แต่สมุนไพรแต่ละชนิดมีคุณสมบัติร้อนหรือเย็นด้วย เหมือนรสยาไทยที่มี 9 รส ดังนั้น หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติเย็น เหมือนกับสมุนไพรชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติเย็น เช่น ต้นฟ้าทลายโจร</p>
<p>เมื่อหญ้าปักกิ่งมีคุณสมบัติทางยาเช่นนี้ ผู้ที่กินยาแล้วมีสภาพร่างกายเย็นเป็นพื้นฐาน เมื่อดื่มน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งเข้าไป อาจมีอาการข้างเคียง เช่น เป็นตะคริว มือเท้าไม่มีแรง และอาจมีอาการท้องอืดเฟ้อด้วย ซึ่งองค์ความรู้ที่สะสมมาหรืออาจพูดได้ว่าภูมิปัญญาแบบตะวันออกนั้น มีทางแก้ไขไว้ด้วยการผสมขิงแก่ซึ่งมีคุณสมบัติร้อนลงไปผสมกับหญ้าปักกิ่ง</p>
<p>วิธีการที่เป็นรูปธรรมคือ วิธีใช้หญ้าปักกิ่งจะใช้ ต้นหญ้าปักกิ่ง 2-3 ต้น ล้างน้ำให้สะอาด นำมาตำให้ละเอียดในครกดินเผาหรือครกไม้ (ควรเป็นครกใหม่) แล้วเติมน้ำสุก 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง นำน้ำคั้นมาดื่มวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมง และก่อนนอน</p>
<p>แต่ท่านใดที่เป็นคนมีธาตุเย็น หรือกินไปแล้วเริ่มมีอาการดังว่า ต้องผสมขิงแก่ลงไป 2-3 ชิ้นตำพร้อมกับหญ้าปักกิ่ง เพื่อลดความเย็นของหญ้าปักกิ่งนั้นเอง</p>
<p>ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของผู้ใช้หญ้าปักกิ่งแล้วเกิดอาการข้างเคียงคือ การกินยาในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากมีผู้ป่วยหลายรายใช้หญ้าปักกิ่งเป็นกิโลกิโลตำคั้นน้ำดื่มวันละ หลายแก้ว ซึ่งเท่ากับกินยามากเกินไป ซึ่งอาจทำให้ร่างกายเย็นจัด จึงเกิดอาการข้างเคียงได้ง่าย</p>
<p>หลักการกินยาคงเป็นหลักสากลที่ผู้ป่วยและญาติต้องสังเกตุร่างกายของคนไข้ว่า หลังกินยาแล้วมีอาการข้างเคียงอย่างไร เพื่อที่จะปรับลดหรือเปลี่ยนตำรับยา หากเราเข้าใจคำว่าประกอบโรคศิลปะ หรือการรักษาโรคนั้นต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ การปฏิบัติเวชกรรมแผนตะวันออกหรือแผนไทยแต่เดิมนั้น ก็เป็นการรักษาหรือจัดยาสมุนไพรให้เข้ากับอาการและธาตุประจำตัวของแต่ละคน ซึ่งทั้งหมอและผู้ป่วยจำเป็นต้องร่วมมือในการดูแลสุขภาพร่วมกัน</p>
<p>และสิ่งสำคัญยิ่งของการใช้ยาในโลกของข้อมูลข่าวสารที่ไหลบ่าจนเราไม่สามารถ แยกแยะได้ว่า อะไรเหมาะสมนั้น ขอให้ผู้ใช้ยาสมุนไพรพึ่งเข้าใจว่า หากท่านไม่มีความรู้อย่าไปปรับปรุงพลิกแพลงสูตรยา เช่น การ คั้นน้ำดื่มเพียง 2 ช้อนโต๊ะ แต่ท่านเข้าใจว่าถ้ามากกว่านี้น่าจะทำให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้มากขึ้น จึงผสมตัวยาให้มากขึ้นซึ่งเป็นความเข้าใจผิด และจำนวนหรือความถี่ของการใช้ยาก็มีความสำคัญเช่นกัน อย่าไปนึกคิดเอาเอง</p>
<p>ฝากไว้สำหรับท่านที่กินหญ้าปักกิ่งเข้าไปภายใน 7-10 วันแรก อาจจะมีอาการหงุดหงิด นอนไม่หลับ โมโหง่าย บางรายอุจจาระหรือปัสสาวะมีสีเหลืองเหมือนน้ำล้างปลา (ไม่ได้เป็นทุกคน) อาการเช่นนี้จะเป็นอยู่ระยะหนึ่ง แล้วจะหายไปเอง เพราะตัวยากำลังออกฤทธิ์ แต่ถ้าท่านใดมีอาการข้างเคียงมากกว่าหรือดูรุนแรงกว่า ก็ควรหยุดยา เพราะร่างกายอาจไม่เหมาะกับยา</p>
<p>และหญ้าปักกิ่งไม่ใช่ยามหัศจรรย์ ซึ่งยังไม่มียาอะไรในโลกนี้ที่เป็นยาวิเศษขนาดนั้น ดังนั้น ถ้าท่านใดกินยาเกินกว่า 20 วันแล้ว ไม่มีข้อสังเกตว่าอาการของโรคดีขึ้นบ้าง แสดงว่ายาไม่ถูกกับโรคเช่นกัน ควรจะหยุดยา หรือเปลี่ยนเป็นยาอื่น</p>
<p>ประสบการณ์ของผู้ใช้หญ้าปักกิ่งหลายรายประสบความสำเร็จ และมีอีกหลายรายอาการดีขึ้น แต่ก็มีที่ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน หญ้าปักกิ่งจึงเป็นสมุนไพรทางเลือกในสังคมแบบตะวันออกที่เชื่อว่า การดูแลรักษาสุขภาพอาศัยการรักษาแบบองค์รวม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือของผู้ป่วย ญาติ การทำสมาธิ ปรับเปลี่ยนอาหารและวิถีชีวิต ซึ่งสมุนไพรเป็นตัวแทนรูปธรรมของแนวทางเช่นนี้</p>
<p>สมุนไพรให้คุณมาก แต่ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี เกิดโทษได้เช่นกัน</p>
<p>แหล่งข้อมูล : <a href="http://www.samoonprai.com/feature_detail.php?rid=7&amp;current=11&amp;textsearch=&amp;PHPSESSID=be9aec0c6cd0de401c9fb1d560554e6a" target="_blank">สมุนไพรดอทคอม</a></p>
<p><img title="หญ้าปักกิ่ง" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/murdannia2.gif" alt="หญ้าปักกิ่ง" width="223" height="147" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/ปุจฉาหญ้าปักกิ่ง/feed/langswitch_lang/en/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มะรุม สมุนไพรรักษาสารพัดโรค</title>
		<link>http://www.jatuka.com/มะรุม/สมุนไพรรักษาทุกโรค/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/มะรุม/สมุนไพรรักษาทุกโรค/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 May 2009 08:27:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกมะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[ผลมะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[ฝักมะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[ฝักอ่อนมะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[มะรุมแห้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ยอดมะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[เปลือกมะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[เมล็ดมะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[เม็ดมะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[ใบมะรุม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=279</guid>
		<description><![CDATA[มะรุมไม้กลางบ้านของไทยที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมาเป็นเวลานานนอกจากจะ รับประทานอร่อยแล้ว ชาวอินเดียยังได้ทำการทดลองและเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการรักษาโรคต่างๆได้ถึง 300 ชนิด 
องค์การสหประชาชาติได้ให้การสนับสนุนในการค้นคว้าและวิจัย อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในการรักษาโรคขาดอาหารและอาการตาบอดซึ่งเกิดขึ้นใน เด็กแรกเกิดจนถึงวัยเจริญเดิบโตในประเทศด้อยพัฒนาเช่นกลุ่มประเทศในอาฟริกา ตอนใต้และประเทศอินเดีย กลุ่มองค์การกุศลมากมายได้หันมาให้ความสนใจอย่างจริงจังกับพันธุ์ไม้ชนิดนี้ รวมทั้งประเทศไทยกลุ่มนักศึกษาแพทย์จำนวน25ท่านจากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ได้ ทำการทดลองวิจัยในการที่จะนำมารักษาผู้ป่วยด้วย
โรคงูสวัสดิ์แม้แต่กลุ่มประเทศอื่นๆเช่นอังกฤษ,เยอรมัน,รัสเซีย,ญี่ปุ่น, จีน,ก็หันมาให้ความสนใจและทำการค้นคว้าอย่างเร่งด่วนโดยเฉพาะเพื่อช่วยเหลือ ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคเอดส์ และอีกมากมาย

ประโยชน์คร่าวๆ จากวารสารค้นคว้าที่พอจะอ้างอิงได้มีดังต่อไปนี้คือ

ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิด ถึง 10 ขวบ  และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอด ได้เป็นอย่างดี
 ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ ทำให้สามารถลดการใช้ยาลงโดยความเห็นชอบและการดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ผู้ รักษาด้วย
รักษาโรคความดันโลหิตสูง
ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายถ้าแม้ทานผลิตผลจากมะรุมใน ระหว่างตั้งครรภ์เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อHIV นอกจากนี้ยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองถ้ารับ ประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง
ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้และสามารถมีชิวิตอยู่อย่าง คนทั่วไปได้ในสังคมการรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศอาฟริกา แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาก็กำลังอยู่ในภาวะทดลอง
ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็งแต่ถ้าหากเป็นก็จะ ช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์ แผนปัจจุบันหากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง
ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊า โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม
รักษา โรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้นถ้ารับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์
รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง โรคพยาธิในลำไส้ เป็นต้น
รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ

นอกจากนี้ต้นมะรุมยังมีคุณประโยชน์อีกมากมายซึ่งไม่สามารถที่จะนำมาอ้างอิง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มะรุมไม้กลางบ้านของไทยที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมาเป็นเวลานานนอกจากจะ รับประทานอร่อยแล้ว ชาวอินเดียยังได้ทำการทดลองและเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการรักษาโรคต่างๆได้ถึง 300 ชนิด </strong></p>
<p>องค์การสหประชาชาติได้ให้การสนับสนุนในการค้นคว้าและวิจัย อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในการรักษาโรคขาดอาหารและอาการตาบอดซึ่งเกิดขึ้นใน เด็กแรกเกิดจนถึงวัยเจริญเดิบโตในประเทศด้อยพัฒนาเช่นกลุ่มประเทศในอาฟริกา ตอนใต้และประเทศอินเดีย กลุ่มองค์การกุศลมากมายได้หันมาให้ความสนใจอย่างจริงจังกับพันธุ์ไม้ชนิดนี้ รวมทั้งประเทศไทยกลุ่มนักศึกษาแพทย์จำนวน25ท่านจากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ได้ ทำการทดลองวิจัยในการที่จะนำมารักษาผู้ป่วยด้วย</p>
<p>โรคงูสวัสดิ์แม้แต่กลุ่มประเทศอื่นๆเช่นอังกฤษ,เยอรมัน,รัสเซีย,ญี่ปุ่น, จีน,ก็หันมาให้ความสนใจและทำการค้นคว้าอย่างเร่งด่วนโดยเฉพาะเพื่อช่วยเหลือ ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคเอดส์ และอีกมากมาย</p>
<p><span id="more-279"></span></p>
<h3>ประโยชน์คร่าวๆ จากวารสารค้นคว้าที่พอจะอ้างอิงได้มีดังต่อไปนี้คือ</h3>
<ol>
<li>ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิด ถึง 10 ขวบ  และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอด ได้เป็นอย่างดี</li>
<li> ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ ทำให้สามารถลดการใช้ยาลงโดยความเห็นชอบและการดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ผู้ รักษาด้วย</li>
<li>รักษาโรคความดันโลหิตสูง</li>
<li>ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายถ้าแม้ทานผลิตผลจากมะรุมใน ระหว่างตั้งครรภ์เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อHIV นอกจากนี้ยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองถ้ารับ ประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง</li>
<li>ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้และสามารถมีชิวิตอยู่อย่าง คนทั่วไปได้ในสังคมการรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศอาฟริกา แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาก็กำลังอยู่ในภาวะทดลอง</li>
<li>ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็งแต่ถ้าหากเป็นก็จะ ช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์ แผนปัจจุบันหากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง</li>
<li>ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊า โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม</li>
<li>รักษา โรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้นถ้ารับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์</li>
<li>รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง โรคพยาธิในลำไส้ เป็นต้น</li>
<li>รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ</li>
</ol>
<p>นอกจากนี้ต้นมะรุมยังมีคุณประโยชน์อีกมากมายซึ่งไม่สามารถที่จะนำมาอ้างอิง ได้หมดในที่นี้  หากสนใจท่านสามารถหาอ่านได้จากเอกสารอ้างอิงกำกับท้ายเอกสารฉบับนี้</p>
<p><strong>คุณค่าสารอาหารในมะรุม</strong></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-467" title="มะรุม" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2009/05/Story025.jpg" alt="มะรุม" width="400" height="250" /></p>
<p><strong>วิธีใช้ เมนูอาหาร มะรุม<br />
</strong></p>
<ul>
<li><strong>ใบสด</strong> ควรรับประทานใบสดที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไปนัก เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่
<ul>
<li>เด็ก แรกเกิด -1 ปี  คั้นน้ำจากใบเพียง 1 หยด ผสมกับนมให้ดื่มเพียง 1 หยด ต่อ 1-2 วัน  ใบมะรุมนี้มีธาตุเหล็กสูงมาก  ฉะนั้นทารกในวัยเจริญเติบโต &#8211; 2 ขวบ จึงไม่ควรทานมาก</li>
<li>เด็กที่เริ่มทานอาหารได้ถึง 3-4 ขวบ   ควรทานวันละไม่เกิน 2 ใบ  เพิ่มจำนวนขึ้นทีละใบตามอายุ จนถึง 10 ขวบ</li>
<li>เด็ก วัยรุ่นและผู้ใหญ่  รับประทานวันละ 1 กิ่ง  จะทานสดหรือประกอบอาหารก็ได้  ถ้าจะให้ได้ผลรวดเร็ว ควรคั้นน้ำดื่มประมาณวันละ 1 ช้อนโต๊ะสำหรับผู้ใหญ่ หรือ 1 ช้อนชาสำหรับเด็ก</li>
<li>การรับประทานสุกควรลวกแต่พอควรเพราะการถูกความร้อนนานเกินไปจะทำให้สารอาหาร หลายชนิดเสื่อมคุณภาพลงไปมาก  ถ้าสามารถรับประทานสดได้จะดีมาก ใช้ทำสลัดรวมกับผักสด หรือวางบนแซนวิช สลัดสดใบมะรุม</li>
</ul>
</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>ผล </strong>รับประทานได้ทั้งฝักอ่อนและฝักแก่พอสมควรฝักแก่จะใช้ลำบากเพราะต้องปอกเปลือกเช่นใช้แกงส้มหรือขูดเอาแต่เนื้อใน มาทำแกงกะหรี่    ฝักอ่อนขนาดถั่วฝักยาวสามารถนำมาทำอาหารได้มากมายหลายชนิด อาทิ เช่น
<ul>
<li>แกงส้มฝักมะรุม</li>
<li>ฝักมะรุมอ่อนผัดน้ำมันหอย</li>
<li>ยำฝักมะรุมอ่อน (เหมือนยำถั่วพลู)</li>
</ul>
</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>ฝัก </strong>
<ul>
<li>ผักรวม ทอดมันปลากับฝักมะรุมอ่อน</li>
<li>แกงเลียงฝักมะรุมอ่อนและใบมะรุม</li>
<li>แกงเผ็ดฝักมะรุมอ่อน</li>
<li>ไข่ยัดไส้ใบมะรุมหมูสับ</li>
<li>ดอกมะรุมชุบไข่ทอด</li>
<li>ผัดพริกขิงฝักมะรุมอ่อน ผัดจืดฝักมะรุมอ่อนใส่ไข่และกุ้ง</li>
<li>ผัดเผ็ดฝักมะรุมอ่อนยอดพริกไทยกับไก่</li>
<li>ฝักมะรุมอ่อนผัดขี้เมา</li>
<li>ไก่อบฝักมะรุมอ่อน   ยอด ดอก และฝักมะรุมอ่อนจิ้มน้ำพริก</li>
<li>ผัดฝักมะรุมอ่อนกับเห็ดสดต่างๆ</li>
<li>ผัดฝักมะรุมอ่อนกับเห็ดหูหนูจีน</li>
<li>แกงเขียวหวานหรือแกงแดงฝักมะรุมอ่อน (จะใส่เนื้อ หรือไก่ก็ได้ตามแต่ชอบ)</li>
</ul>
</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>ใบ</strong>
<ul>
<li>ต้มจืดหมูสับใบมะรุมอ่อน</li>
<li>ราดหน้าฝักและใบมะรุมอ่อนไก่/หมู</li>
<li>แกงจืดใบมะรุมอ่อนเต้าหู้</li>
<li>แกงจืดวุ้นเส้นใบมะรุมอ่อนใส่เห็ดสด</li>
</ul>
</li>
</ul>
<ul>
<li> <strong>ยอด ดอก และฝักมะรุมอ่อน</strong> ชุบแป้งเทมปุระทอด    เหล่านี้เป็นต้น</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>เมล็ด</strong> สามารถนำเมล็ดมะรุมมาสกัดน้ำมันเพื่อ ใช้ประโยชน์ได้มากมายเช่นใช้ทำอาหารได้  รักษาโรคปวดตามข้อ โรคเก๊า  รักษาโรครูมาติซั่ม และรักษาโรคผิวหนัง  แก้ผิวแห้ง  ใช้แทนยารักษาผิวให้ชุ่มชื้น  รักษาโรคอันเกิดจากเชื้อรา</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>เปลือก</strong>จากลำ ต้น  นำมาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆใส่ผ้าห่อทำเป็นลูกประคบนึ่งให้ร้อนนำมาใช้ประคบ แก้โรคปวดหลัง ปวดตามข้อได้เป็นอย่างดี        * ร้านขายยาจีนนำมาใช้เข้าเครื่องยาจีนรักษาโรคหลายประเภท*</li>
</ul>
<ul>
<li> <strong>กากของเมล็ด </strong>กากที่เหลือจากการทำน้ำมันสามารถนำมาใช้ในการกรองหรือทำน้ำให้บริสุทธิ์เป็นน้ำ ดื่มได้กากของเมล็ดมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นอย่าง ยิ่ง จากนั้นนำมาทำปุ๋ยต่อได้</li>
<li><strong>ดอก</strong> ใช้ต้มทำน้ำชาใช้ดื่มช่วยให้นอนหลับสบาย</li>
<li><strong>ใบตากแห้ง</strong> สามารถนำใบมาตากแห้งโดยการตากในที่ร่มอย่าให้โดนแดดเมื่อแห้งสนิทดีแล้วนำมา ป่นเป็นผงบรรจุในหลอดแคปซูลเพื่อสะดวกแก่การพกพาในกรณีที่เดินทางและหาใบสด ไม่ได้ใช้ทำเป็นน้ำชาไว้ดื่มได้ตลอดวันแต่ใบแห้งจะขาดไวตามินซีและไวตามินบี ตลอลีนและแร่ธาตุบางจำพวกที่สูญหายในระหว่างการทำให้แห้งควรเก็บผงมะรุมไว้ ในที่มืดเช่นขวดพลาสติกชนิดทึบเพื่อกันการเสื่อมคุณภาพแต่คุณสมบัติอื่นๆ ยังคงเดิมเนื่องจากมะรุมเป็นพืชสมุนไพรกลางบ้านดังนั้นการให้ผลย่อมช้ากว่ายาแผนสมัยใหม่การที่จะใช้ให้ได้ผลอย่างจริงจังต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า3เดือน และต้องใช้ติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอจะให้ผลเป็นที่น่าพอใจร่างกายจะแข็ง แรงอยู่เสมอคนธรรมดาที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคก็สามารถใช้ได้เพื่อป้องกัน ตัวเองจากการติดเชื้อต่างๆ สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายเป็นอย่างดียิ่ง</li>
</ul>
<p><strong>เอกสารอ้างอิง:</strong></p>
<p>Nature’s Medicine Cabinet by Sanford Holst<br />
The Miracle Tree by Lowell Fuglie<br />
LA times March 27th 2000 article wrote by Mark Fritz.</p>
<p>WWW.PUBMED.GOV. (Search for Moringa) (Antiviral Research Volume 60, Issue 3, Nov. 2003, Pages 175-180: Depts. of Microbiology, Pharmaceutical Botany, Pharmacology, Faculty of Pharmaceutical Science, Chulalongkorn University, Bangkok 10330, Thailand. Corresponding author.</p>
<p>WWW.TREESFORLIFE.ORG  WWW.MORINGATREES.ORG  WWW.MORINGAFARMS.COM</p>
<p><img class="alignnone size-thumbnail wp-image-286" style="border: 1px solid black; margin: 5px;" title="marum03" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2009/05/marum03-150x150.jpg" alt="marum03" width="150" height="150" /></p>
<ul>
<li>
<h2><a href="http://www.jatuka.com/products-page/1/--100---90-/">แคปซูลมะรุม 300 มิลลกรัม บรรจุ 100 เม็ด ราคา 90 บาท </a></h2>
</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/มะรุม/สมุนไพรรักษาทุกโรค/feed/langswitch_lang/en/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มะรุม ไม้ยืนต้นมหัศจรรย์ Moringa-Miracle Tree</title>
		<link>http://www.jatuka.com/มะรุม/ข้อมูล-มะรุม/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/มะรุม/ข้อมูล-มะรุม/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 May 2009 08:02:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[มะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[การปรุงมะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกมะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นมะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[ฝักมะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[มะรุมแห้ง]]></category>
		<category><![CDATA[เปลือกมะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[เมล็ดมะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[เม็ดมะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[ใบมะรุม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=272</guid>
		<description><![CDATA[มะรุม 
ชื่อสามัญ : horseradish tree, drumstick tree, Ben oil tree Also call &#8220;mother&#8217;s best friend&#8221;
ชื่อพื้นเมือง : ผักอีฮึม ผักอีฮุม มะค้อนก้อม
ชื่อวิทยาศาตร์ : Moringa olifera Lamk.
วงศ์ : MORINGACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
มะรุมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางเรือนยอดกลมและโปร่ง เจริญเติบโตเร็ว อาจจะเติบโตมีความสูงถึง 4 เมตรและออกดอกภายในปีแรกที่ปลูก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ชนิดที่แตกใบย่อย 3 ชั้น ยาว 20 &#8211; 40 ซม. ออกเรียงแบบสลับ ใบย่อยยาว 1 &#8211; 3 ซม. รูปไข่ ปลายใบและฐานใบมน ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่าและมีขนเล็กน้อยขณะที่ใบยังอ่อน ใบมีรสหวานมัน ออกดอกในฤดูหนาว บางพันธุ์ออกดอกหลายครั้งในรอบปี ดอกเป็นดอกช่อ สีขาว กลีบเรียง มี 5 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h1><strong>มะรุม </strong></h1>
<p><strong>ชื่อสามัญ :</strong> horseradish tree, drumstick tree, Ben oil tree Also call &#8220;mother&#8217;s best friend&#8221;</p>
<p><strong>ชื่อพื้นเมือง : </strong>ผักอีฮึม ผักอีฮุม มะค้อนก้อม</p>
<p><strong>ชื่อวิทยาศาตร์ : </strong>Moringa olifera Lamk.</p>
<p><strong>วงศ์ : </strong>MORINGACEAE</p>
<h3><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์</strong></h3>
<p>มะรุมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางเรือนยอดกลมและโปร่ง เจริญเติบโตเร็ว อาจจะเติบโตมีความสูงถึง 4 เมตรและออกดอกภายในปีแรกที่ปลูก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ชนิดที่แตกใบย่อย 3 ชั้น ยาว 20 &#8211; 40 ซม. ออกเรียงแบบสลับ ใบย่อยยาว 1 &#8211; 3 ซม. รูปไข่ ปลายใบและฐานใบมน ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่าและมีขนเล็กน้อยขณะที่ใบยังอ่อน ใบมีรสหวานมัน ออกดอกในฤดูหนาว บางพันธุ์ออกดอกหลายครั้งในรอบปี ดอกเป็นดอกช่อ สีขาว กลีบเรียง มี 5 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบแยกกัน ดอกมีรสขม หวาน มันเล็กน้อย ผลเป็นฝักยาว เปลือกสีเขียวมีส่วนคอดและส่วนมน เป็นระยะ ๆ ตามยาวของฝัก ฝักยาว 20 &#8211; 50 ซม. ฝักมีรสหวาน เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีปีกบางหุ้ม 3 ปีก เส้นผ่าศูนย์กลางของเมล็ดประมาณ 1 ซม.</p>
<p><strong>การปลูก </strong>: มะรุมเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบเอเชีย เช่น อินเดีย ศรีลังกา เป็นต้น และยังมีในเขตเอเชียไมเนอร์และแอฟริกา เป็นไม้ปลูกง่าย เจริญได้ดีในดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการปักชำกิ่ง งอกเร็ว ใช้เวลา 2สัปดาห์ต้นกล้าสูงประมาณ 10-20 เซนติเมตร</p>
<h3><strong>ประโยชน์ทางยา : </strong></h3>
<ul>
<li><strong>ใบ  -</strong> ใช้ถอนพิษไข้ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ แก้แผล ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับปัสสาวะ ป้องกันมะเร็ง ลดความดันโลหิต<strong><br />
</strong></li>
<li><strong>ยอดอ่อน &#8211; </strong>ใช้ถอนพิษไข้</li>
<li><strong>ดอก &#8211; </strong>ใช้แก้ไข้หัวลม เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันมะเร็ง<strong> </strong></li>
<li><strong> ฝัก </strong>- แก้ไข้ ป้องกันมะเร็ง ลดความดันโลหิต</li>
<li><strong> เมล็ด &#8211; </strong> เมล็ดปรุงเป็นยาแก้ไข้ แก้บวม แก้ปวดตามข้อ ป้องกันมะเร็ง</li>
<li><strong>ราก </strong>- รสเผ็ด หวาน ขม สรรพคุณ แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ รักษาโรคหัวใจ รักษาโรคไขข้อ (rheumatism)</li>
<li><strong>เปลือกลำต้น </strong>- รสร้อน สรรพคุณขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อน ๆ แก้ลมอัมพาต ป้องกันมะเร็ง คุมกำเนิด เคี้ยวกินช่วยย่อยอาหาร</li>
<li><strong>ยาง &#8211; </strong>(gum)ฆ่าเชื้อไทฟอยด์ ซิฟิลิส (syphilis) แก้ปวดฟัน earache, asthma</li>
</ul>
<h3><strong>คุณค่าทางอาหาร</strong></h3>
<ul>
<li><strong>ใบใบสด </strong>ใช้กินเป็นอาหาร ใบแห้งที่ทำเป็นผงเก็บไว้ได้นานโดยยังมีคุณค่าทางอาหารสูง ใบมะรุมมีวิตามิน เอ สูงกว่าแครอท มีแคลเซียมสูงกว่านม มีเหล็กสูงกว่าผักขม มีวิตามี ซี สูงกว่าส้มและมีโปแตสเซียมสูงกว่ากล้วย</li>
<li><strong>ดอก </strong>ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แก้หวัด Helminths ป้องกันมะเร็ง</li>
<li><strong>ฝัก </strong>ฝักมะรุม 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 32 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย เส้นใย 1.2 กรัม แคลเซียม 9 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 26 มิลลิกรัม เหล็ก 1.5 มิลลิกรัม วิตามินเอ 532 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.05 มิลลิกรัม ไนอาซิน 0.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 262 มิลลิกรัม</li>
<li><strong>เมล็ด </strong>น้ำมันที่ได้จากการคั้นเมล็ดสดใช้เป็นน้ำมันปรุงอาหาร</li>
</ul>
<h3><strong>การปรุงอาหาร </strong></h3>
<p>ในประเทศไทย ฤดูหนาวจะมีมะรุมจำหน่ายทั่วไป ทั้งตลาดในเมืองและในท้องถิ่น คนไทยทุกภาครับประทานมะรุมเป็นผัก ชาวภาคกลางนิยมนักมะรุมอ่อนไปปรุงเป็นแกงส้ม และนำดอกมะรุมลวกให้สุกหรือดองรับประทานกับน้ำพริก สำหรับชาวอีสาน ยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอกอ่อนนำไปลวกให้สุกหรือต้มให้สุก รับประทานเป็นผักร่วมกับป่นแจ่ว ลาบ ก้อย หรือนำไปปรุงเป็นแกงอ่อม ส่วนฝักอ่อนหรือฝักที่ยังไม่แก่เต็มที่นำมาปอกเปลือก หั่นเป็นท่อนและนำไปปรุงเป็นแกงส้ม หรือแกงลาวได้ นอกจากนี้ ที่จังหวัดชัยภูมิ ยังรับประทานฝักมะรุมอ่อนสด เป็นผักแกล้มร่วมกับส้มตำโดยรับประทานคล้ายกับรับประทานถั่วฝักยาว และชาวบ้านเล่าว่าฝักมะรุมอ่อนนำไปแกงส้มได้โดยไม่ต้องปอกเปลือก ชาวเหนือนำดอกอ่อน ฝักอ่อนไปแกงกับปลา ในต่างประเทศ เช่น อินเดีย มีการทำผงใบมะรุมไว้เป็นอาหาร น้ำใบมะรุมอัดกระป๋อง</p>
<h3><strong>ประโยชน์อื่น ๆ</strong></h3>
<ul>
<li><strong>เมล็ด</strong> เมล็ดคั้นได้น้ำมันคุณภาพสูงใช้เป็นอาหารและใช้ถนอมผิว กากที่เหลือใช้แทนสารส้มในการทำให้น้ำให้ใสและสะอาด</li>
<li><strong>ใบและกิ่ง</strong> เป็นอาหารสัตว์</li>
<li><strong>ทั้งต้น</strong> เป็นพืชบำรุงดิน ใช้ฟื้นฟูสภาพดิน ใช้เป็นพืชบังลม รั้วไม้เป็น (&#8220;รั้วกินได้&#8221;)</li>
</ul>
<h3><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></h3>
<p>Fahey,Jed W. Sc.D. Moringa oleifera: A Review of the Medical Evidence for Its Nutritional, Therapeutic, and Prophylactic Properties. Part 1.</p>
<p>ข้อมูลจาก : <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A1" target="_blank">http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A1</a></p>
<ul>
<li>
<h2><a href="http://www.jatuka.com/products-page/1/--100---90-/">แคปซูลมะรุม 300 มิลลกรัม บรรจุ 100 เม็ด ราคา 90 บาท </a></h2>
</li>
</ul>
<p><img class="alignnone size-thumbnail wp-image-274" style="border: 1px solid black; margin: 5px;" title="dsc03473" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2009/05/dsc03473-150x150.jpg" alt="dsc03473" width="150" height="150" /><img class="alignnone size-thumbnail wp-image-276" style="border: 1px solid black; margin: 5px;" title="marum" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2009/05/marum-150x150.jpg" alt="marum" width="150" height="150" /><img class="alignnone size-thumbnail wp-image-277" style="border: 1px solid black; margin: 5px;" title="maroom" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2009/05/maroom-150x150.gif" alt="maroom" width="150" height="150" /><img class="alignnone size-thumbnail wp-image-275" style="border: 1px solid black; margin: 5px;" title="ma-room3" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2009/05/ma-room3-150x116.jpg" alt="ma-room3" width="150" height="116" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/มะรุม/ข้อมูล-มะรุม/feed/langswitch_lang/en/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งกับการรักษาโรคมะเร็ง กลุ่มงานวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ</title>
		<link>http://www.jatuka.com/info/หญ้าปักกิ่งกับการรักษา/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/info/หญ้าปักกิ่งกับการรักษา/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 May 2009 20:11:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[รักษามะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันมะเร็งแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/info/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/</guid>
		<description><![CDATA[
ดร. ผ่องพรรณ ศิริพงษ์
หัวหน้างานวิจัยสมุนไพร กลุ่มงานวิจัย
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับสองของประชากรไทยและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกๆปี ยารักษา โรคมะเร็งที่ใช้ในทางการแพทย์ ก็มีแต่ยาแผนปัจจุบันที่มีราคาแพง ซึ่งจะต้องนำเข้า จากต่างประเทศทั้งหมด ทั้งในรูปยาสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบ อีกทั้งยังพบว่ามีผลข้างเคียงสูง
ทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็ง จึงหันมานิยม ใช้สมุนไพรพื้นบ้านเพื่อนำมารักษา โรคมะเร็งที่เป็นอยู่ สมุนไพรจากประเทศจีนชนิดหนึ่งซึ่งมีผู้นำมาเผยแพร่ ประมาณ 30 ปี  มาแล้วและปัจจุบันก็ยังคงนิยมใช้อยู่อย่างแพร่หลาย คือหญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่ง หรือเรียกชื่อ ภาษาจีนว่า เล่งจือเฉ้า

หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งหรือเล่งจือเฉ้า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy อยู่ในวงศ์ Commelinaceae เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  แต่ไม่ใช่พืชในวงศืหญ้าทั่วไป เป็นไม้ล้มลุก สูง ประมาณ 7-10 ซ.ม. และอาจสูงได้ถึง 20 ซ.ม. ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ความยาวไม่เกิน 10 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อที่ ปลายยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น  กลีบดอกมีสีฟ้าปนม่วง ใบประดับกลม ยาวประมาณ 4 ม.ม. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="right">
<p align="right"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-225" title="logo14" src="http://www.jatuka.com/wp-content/uploads/2008/03/logo14-150x150.jpg" alt="logo14" width="135" height="135" />ดร. ผ่องพรรณ ศิริพงษ์<br />
หัวหน้างานวิจัยสมุนไพร กลุ่มงานวิจัย<br />
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ</p>
<p>ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับสองของประชากรไทยและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกๆปี ยารักษา โรคมะเร็งที่ใช้ในทางการแพทย์ ก็มีแต่ยาแผนปัจจุบันที่มีราคาแพง ซึ่งจะต้องนำเข้า จากต่างประเทศทั้งหมด ทั้งในรูปยาสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบ อีกทั้งยังพบว่ามีผลข้างเคียงสูง<br />
ทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็ง จึงหันมานิยม ใช้สมุนไพรพื้นบ้านเพื่อนำมารักษา โรคมะเร็งที่เป็นอยู่ สมุนไพรจากประเทศจีนชนิดหนึ่งซึ่งมีผู้นำมาเผยแพร่ ประมาณ 30 ปี  มาแล้วและปัจจุบันก็ยังคงนิยมใช้อยู่อย่างแพร่หลาย คือหญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่ง หรือเรียกชื่อ ภาษาจีนว่า <strong>เล่งจือเฉ้า<br />
</strong></p>
<p align="left">หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งหรือเล่งจือเฉ้า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy อยู่ในวงศ์ Commelinaceae เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  แต่ไม่ใช่พืชในวงศืหญ้าทั่วไป เป็นไม้ล้มลุก สูง ประมาณ 7-10 ซ.ม. และอาจสูงได้ถึง 20 ซ.ม. ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ความยาวไม่เกิน 10 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อที่ ปลายยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น  กลีบดอกมีสีฟ้าปนม่วง ใบประดับกลม ยาวประมาณ 4 ม.ม. ร่วงง่าย เป็นพืชที่ ชอบดินร่วน  หรือดินปนทราย งอกงามในที่มีแดดรำไร ไม่ต้องการน้ำมากเพาะปลูก โดยการเพาะชำ หรือเพาะเมล็ด ปลูกได้ง่ายและไม่จำเป็นต้องมีเนื้อที่มาก</p>
<p align="left">ตามสรรพคุณของตำรายาจีน จะใช้หญ้าปักกิ่งรักษาโรคในระบบทางเดินหายใจและกำจัดพิษ โดยจะใช้ทั้ง ต้นหรือส่วนเหนือดิน (ลำต้นหรือใบ) ที่มีอายุ 3-4 เดือน (ตั้งแต่เริ่มออกดอก)</p>
<p align="left"><span id="more-27"></span><span style="color: #003300"><strong>ประวัติความเป็นมาของการใช้หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งในประเทศไทย</strong></span><br />
หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งหรือเล่งจือเฉ้า เป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน แถบสิบสองปันนา มีการนำเข้ามาและปลูกแพร่หลายในประเทศไทย เมื่อ ปี พ.ศ. 2527 มีผู้ป่วยมะเร็งดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่งเพื่อ รักาาและบรรเทาอาการจากโรคมะเร็ง พบว่าสามารถยืดชีวิตต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง บางรายใช้หญ้าปักกิ่งร่วมกับการ รักษาแผนปัจจุบันเพื่อลดผงข้างเคียงเนื่องจากการใช้ยาเคมีบำบัด และเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วย โรคมะเร็งรายหนึ่งที่แพทย์บอกว่าจะมีชีวิตอยู่อีก 3 เดือน ขอให้นำผู้ป่วยกลับไปพักฟื้นที่บ้าน แต่เมื่อผู้ป่วยกลับ บ้านและดื่มน้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง</p>
<p align="left">หลังจากนั้น 1 ปี ผู้ป่วยดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่และกลับไปให้แพทย์คนเดิมตรวจ ผลจากผู้ป่วยรายนี้จึงทำให้เกิดการศึกษาวิจัยคุณสมบัติของพืชชนิดนี้เกิดขึ้น</p>
<p align="left"><span style="color: #003300"><strong>จุดประสงค์ของการใช้หญ้าปักกิ่ง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ</strong></span></p>
<ol>
<li>การใช้หญ้าปักกิ่งในผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยมีสรรพคุณว่า<br />
- เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งดีขึ้น ลดความทุกข์ทรมาน บางรายมีอายุยืนยาวมากขึ้น<br />
- เพื่อช่วยลดอาการข้างเคียงของยาเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัด</li>
<li>การใช้ในผู้ป่วยอื่นที่ไม่ใช่ผู้ป่วยมะเร็ง<br />
- เมื่อผู้ป่วยมีเม็ดเลือดขาวต่ำ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เมื่อใช้หญ้าปักกิ่ง พบว่าเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น<br />
- ผู้ป่วยเป็นแผลเรื้อรัง แผลอักเสบมีหนองหรือน้ำเหลืองไหล เมื่อใช้หญ้าปักกิ่ง พบว่าแผลแห้ง ไม่มีหนองและน้ำเหลือง</li>
</ol>
<p align="left"><strong>ผลการวิจัยศึกษาหญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่ง</strong></p>
<p align="left"><strong>สารสำคัญที่ออกฤทธิ์ :</strong></p>
<p align="left">น้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่ง มีสารกลัยโคสฟิงโคไลปิดส์ (จี 1 บี) มีชื่อทางเคมีว่า 1-?-O-D-glycopyranosyl-2-<br />
(2&#8242;-hydroxy-6&#8242;-ene-cosamide)-sphingosine (G1b) นอกจากนั้น ยังพบสารกลุ่มต่างๆได้แก่ คาร์โบไฮเดรต กรดอะ<br />
มิโน กลัยโคไซด์ ฟลาโวนอยด์ และอะกลัยโคน(1-2)</p>
<p align="left"><strong>ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา:</strong></p>
<ul>
<li>- สารกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี 1 บี) แสดงฤทธิ์ยับยั้งปานกลางต่อเซลล์มะเร็งเต้านมและลำไส้ใหญ่ (SW 120) โดยมีค่า ED50?16 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร (1-3)</li>
<li>สารจี 1 บี แสดงผลปรับระบบภูมิคุ้มกัน (1-3)</li>
<li>สารสกัดแอลกอฮอล์ของหญ้าปักกิ่งไม่ได้ช่วยยืดอายุ แต่ผลทางพยาธิวิทยาพบว่าสามารถลดความ รุนแรงของการแพร่กระจายของมะเร็งในหนูได้ จึงคาดว่าสารสกัดดังกล่าวอาจใช้ป้องกันการเกิด มะเร็งได้ (1-3) สารสกัดหญ้าปักกิ่ง มีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ของยีนที่เกิดจากสารก่อกลายพันธุ์ชนิดต่างๆ เช่น AFB1(4)</li>
<li>สารสกัดหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์เหนี่ยวนำเอนไซม์ DT-diaphorase ซึ่งมีบทบาททำลายสารพิษที่ ก่อให้เกิดมะเร็ง(5-6)</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ความเป็นพิษ</strong></p>
<ul>
<li>ความเป็นพิษเฉียบพลัน น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง ไม่ทำให้เกิดความผิดปกติในด้านการเจริญเติบโต ชีวเคมีในเลือด และพยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญในหนูขาว ค่า LD50 เมื่อให้โดยการป้อนในหนูขาว  มากกว่า 120 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว ซึ่งเทียบเท่า 300 เท่าของขนาดที่ใช้รักษาในคน จัดว่า ค่อนข้างจะปลอดภัย(7)</li>
<li>ความเป็นพิษเรื้อรัง พบว่า น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่งขนาดที่ใช้รักษาในคน มีความปลอดภัยเพียงพอ หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน(8)</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ขนาดและวิธีใช้แบบดั้งเดิม</strong></p>
<ul>
<li>ดื่มน้ำคั้น 2 ช้อนโต๊ะ (30 มิลิลิตร) วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นก่อนอาหาร ขนาดที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ น้ำหนักตัวเฉลี่ย 60 กิโลกรัม ถ้าเป็นเด็กควรลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง</li>
<li>ถ้าใช้สำหรับการปรับระบบภูมิคุ้มกัน จะรับประทานยาไม่เกิน 4-6 สัปดาห์ และควรหยุดยาดังนี้ รับประทานติดต่อกัน 5-6 วัน หยุดยา 4-5 วันเช่นนี้จนกว่าครบกำหนด</li>
</ul>
<p align="left"><strong>วิธีเตรียม</strong></p>
<ul>
<li>นำส่วนเหนือดินหรือทั้งต้น น้ำหนักประมาณ 100-120 กรัม หรือจำนวน 6 ต้น ล้างให้สะอาด</li>
<li>หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และโขลกในครกที่สะอาดให้แหลก เติมน้ำสะอาด 4 ช้อนโต๊ะ (60 มิลลิลิตร)</li>
<li>กรองผ่านผ้าขาวบาง</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ผลข้างเคียง</strong></p>
<ul>
<li>ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น 0.5-1 องศาเซลเซียส</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ข้อควรระวัง</strong></p>
<ul>
<li>หากใช้เกินขนาด จะมีผลกดระบบภูมิคุ้มกัน</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ข้อควรคำนึงในการดื่มน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งสด</strong></p>
<ul>
<li>หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรคลุมดิน ให้มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์จากดินมาที่ต้นและใบของ หญ้าปักกิ่ง การนำหญ้าปักกิ่งมารับประทานสดต้องแน่ใจว่า ได้ล้างหลายครั้งจนสะอาดปราศจาก เชื้อจุลินทรีย์ เพราะถ้าล้างไม่สะอาดเพียงพอ เมื่อดื่มน้าคั้นสดจากหญ้าปักกิ่ง ก็จะเป็นการดื่มเชื้อ  จุลินทรีย์เข้าไปในร่างกายผู้ป่วย ซึ่งย่อมมีภูมิต้านทานต่ำ จึงอาจจะเป็นอันตรายมากกว่าคนปกติ</li>
<li>หญ้าปักกิ่งมีรูปร่างลักษณะคล้ายหญ้าอื่นๆหลายชนิด เช่น หญ้ามาเลเซีย ฯลฯ ซึ่งไม่มีประโยชน์ทางยาเคยมีผู้บริโภคที่ซื้อหญ้าปักกิ่งตามท้องตลาดมาบริโภคด้วยราคาแพงแต่ไม่ใช่ชนิดที่ต้องการ ดังนั้นก่อนจะซื้อมาบริโภคจะต้องมั่นใจว่าเป็นหญ้าปักกิ่งที่ต้องการจริง</li>
<li>หญ้าปักกิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วย ต้องเป็นต้นที่มีอายุที่เหมาะสมดังนี้ คือ หญ้าปักกิ่งที่ปลูกโดยการชำกิ่ง ต้องมีอายุ 3 เดือนขึ้นไป ส่วนหญ้าปักกิ่งที่ปลุกด้วยการเพาะเมล็ด ต้องมีอายุมากกว่า 5 เดือนขึ้นไป จากการศึกษาพบว่าหญ้าปักกิ่งที่มีอายุไม่ครบเวลาดังกล่าว จะไม่มีการ สร้างสาร G1b ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ทางยา ดังนั้นการซื้อหญ้าปักกิ่งมาบริโภคนั้น ต้องมั่นใจว่าเป็นหญ้าปักกิ่งจริง เก็บเกี่ยวในขณะที่มีอายุครบเกณฑ์ที่ กำหนดตามวิธีการเพาะชำนั้นๆ จึงจะได้คุณประโยชน์สูงสุดดังประสงค์ มิฉะนั้นก็จะเป็นการบริโภคหญ้าดังกล่าวที่สูญเปล่า ไม่ได้คุณสมบัติตามต้องการและอาจจะได้รับพิษ ถ้าในกรณีเลือกสมุนไพรชนิดอื่นมาบริโภค</li>
</ul>
<p align="left"><strong>ภาวะปัจจุบันของการพัฒนาหญ้าปักกิ่งที่ใช้เป็นยา</strong><br />
ปัจจุบันองค์การเภสัชกรรม ได้นำเอาหญ้าปักกิ่งมาพัฒนาเป็นยาเม็ด โดยยาทุก 2 เม็ด มีคุณค่าเท่ากับ ต้นหญ้าปักกิ่ง จำนวน 3 ต้น โดยกำหนดขนาดรับประทาน ครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง ตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย โดยมีระยะเวลาการรับประทานขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การใช้ยาดังนี้ คือ</p>
<ol>
<li>ใช้เพื่อลดผลข้างเคียงจากรังสีบำบัดหรือยาเคมีบำบัดผู้ป่วยมะเร็ง จะรับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน</li>
<li>ใช้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายและการกลับเป็นซ้ำอีก หลังจากการรักษาแล้ว โดยรับประทาน 7 วันหยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกันประมาณ 1 ปี และตรวจมะเร็งปีละ 2 ครั้ง</li>
<li>ใช้เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโรคมะเร็ง รับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกัน เป็นเวลานานไม่เกิน 6-8 สัปดาห์ โดยใช้เแพาะช่วงที่มีภูมิคุ้มกันต่ำเช่น ขณะติดเชื้อไวรัส</li>
</ol>
<p align="left"><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></p>
<ul>
<li> วีณา จิรัจฉริยากูล สารต้านมะเร็งจากหญ้าปักกิ่ง จุลสารข้อมูลสมุนไพร 2542; 16(3): 10-13.</li>
<li>วีณา จิรัจฉริยากูล รายงานผลความก้าวหน้าของโครงการวิจัยหญ้าปักกิ่ง หนังสือรวบรวมผลงานการวิจัย โครงการพัฒนาการใช้สมุนไพรและยาไทยทางคลินิก ปี 2526-2536 คณะกรรมการโครงการพัฒนาการใช้สมุนไพรและยาไทยทางคลินิก มหาวิทยาลัยมหิดล หน้า 185-195.</li>
</ul>
<ul>
<li> Weena Jiratchariyakul, Primchanien Moomgkarndi, Hikane Okabe, Frahm A.W. Investigation of anticancer components from Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy. Phama Indochina 1997; 171-191.</li>
</ul>
<ul>
<li>Intiyot Y, Kinouchi T, Kataoka K, Arimochi H, Kuwahara T, Vinitketkumnuen U, Ohnishi Y. Antimutagenicity of Murdanis loriformis in the Salmonella mutation assay and its inhibitory effects on azoxymethane-induced DNA methylation and aberrant crypt focus formation in male F344 rats. J. Med. Invest. 49(1): 5-14.</li>
<li>Vinitketkumnuen U, Chewonarin T, Dhumtanom P, Lertpraseartsuk N, Wild CP. Aflatoxin-albumin adduct formation after single and multiple doses of aflatoxin B1 in rats treated with Thai medicinal plants. Mutat. Res. 1999; 48(1): 345-351.</li>
<li>วิริยา เจริญคุณธรรม, ปรัชญา คงทวีเลิศ, อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ การเหนี่ยวนำเอ็นไซม์ดีที-ไดอะฟอเรส โดยสารสกัดจากหญ้าปักกิ่ง ใบมะกรูด และตะไคร้ เชียงใหม่เวชสาร 2537; 33(2): 71-77.</li>
<li>พิมลวรรณ ตันยุทธพิจารณ์, วัลลา รามนัฐจินดา, พรรณี พิเดช การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว สารศิริราช 2534; 48: 458-66.</li>
<li>พิมลวรรณ ตันยุทธพิจารณ์, เพียงจิต สัตตบุศย์, พรรณี พิเดช พิษกึ่งเรื้อรังของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว สารศิริราช 2534; 48(8): 529-533.</li>
</ul>
<p align="left"><strong>แหล่งข้อมูล</strong> : <a href="http://www.nci.go.th/knowledge/index_general.htm" target="_blank">สถาบันมะเร็งแห่งชาติ </a></p>
<p align="left">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/info/หญ้าปักกิ่งกับการรักษา/feed/langswitch_lang/en/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
