<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หญ้าปักกิ่ง หญ้าเทวดา สมุนไพรบำบัดรักษาโรคเสื่อมของร่างกาย &#187; การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง</title>
	<atom:link href="http://www.jatuka.com/category/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.jatuka.com</link>
	<description>หญ้าปักกิ่ง หรือหญ้าเทวดา เป็นสมุนไพร รับประทานเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย รักษาโรคเสื่อม มะเร็ง เบาหวาน ความดัน หัวใจ</description>
	<lastBuildDate>Sat, 03 Dec 2011 15:01:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3</generator>
		<item>
		<title>ยุทธศาสตร์ 4 อ. สู้มะเร็ง !!</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/4%e0%b8%ad-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/4%e0%b8%ad-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 26 Dec 2010 02:21:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[4อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=518</guid>
		<description><![CDATA[บางครั้งเราก็ลืมๆไปเหมือนกันว่า ร่างกาย สังขารของเราซึ่งเกิดจากท้องแม่มานั้นมันเป็นไปตามกฏธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดมา ตั้งอยู่ แล้วดับสูญไปตามกฏของพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ชีวิตคนเรา นั้นเป็นผลิตผลของธรรมชาติ บนพิภพ บนโลกนี้&#8230;.ก็ &#8220;โลกมนุษย์&#8221; ใบที่เราแย่งกันอยู่ แย่งกันกินนี่แหละ  มนุษย์ เกิดขึ้นจาก&#8221;กรรม&#8221;ของแต่ละคน ประกอบขึ้นด้วย กาย และ ใจ ภาษาพระท่านเรียกว่า &#8220;รูปธรรม-นามธรรม&#8221; กาย และ ใจ จึงต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลก ซึ่งก็คือ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในเมื่อกาย และ ใจ ซึ่งเป็นโครงสร้างของมนุษย์ต้องดำเนินไปตามกฏของธรรมชาติการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงต้องขึ้นอยู่กับธรรมชาติรอบๆตัวคือธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เพราะร่างกายของเราก็ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่นี่แหละ ส่ำสัตว์ทั้งหลายมันก็ดำรงชีวิตอยู่กับ ธรรมชาติ ตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บางครั้งเราก็ลืมๆไปเหมือนกันว่า ร่างกาย  สังขารของเราซึ่งเกิดจากท้องแม่มานั้นมันเป็นไปตามกฏธรรมชาติ  เป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดมา ตั้งอยู่  แล้วดับสูญไปตามกฏของพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ชีวิตคนเรา นั้นเป็นผลิตผลของธรรมชาติ บนพิภพ บนโลกนี้&#8230;.ก็ &#8220;โลกมนุษย์&#8221;  ใบที่เราแย่งกันอยู่ แย่งกันกินนี่แหละ  มนุษย์  เกิดขึ้นจาก&#8221;กรรม&#8221;ของแต่ละคน ประกอบขึ้นด้วย กาย และ ใจ  ภาษาพระท่านเรียกว่า &#8220;รูปธรรม-นามธรรม&#8221; กาย และ ใจ  จึงต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลก ซึ่งก็คือ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในเมื่อกาย และ  ใจ ซึ่งเป็นโครงสร้างของมนุษย์ต้องดำเนินไปตามกฏของธรรมชาติการเกิด แก่  เจ็บ ตาย จึงต้องขึ้นอยู่กับธรรมชาติรอบๆตัวคือธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ  เพราะร่างกายของเราก็ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่นี่แหละ</p>
<p>ส่ำสัตว์ทั้งหลายมันก็ดำรงชีวิตอยู่กับ ธรรมชาติ ตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ใช้ผลิตผลของธรรมชาติ ตั้งแต่  ที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค  มาตลอดชีวิตถ้าเป็นมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็ใช้ &#8220;ปัจจัยสี่&#8221;  จากธรรมชาติครบเลย  แต่มนุษย์ปัจจุบันกลับพยายามหนีธรรมชาติ หนีความจริง  หา&#8221;ธรรมชาติเทียม&#8221;มาเป็นที่พึ่งพิง อยู่ในโลกของเคมีวัตถุทั้งอาหาร  บรรยากาศติดยึดอย่างเหนียวแน่นกับโลกวัตถุซึ่งเต็มไปด้วยสารพิษ  หลงงมงายยึดเป็นค่านิยมจนวาระสุดท้าย ด้วยวิธีคิดเช่นนี้แหละจึงเป็น ที่มาของ&#8221;การคืนสู่ธรรมชาติ&#8221; (Back to Nature)  ของมนุษย์ที่เห็นผิดเป็นชอบทั้งหลาย กลับตัวกลับใจเร็วๆ..ยังไม่สายเกิน ไปเด้อ  !..พืชผลทางเกษตรเขายังพยายามเลิกใช้สารเคมีหันมาใช้สารชีวภาพซึ่งทำจาก ธรรมชาติล้วนๆ</p>
<p>และนี่ ก็คือที่มาของการรักษาโรคโดยการนำธรรมชาติบำบัดมาบูรณาการระบบการกินการอยู่ เสียใหม่เพื่อสร้างภูมิต้านโรค  ยุทธศาสตร์ 4อ.ซึ่งประกอบด้วย อารมณ์  อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย จึงเป็นไปตามแนวทางธรรมชาติบำบัด &#8220;ใจ&#8221; ด้วย  อารมณ์(พลังใจ)บำบัด&#8221;กาย&#8221;ด้วย อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย</p>
<h2>อ.ที่หนึ่ง  &#8220;อารมณ์&#8221;</h2>
<p>คนที่เป็นมะเร็งจำไว้เลย..&#8221;ห้ามเครียด&#8221;  ต้องทำตัวให้มีอารมณ์แจ่มใสเสมอ  ความเครียดนั้นทำให้ก่อเกิดอนุมูลอิสระซึ่งจะไปทำลายเซลล์ดีๆทั่วไป  คนที่มีความ โกรธ เกลียด ริษยา อาฆาต วิตกกังวล มองอะไรในแง่ร้าย  ต่อมหมวกไตจะสร้าง &#8220;สารบาป&#8221; ออกมาซึมเข้าโลหิต ไปออกฤทธิกับอวัยวะต่างๆเช่น   สาร  Adrenaline จะทำให้หัวใจเต้นแรง เส้นโลหิตหดเกร็ง ถ้าหดจนตีบตัน  หัวใจก็อาจจะวายเฉียบพลัน สาร Steroid  ถ้ามีจำนวนที่ผิดปกติอาจจะทำให้การหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหารผิดเพี้ยนได้  ถ้ามากไปน้ำย่อยก็จะไปกัดผนังด้านในกระเพาะอาหาร  ถ้าน้อยเกินไปก็จะทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย  สาร Lactic Acid  ถ้าเกิดขึ้นมากไปก็อาจไปทำลายความแข็งแรงของเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นอาวุธสำคัญ ของระบบภูมิคุ้มกัน</p>
<p>ในทางกลับกันถ้าบุคคลซึ่งมีจิตเป็นสัมมาทิฐิ  มีความเมตตาปราณี มองโลกในแง่ดี มีสติ สมาธิ จิตใจเบิกบาน  ต่อมใต้สมองก็จะสร้าง&#8221;สารบุญ&#8221; หรือ  สาร Endorphine  ออกมาเป็นประจำส่งผลให้กายใจเบาสบาย เกิดความปิติ กินได้นอนหลับ  เม็ดเลือดขาวก็จะแข็งแรง สร้างภูมิคุ้มกันได้สูง  ส่งผลให้เซลล์มะเร็งหยุดหรือลุกลามช้าลง</p>
<h2>อ.ที่สอง &#8220;อาหาร&#8221;</h2>
<p>อาหารในความหมายของธรรมชาติบำบัดนั้น คืออาหารที่เกิดจากกระบวนการผลิตจากธรรมชาติโดยตรง(Organic Food)  ยกตัวอย่างพืชผลที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีในการบำรุงเลี้ยงดู  และไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลง แต่จะใช้พวกชีวภาพแทน เช่นปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช  นอกจากนั้นเวลาที่แปรรูปก็ไม่ใช้กระบวนการทางเคมีใดๆ เช่น การฟอกขาว  การใส่สารเคมีเพิ่มสีสันหรือรสชาติใดๆทั้งสิ้น  สำหรับเนื้อสัตว์ก็ต้องไม่ใช้กระบวนการเคมีในการเลี้ยงดูจนถึงขั้นการแปรรูป เช่นเดียวกัน ไม่มีการขุนสัตว์ด้วยยาหรือที่มีส่วนผสมทางเคมี  ไม่มีการใส่สารเพิ่มสี  หรือใช้โซเดียมไนไตร์เพื่อยืดอายุเนื้อสัตว์ที่แปรรูปอันเป็นสาเหตุให้เกิด สารก่อมะเร็งได้</p>
<p>โดยสรุปแล้ว  อาหารสำหรับผู้ฟื้นฟูสุขภาพควรเป็นอาหารที่เป็นธรรมชาติ เช่น พืชผักผลไม้  นำมาต้ม นึ่ง หรือทานสดๆก็ยิ่งดี  หรือจะนำมาคั้นหรือปั่นก็จะเพิ่มความหลากหลายชวนให้บริโภคมากขึ้น  อาหารควรอย่างยิ่งที่จะปลอดสารพิษ ปรุงแต่งง่ายๆไม่สลับซับซ้อน  เช่นต้มแล้วเอาไปย่าง ต้มแล้วเอาไปอบ ให้มันเกิดภาวะเชิงซ้อนทางเคมี  แทนที่จะเป็นอะไรง่ายๆ เช่น เอาไปต้ม หรือเอาไปนึ่ง  ซึ่งจะไม่ทำให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์เกิดการแปลกแยกออกไป</p>
<p>นอกจากนั้นอาหารไม่ควรจะมีรสจัด เปรี้ยว  หวาน มัน เค็ม สารพัดรส  และประเภทหมูเห็ดเป็ดไก่ก็ควรจะลดลงบ้างเพื่อหนีห่างจากภาวะไขมันอุดตันใน หลอดเลือดหัวใจ ควรมาเน้นหนักที่พืชผักผลไม้(ที่ปลอดสารพิษ)  รวมทั้งธัญพืชต่างๆที่มีผลิตภัณฑ์มากมาย ทั้งถั่วงาทั้งหลาย สาหร่าย  นมถั่วเหลือง โปรตีนเกษตร รวมทั้งข้าวที่ไม่ขัดข้าว เช่น ข้าวกล้อง  ข้าวซ้อมมือ  อาหารธรรมชาติเช่นนี้นอกจากจะช่วยให้ระบบขับถ่ายไม่มีปัญหาแล้วยังช่วยลดการ สะสมสารพิษและไขมันที่ไปอุดตันในหลอดเลือดทั่วร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุของโรค ทั้งหลาย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ระบบหัวใจล้มเหลว จนกระทั่งมะเร็ง</p>
<p>ก็อยากจะชวนให้ละลดเนื้อสัตว์ที่มีไขมัน สูงและย่อยยาก เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เป็ดไก่ หันมาทานประเภทปลาบ้าง  โดยเฉพาะปลาทะเลเนื้อขาวซึ่งมีไขมันเลวต่ำ  แต่มีไขมันดี(Omega-3)ที่เป็นประโยชน์ ประเภทต่อไปนี้ก็ควรลดเหมือนกัน  คืออาหารที่อุดมด้วยไขมันและน้ำตาลทราย(ฟอกขาวด้วยสารเคมี) เช่น ขนมหวาน  ไอศกรีม เค้ก ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแป้งขัดขาว เช่น ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ฯลฯ  (เดี๋ยวนี้มีเส้นก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น ขนมจีน  และขนมปังที่ไม่ได้ทำจากแป้งขัดขาวแล้ว)  อีกประเภทหนึ่งที่ควรจะลดหรือเลิกไปเลยก็คือประเภทที่มีไขมันเชิงเดี่ยวหรือ ไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ กะทิ น้ำมันพืชบางชนิด  อาหารที่ใช้ สำหรับธรรมชาติบำบัดนี้มีแหล่งข้อมูลให่ศึกษามากมาย โดยเฉพาะกลุ่มชีวจิต  และชมรมมังสวิรัติทั้งหลาย</p>
<h2>อ.ที่สาม &#8220;อากาศ&#8221;</h2>
<p>การที่ผู้ป่วยที่ต้องการบำบัดพักฟื้นต้อง มาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีปัญหาเรื่องมลภาวะนั้นเท่ากับเป็นการเพิ่มปัจจัย เสี่ยงยิ่งขึ้นไปอีก  ความจริงไม่ต้องผู้ป่วยหรอกครับคนปกติทั้งหลายที่สูดอากาศที่ปนเปื้อนสารพิษ ทั้งหลายเข้าไปทุกวันก็แย่แล้ว  เพราะเท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนสารพิษเข้าไปสะสมในร่างกาย  ดอกเบี้ยที่ได้ก็คืออนุมูลอิสระที่จะไปทำลายเซลล์ดีๆ  ไปทำลายเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System)  ที่ปกป้องโรคภัยไข้เจ็บที่จะเข้ามาเบียดเบียนชีวิต</p>
<p>แต่ในทางกลับกันถ้าผู้ป่วยอยู่ในสภาพ อากาศที่บริสุทธิ์ปลอดสารพิษ ก็จะเป็นการลดภาวะเสี่ยงดังกล่าวไปได้  ยิ่งถ้าได้อยู่ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดีก็เหมือนกับว่าได้ยาอายุวัฒนะ ประมาณนั้นเลย เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายเป็นเขตปลอดสารพิษแล้ว  ทางด้านจิตใจก็จะเกิดความสดใส กระปรี้กระเปร่า กระชุ่มกระชวย  สุขภาพกายก็จะดี สุขภาพจิตก็จะดีเช่นกัน&#8230;. ทำให้เชื้อโรคมันอดอยากปากแห้ง  ไม่อยากอยู่กับเร</p>
<h2>อ.ที่สี่ &#8220;ออกกำลังกาย&#8221;</h2>
<p>การออกกำลังกายในความหมายของธรรมชาติ บำบัด โดยเฉพาะเพื่อการรักษาโรค เบาหวาน แล ะมะเร็ง ควรเป็นแบบ Aerobic  คือการออกกำลังกายกลางแจ้ง ใช้เวลาอย่างต่อเนื่องทำซ้ำๆให้เหงื่อออกชุ่มตัว  เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือเต้นแอโรบิค จะได้ผลมากกว่า ไปเล่นกอล์ฟ  หรือโยนโบว์ลิ่ง รวมทั้งการออกกำลังกายในที่อากาศไม่สามารถถ่ายเทได้ดี  หรือในห้องที่เราไม่สามารถสูดอากาศที่บริสุทธิ์เข้าปอดขนะที่กำลังใช้พลัง  เหตุที่ควรจะสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ปอดนั้นก็เพราะกระบวนการเคมีในร่างกาย  เช่น การเผาผลาญสารอาหารให้เป็นพลังงาน( Metabolism )  จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์ที่ไม่ปนเปื้อนสารพิษ  การออกกำลังกายที่ดีควรทำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงเพื่อให้ เหงื่อขับสารพิษที่ตกค้างในร่างกายออกมาบ้าง  และช่วยให้ปอดใช้ออกซิเจนใหม่ๆสดๆที่สูดจากกลางแจ้งนำไปฟอกเลือดดำให้เป็น เลือดแดงส่งต่อให้หัวใจได้ทำหน้าที่สูบฉีดไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายอย่างมี ประสิทธิภาพ การออกกำลังกายที่ถึงระดับที่เรียกว่า Peak  จะทำให้ร่างกายหลั่งสาร Growth Hormone  ออกมาจากต่อมใต้สมองทำให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า  เหมือนได้น้ำทิพย์มาโชลมร่างกายและจิตใจ  อีกทั้งเป็นการสร้างภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ เป็นยาอายุวัฒนะอีกขนานหนึ่ง</p>
<p>สรุป ตรงนี้ได้เลยว่า การบำบัดรักษาโรคมะเร็งโดยการใช้&#8221;ยุทธศาสตร์ 4อ.&#8221;นี้  มีแต่ได้ ไม่มีเสีย มีแต่กำไร ไม่มีขาดทุน อย่างมากก็เสมอตัว  ถ้าท่านทำได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่มีผลข้างเคียง  เพราะกระบวนการทั้งหมดเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ไม่ใช่&#8221;ธรรมชาติเทียม&#8221;  หรืออะไรที่เป็นสารเคมีทั้งหลายในรูปยา หรืออาหารที่ถูกดัดแปลงรสชาติ สีสัน  รวมทั้งการยืดอายุการบริโภค</p>
<p>การบำบัดโดยธรรมชาติไม่จำเป็นต้องลงทุนเสียเงินเสียทองสิ้น เปลืองมากมายเหมือนวิธีอื่นๆ เป็นสิ่งที่เรียกว่าการแพทย์ทางเลือก  (Alternative Medicine)  ซึ่งสามารถดำเนินวิธีรักษาควบคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบันได้ เช่น  การใช้สมุนไพร การฝังเข็ม การนวด การกดจุด วารีบำบัด การใช้พลังจิต หรือ  พลังจักรวาล ซึ่งเป็นแนวทางธรรมชาติบำบัดเช่นเดียวกัน.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/4%e0%b8%ad-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>ชนะมะเร็งได้ด้วยหัวใจนักสู้</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 11 Dec 2010 17:18:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=563</guid>
		<description><![CDATA[ชนะมะเร็งได้ด้วยหัวใจนักสู้ กองบรรณาธิการ ใครก็ตามที่ได้รับรู้ว่าตนเองเป็น &#8220;มะเร็ง&#8221; แล้ว ส่วนใหญ่จะเกิดความรู้สึกช็อกเป็นอันดับแรก แต่ก็มีคนป่วยหลายคนที่สามารถทำใจได้กับโรคที่เป็นและมีกำลังใจที่เข้มแข็งที่จะต่อสู้ต่อไป บางครั้งตัวญาติเองกลับจะรู้สึกทุกข์ร้อนไปกับอาการป่วยไข้มากกว่าผู้ที่เป็นเองเสียอีก ดังเช่น คุณวรชาติ อุชุไพบูลย์วงศ์ เคยเผชิญกับโรคร้ายนี้มาแล้ว เขาเคยป่วยหนักเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองขั้นร้ายแรง ตรวจพบเมื่อปี พ.ศ.2540 หรือกว่าเจ็ดปีมาแล้ว ใครที่ได้พบเห็นคุณวรชาติในวันนี้แทบทุกคนจะต้องไม่เชื่อว่าเขาเคยป่วยหนักถึงขนาดที่ว่าต้องหามกันเลยทีเดียว ด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม ผิวพรรณที่สดใสบ่งบอกถึงความมีสุขภาพดีในวันนี้ แล้วอะไรที่ทำให้เขากลับมามีชีวิตใหม่ เป็นคนใหม่ได้ บทความต่อไปนี้คือคำตอบ &#8220;ช่วงก่อนที่จะตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ประมาณปี 2540 ก็ทราบกันดีว่า ปีนั้นเป็นปีที่เศรษฐกิจตกต่ำ เดือนกรกฎาคม ปี 40 มีการประกาศลดค่าเงินบาท ตอนนั้นผมทำงานเครียดมาก ทำงานตลอด วันอาทิตย์ก็ไม่เคยหยุด ความเครียดสะสมเรื้อรัง&#8230;จู่ๆ ก็เกิดปวดหัว ตัวร้อน ไม่สบายขึ้นมา กินอะไรไม่ได้ อาเจียนด้วย ก็ไปหาหมอด้านอายุรกรรมทั่วไป ถึง 3 หมอ หมอให้ admit ที่โรงพยาบาล ก็พบว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่ตอนแรกหมอเขาไม่บอกให้ผมทราบว่าเป็นมะเร็ง แต่บอกกับภรรยาผม และภรรยาผมก็บอกกับผมว่าผมเป็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบ และจะต้องให้การรักษาคล้ายกับรักษามะเร็ง คือเธอคงกลัวว่าผมจะรับไม่ได้ ซึ่งตอนแรกผมก็รับไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชนะมะเร็งได้ด้วยหัวใจนักสู้<br />
กองบรรณาธิการ</p>
<p>ใครก็ตามที่ได้รับรู้ว่าตนเองเป็น &#8220;มะเร็ง&#8221; แล้ว ส่วนใหญ่จะเกิดความรู้สึกช็อกเป็นอันดับแรก แต่ก็มีคนป่วยหลายคนที่สามารถทำใจได้กับโรคที่เป็นและมีกำลังใจที่เข้มแข็งที่จะต่อสู้ต่อไป บางครั้งตัวญาติเองกลับจะรู้สึกทุกข์ร้อนไปกับอาการป่วยไข้มากกว่าผู้ที่เป็นเองเสียอีก</p>
<p>ดังเช่น คุณวรชาติ อุชุไพบูลย์วงศ์ เคยเผชิญกับโรคร้ายนี้มาแล้ว เขาเคยป่วยหนักเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองขั้นร้ายแรง ตรวจพบเมื่อปี พ.ศ.2540 หรือกว่าเจ็ดปีมาแล้ว<br />
ใครที่ได้พบเห็นคุณวรชาติในวันนี้แทบทุกคนจะต้องไม่เชื่อว่าเขาเคยป่วยหนักถึงขนาดที่ว่าต้องหามกันเลยทีเดียว ด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม ผิวพรรณที่สดใสบ่งบอกถึงความมีสุขภาพดีในวันนี้ แล้วอะไรที่ทำให้เขากลับมามีชีวิตใหม่ เป็นคนใหม่ได้ บทความต่อไปนี้คือคำตอบ</p>
<p>&#8220;ช่วงก่อนที่จะตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ประมาณปี 2540 ก็ทราบกันดีว่า ปีนั้นเป็นปีที่เศรษฐกิจตกต่ำ เดือนกรกฎาคม ปี 40 มีการประกาศลดค่าเงินบาท ตอนนั้นผมทำงานเครียดมาก ทำงานตลอด วันอาทิตย์ก็ไม่เคยหยุด ความเครียดสะสมเรื้อรัง&#8230;จู่ๆ ก็เกิดปวดหัว ตัวร้อน ไม่สบายขึ้นมา กินอะไรไม่ได้ อาเจียนด้วย ก็ไปหาหมอด้านอายุรกรรมทั่วไป ถึง 3 หมอ หมอให้ admit ที่โรงพยาบาล ก็พบว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่ตอนแรกหมอเขาไม่บอกให้ผมทราบว่าเป็นมะเร็ง แต่บอกกับภรรยาผม และภรรยาผมก็บอกกับผมว่าผมเป็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบ และจะต้องให้การรักษาคล้ายกับรักษามะเร็ง คือเธอคงกลัวว่าผมจะรับไม่ได้ ซึ่งตอนแรกผมก็รับไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ ตอนนั้นผมป่วยจนไม่ค่อยจะรู้สึกตัวเลย ทุกอย่างภรรยาจัดการให้ทั้งหมด</p>
<p>&#8230; หลังจากนั้นเกือบเดือนผมจึงได้ทราบว่าเป็นมะเร็ง เพราะต้องรักษาด้วยการให้คีโม ผมร่วงหมดเลย&#8230;จนให้คีโมเข็มที่ 3 เพื่อนฝรั่งของผมเขาก็สงสัยเลยถามผมต่อหน้าภรรยาเลย ภรรยาเลยยอมรับว่าผมเป็นมะเร็ง&#8230;คุณรู้มั้ยว่าตอนนั้นผมร้องไห้ต่อหน้าเพื่อนฝรั่งเลย ตอนนั้นรับไม่ได้เลยจริงๆ เพราะเมื่อเจ็ดปีก่อน ถ้าใครที่เป็นมะเร็งที่หมอบอกว่าอยู่ในขั้นร้ายแรงเนี่ยมักจะไม่รอด&#8230; ภายในระยะเวลา 2-3 เดือนน้ำหนักผมลดลง 19 กิโลฯ จากเมื่อก่อนน้ำหนัก 78 กิโลฯ ลดลงเหลือ 59 กิโลฯ ผอมจนลูกน้องเก่าจำไม่ได้ทั้งที่ยืนห่างกันแค่เมตรเดียว ผมทักเขา เขายังมองหน้าผมงงๆ อยู่ตั้งนาน</p>
<p>พอรู้ว่าเป็นมะเร็ง เราก็เริ่มศึกษาเรื่องของมะเร็งเป็นการใหญ่ หาข้อมูลทุกอย่างที่หาได้ หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน ภรรยาผมเขาไปเจอหนังสือเกี่ยวกับการรักษามะเร็งแนวธรรมชาติบำบัดของคุณหมอบรรจบ-คุณหมอลลิตา ก็สนใจเลยเข้ามาที่บัลวี มาเข้าคอร์ส ผมได้รับความรู้ต่างๆ ในการปฏิบัติตัวเพื่อสู้กับมะเร็ง ได้นั่งสมาธิ การสั่งจิตใต้สำนึก ไฮโดรแอโรบิก การออกกำลังกาย ได้รู้หลักโภชนาการที่จะนำมาใช้ ในชีวิตประจำวันแล้วก็กลับมาทำที่บ้านโดยรักษาควบคู่กับการให้คีโม คือ3 อาทิตย์ให้คีโม 1 เข็ม รวมทั้งหมด 8 เข็มใหญ่ 9 เข็มเล็ก พร้อมทั้งทานยาเม็ดอีกครึ่งปี</p>
<p>..แรกๆ ที่เริ่มการออกกำลังกาย ต้องใช้กำลังใจมหาศาล เพราะตอนนั้นผมไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรงเลยนะครับ จะลุกเดินก็ไม่ค่อยไหว โดยเฉพาะหลังจากให้คีโมใหม่ๆ จะหมดแรงเลย ตอนนอนอยู่ก็พยายามยกแข้ง ยกขา บริหารหน้าไปตามเรื่อง ค่อยๆ ทำไป ก็คิดในใจว่าเราจะต้องไม่ตาย อาศัยใจสู้&#8230;ฝันให้ไกล แต่ค่อยๆ ไปให้ถึง..</p>
<p>&#8230;ช่วงที่ผมป่วยใหม่ๆ ก็อาศัยออกกำลังกายเบาๆ เวลานั่งสมาธิก็ภาวนาว่า ขอให้เดินได้ เราก็เริ่มเดิน ภาวนาว่าขอให้วิ่งได้ เราก็เริ่มวิ่ง อย่างนี้ เราต้องไปทีละสเต็ป&#8230;ผมเคยหักโหมอยู่ครั้งนึง ความที่อยากจะหายเร็วๆ ตอนนั้นเพิ่งไปให้คีโมใหม่ๆ ก็ออกกำลังกายใหญ่เลย ผลคือ หายใจไม่ออก จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันลอยกระทง ภรรยาพาลูกๆ ไปลอยกระทง ผมอยู่บ้าน ก็เลยโทร.บอกภรรยาให้รีบกลับมาดูใจ (หัวเราะ)&#8230;ต่อมาก็เลยต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ต้องสม่ำเสมอ มารักษาที่บัลวีได้ 1 เดือนก็เริ่มรู้สึกว่าแข็งแรงขึ้น และทุกคนในครอบครัวก็ช่วยเหลือและให้กำลังใจตลอด จนทุกวันนี้ผมต้องออกกำลังกายทุกวันขาดไม่ได้ เช้าๆ นี่ต้องตื่นมาออกกำลังกายริมแม่น้ำเจ้าพระยา คือบ้านผมอยู่ริมแม่น้ำ ได้รับอากาศบริสุทธิ์ทุกวัน วันไหนว่างก็เข้ามาที่บัลวีมาทานอาหาร มาออกกำลังกายวิ่งสายพาน ฟิตเนส อาบแสงตะวัน อบซาวน่าครับ&#8221;</p>
<p>จากเมื่อก่อนที่ยังไม่ทราบว่าเป็นมะเร็ง เมนูเด็ดที่นิยมมากของคุณวรชาติ คือ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู นี่คือมื้อเช้า ส่วนมื้อกลางวันก็เป็นข้าวราดแกงเพื่อแข่งขันกับเวลา มื้อเย็นค่ำเป็นอาหาร ที่เรียกว่า &#8220;อมังสวิรัติ&#8221; คืออุดมด้วยเนื้อสัตว์ ไขมัน และแป้ง</p>
<p>นอกจากอาหารที่กล่าวแล้ว เขายังสูบบุหรี่จัดถึงวันละซองกว่าทุกวัน แถมด้วยการดื่มกาแฟอีกวันละ 3-4 แก้ว โถ&#8230;แล้วร่างกายจะต้านอนุมูลอิสระที่เข้าไปทุกวันอย่างนี้ยังไงไหว</p>
<p>แต่เมื่อคุณวรชาติได้มาที่บัลวี เมนูอาหารก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากที่ไฮโปรตีนขนาดนั้น เขาจึงได้รับการจัดเมนูอาหารเพื่อต่อสู้กับมะเร็งโดยเฉพาะ</p>
<p>ปีแรกเขาต้องทานข้าวกล้องกับผัก ไม่มีโปรตีน ไม่มีเต้าหู้ ไม่มีน้ำมัน ปีที่สองเริ่มมีเต้าหู้เสริมเข้ามา แต่ก็ต้องทานข้าวกล้องและผักเป็นหลัก ปีที่สามและสี่ จะเริ่มมีปลาให้ทาน ถึงตอนนี้คุณวรชาติบอกว่าชินเสียแล้ว ถึงไม่มีปลา ไม่มีเต้าหู้ให้ทานก็ไม่สนใจ ดูเหมือนว่าข้าวกล้อง ผักสดผลไม้เป็นอาหารวิเศษที่ขาดไม่ได้เสียแล้ว</p>
<p>&#8220;ผมจะทานอาหารที่บัลวีตลอดช่วง 5 ปี เพราะเพื่อให้แน่ใจว่าเราได้กินอาหารที่ถูกต้องตามหมอสั่ง หลังจาก 5 ปีไปแล้ว วันไหนว่าง ผมก็จะมากินที่บัลวีตลอด เหมือนกับมาเยี่ยมเยือนคนที่นี่ เพราะมาจนรู้สึกคุ้นเคยเหมือนกับเป็นญาติมิตรของเราเลย</p>
<p>&#8230; อยู่ที่บ้านผมก็กินง่ายๆ มันรู้สึกชินเสียแล้ว กินผักเปล่ายังรู้สึกว่าอร่อยเลย อย่างสลัดนี่ ผมจะใส่มันนึ่งบาง มันต้มบ้าง โรยข้าวโพดต้ม ไมใส่น้ำสลัดเลยก็อร่อย บางครั้งก็เป็นสุกี้บ้าง หรือหน้าหนาวๆ อย่างนี้ก็อาจจะกินแกงส้มแป๊ะซะ ต้มน้ำซุปบ้าง กลิ่นหอมจนคนข้างบ้านบอกว่าทำอะไรกินทำไมมันหอมอย่างนี้</p>
<p>&#8230;วันๆ ผมจะกินผักผลไม้มาก อย่างมะละกอลูกเล็กๆ หน่อยกินได้วันละประมาณ 4-5 ลูก ขนมปังโฮลวีต ข้าวกล้อง คือกินครบที่คุณหมอบอก คือ ผัก 2 ส่วน ผลไม้ 2 ส่วน น้ำผักผลไม้อีก 1 ส่วน ที่เหลือก็เป็นพวกข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และเต้าหู้บ้าง เพื่อให้ได้รับสารอาหารโดยเฉพาะเบต้าแคโรทีน และวิตามินซีไปต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายเราต้องเผชิญอยู่ทุกวัน ผมกินผักผลไม้มากจนผมที่ร่วงไปที่เคยหงอกขาวพองอกมาใหม่กลับผมดกดำเป็นธรรมชาติไม่ต้องไปย้อมให้เสียเงินเสียทองเลยครับ จนภรรยาผมแซวว่าเหมือนได้สามีใหม่ที่หน้าตาเด็กลงกว่าเดิม&#8230;&#8221;</p>
<p>ปัจจุบันคุณวรชาติหันมาทำธุรกิจส่วนตัวได้ประมาณ 3 ปีด้วยเรี่ยวแรงและกำลังใจที่เต็มเปี่ยม หลังจากที่ลาออกจากงานบริษัทต่างชาติเพื่อมารักษาตัวอยู่หลายปี ซึ่งตรงนี้เขาบอกว่าเป็นโชคดีเพราะทำให้เขาได้ทุ่มเวลาให้กับการรักษาอย่างเต็มที่</p>
<p>ปีใหม่นี้คุณที่เป็นโรคร้ายขอให้มีใจสู้อย่างคุณวรชาติที่สามารถผ่านมันมาได้ด้วยหัวใจนักสู้โดยแท้</p>
<p>http://www.balavi.com/content_th/interview/IV0014.asp</p>
<p>จตุกาหญ้าปักกิ่ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>วิธีง่ายๆต่อสู้กับมะเร็ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Dec 2010 12:02:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=548</guid>
		<description><![CDATA[วิธีการรักษามะเร็งแบบธรรมชาติง่ายๆ 4 ข้อ ดังนี้ จิตใจ ต้องสู้ อาหารงดเว้นเนื้อสัตว์ แล้วหันมารับประทานอาหารที่มะเร็งไม่รับประทาน 15 ชนิด ได้แก่ ธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้อง , ข้าวม้ง ,ข้าวบาเล่ย์ , ข้าวสาลี, และลูกเดือย นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้า ผักผลไม้ 10 ชนิด ได้แก่หอมหัวใหญ่ ,มันฝรั่ง,หรือมันเทศ ,กล้วยน้ำว้าสุก (8 ลูก/วัน),ฟักทอง,  ข้าวโพดหวาน ,ยอดแค ,ถั่วพู(2ชนิดนี้ห้ามขาด),บลอคโคลี่หรือกะหล่ำดอก ,ถั่วหวาน และคะน้าฮ่องกง(ผักผลไม้ 5 ชนิดแรกใช้นึ่ง) นำทั้ง 10 ชนิด หั่นเป็นชิ้นๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อย จากนั้นนำมารับประทานหนัก 1 กก./วันกับธัญพืช อาบน้ำร้อนสลับเย็นหรือเย็นสลับร้อนอย่างละ 2 นาที รวมเวลา 10 นาที 1 ครั้ง/วัน เตรียมน้ำร้อนโดยใช้เครื่องทำน้ำร้อน เตรียมน้ำเย็นโดยหาถังน้ำใส่น้ำแข็งแล้วอาบร้อนจัดและเย็นจัดเท่าที่ร่างกายทนได้ ภูมิต้านทานโรคทั้งสิ้น 2 จำพวก จะถูกกระตุ้นขึ้นมาทำหน้าที่อย่างแข็งขัน การออกกำลังกาย เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 45 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วิธีการรักษามะเร็งแบบธรรมชาติง่ายๆ 4 ข้อ ดังนี้</strong></p>
<ol>
<li>จิตใจ ต้องสู้</li>
<li>อาหารงดเว้นเนื้อสัตว์ แล้วหันมารับประทานอาหารที่มะเร็งไม่รับประทาน 15 ชนิด ได้แก่
<ul>
<li>ธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้อง , ข้าวม้ง ,ข้าวบาเล่ย์ , ข้าวสาลี, และลูกเดือย นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้า</li>
</ul>
<ul>
<li>ผักผลไม้ 10 ชนิด ได้แก่หอมหัวใหญ่ ,มันฝรั่ง,หรือมันเทศ ,กล้วยน้ำว้าสุก (8 ลูก/วัน),ฟักทอง,  ข้าวโพดหวาน ,ยอดแค ,ถั่วพู(2ชนิดนี้ห้ามขาด),บลอคโคลี่หรือกะหล่ำดอก ,ถั่วหวาน และคะน้าฮ่องกง(ผักผลไม้ 5 ชนิดแรกใช้นึ่ง) นำทั้ง 10 ชนิด หั่นเป็นชิ้นๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อย จากนั้นนำมารับประทานหนัก 1 กก./วันกับธัญพืช</li>
</ul>
</li>
<li>อาบน้ำร้อนสลับเย็นหรือเย็นสลับร้อนอย่างละ 2 นาที รวมเวลา 10 นาที 1 ครั้ง/วัน เตรียมน้ำร้อนโดยใช้เครื่องทำน้ำร้อน เตรียมน้ำเย็นโดยหาถังน้ำใส่น้ำแข็งแล้วอาบร้อนจัดและเย็นจัดเท่าที่ร่างกายทนได้ ภูมิต้านทานโรคทั้งสิ้น 2 จำพวก จะถูกกระตุ้นขึ้นมาทำหน้าที่อย่างแข็งขัน</li>
<li>การออกกำลังกาย เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 45 นาที/ วัน</li>
</ol>
<p>ข้อมูลจาก : FWD เมล์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>ผมรักษามะเร็งด้วยตนเอง โดยวิธีธรรมชาติบำบัด ได้ผลมาก หายเป็นปกติมา 7 ปีแล้วครับ</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jun 2010 13:59:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[รักษามะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพรบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าปักกิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[หญ้าเทวดา]]></category>
		<category><![CDATA[เล่งจือเฉ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=511</guid>
		<description><![CDATA[นายมนตรี อติพยัคฆ์ ป่วยเป็นมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ ระยะที่ 3 หลังจากผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออก เซลล์มะเร็งได้ลุกลามต่อมน้ำเหลืองไปแล้วมีโอกาสมากที่จะกระจายสู่จุด อันตรายที่สุดคือตับ และอวัยวะส่วนต่างๆในช่องท้อง แต่ก็ได้ตัดสินใจรักษาโดยธรรมชาติบำบัดทันที (ยุทธศาสตร์ 4 อ.) โดยไม่ขอรับเคมีบำบัดและรังสีรักษาตามแผนการรักษาของแพทย์ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ในความเห็น ของแพทย์สรุปว่าโอกาสที่จะอยู่รอดถึง 2 ปีหลังการผ่าตัดอาจจะต่ำกว่า 50% ซึ่งก็มีเหตุผลที่ต้องเชื่อ แต่ผมก็เชื่อใน&#8221;ทางเลือกใหม่&#8221;ว่าอาจจะทำให้ผมอยู่ได้เป็นสิบปี ซึ่งก็เกินพอแล้วสำหรับสภาวะเช่นนี้ แต่ถ้าจะอยู่ได้ ต่อไปอีกก็เป็นเรื่องที่ดีในการใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุข ผมตัดสินใจใช้ทฤษฏีบำบัดมะเร็ง ของ นพ.แมกซ์ เกอร์สัน บิดาแห่งนักธรรมชาติบำบัด และจากหลักการของอาหารแมคโครไบโอติกส์ มาดัดแปลงรักษาตนเองให้เป็น วิถีไทยๆ ด้วยวิธีคิด ด้วยเหตุด้วยผลจนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้าใช้วิธีนี้ต้องไม่ตายแน่ เอาชีวิตตัวเองเดิมพันเลย ผมได้ตรวจเช็คเลือด CEA (Carcinoembryonic Antigen) ทุก 3 เดือน ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติหลังการผ่าตัด ค่าของ CEA ขึ้นๆลงๆ เคยอยู่ในระดับปกติดีที่สุดที่ 1.1 ng/ml สูงกว่าปกติที่ 5.1 และกลับมาที่ 4.4 และสูงขึ้นไปที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นายมนตรี อติพยัคฆ์  ป่วยเป็นมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ ระยะที่ 3  หลังจากผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออก  เซลล์มะเร็งได้ลุกลามต่อมน้ำเหลืองไปแล้วมีโอกาสมากที่จะกระจายสู่จุด อันตรายที่สุดคือตับ และอวัยวะส่วนต่างๆในช่องท้อง<strong><span style="text-decoration: underline;"> แต่ก็ได้ตัดสินใจรักษาโดยธรรมชาติบำบัดทันที (ยุทธศาสตร์ 4  อ.) </span></strong> โดยไม่ขอรับเคมีบำบัดและรังสีรักษาตามแผนการรักษาของแพทย์  ซึ่งในกรณีเช่นนี้ในความเห็น ของแพทย์สรุปว่าโอกาสที่จะอยู่รอดถึง 2  ปีหลังการผ่าตัดอาจจะต่ำกว่า 50% ซึ่งก็มีเหตุผลที่ต้องเชื่อ  แต่ผมก็เชื่อใน&#8221;ทางเลือกใหม่&#8221;ว่าอาจจะทำให้ผมอยู่ได้เป็นสิบปี  ซึ่งก็เกินพอแล้วสำหรับสภาวะเช่นนี้ แต่ถ้าจะอยู่ได้  ต่อไปอีกก็เป็นเรื่องที่ดีในการใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุข  ผมตัดสินใจใช้ทฤษฏีบำบัดมะเร็ง ของ นพ.แมกซ์ เกอร์สัน  บิดาแห่งนักธรรมชาติบำบัด และจากหลักการของอาหารแมคโครไบโอติกส์  มาดัดแปลงรักษาตนเองให้เป็น วิถีไทยๆ ด้วยวิธีคิด  ด้วยเหตุด้วยผลจนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้าใช้วิธีนี้ต้องไม่ตายแน่  เอาชีวิตตัวเองเดิมพันเลย</p>
<p>ผมได้ตรวจเช็คเลือด CEA  (Carcinoembryonic Antigen) ทุก 3 เดือน  ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติหลังการผ่าตัด ค่าของ CEA ขึ้นๆลงๆ  เคยอยู่ในระดับปกติดีที่สุดที่ 1.1 ng/ml สูงกว่าปกติที่ 5.1 และกลับมาที่  4.4 และสูงขึ้นไปที่ 8.7 (ก่อนผ่าตัดขึ้นกว่า 40) การเจาะเลือด CEA  นั้นเป็นการตรวจหา Antigen ของเซลล์มะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่  คนปกติที่ไม่สูบบุหรี่จะมีค่าไม่เกิน 5 หน่วย ถ้ามีมะเร็งก็อาจขึ้นไปอีก  ถ้าถึง 10 หน่วยก็ควรต้อง CT-Scan ดูแล้ว ถ้าถึง 20  หน่วยก็อาจจะเริ่มลุกลาม ถ้าขึ้นไปเป็น 100 เป็น 1000 ก็ถึงขั้นแพร่กระจาย  (Metastatis) มะเร็งระยะเริ่มต้นนั้นค่าของ CEA ไม่มีอะไรคงที่  ตัวเลขบ่งชี้อาจขึ้นอยู่กับปริมาณสารก่อมะเร็งในร่างกาย  รวมทั้งสภาวะต่างๆในร่างกายและจิตใจ  ซึ่งเรื่องนี้เราก็สามารถควบคุมได้ระดับหนึ่ง จึงไม่ยึดเอา CEA  เป็นเหตุให้เครียด แต่จะดูว่าสุขภาพตัวเองเป็นอย่างไร ดีขึ้น  แข็งแรงขึ้นหรือเปล่า มีชีวิตที่ปกติสุขหรือเปล่า ยังกินได้นอนหลับ  น้ำหนักไม่ลด คุณภาพชีวิตยังดี ก็ถือว่าเราควบคุมมะเร็ง  ให้หยุดนิ่งได้บ้างก็น่าจะสบายใจสบายกายขึ้นบ้างไม่ใช่หรือ  ซึ่งผมก็เป็นเช่นว่านี้ ที่เป็นเช่นนี้ผมเชื่อว่า</p>
<h3><strong>เป็น เพราะการทานอาหารมังสวิรัติและการปฏิบัติตัวตาม &#8220;ยุทธศาสตร์ 4อ.&#8221;  ของผมนั่นเอง</strong></h3>
<p>ผู้ปฏิบัติควรเรียนรู้  วิธีกินอาหารมังสวิรัติให้ได้สารอาหารครบ เหมือนกับอาหารปกติ  ไม่ต้องกลัวขาดโปรตีน (ไม่เช่นนั้น ช้าง ม้า วัว  ควายมันจะเติบโตได้อย่างไร)ความจริงแล้วเซลล์ในร่างกายผลิตกรดอะมิโนได้  14ชนิด ต้องการจากอาหารอีก 8 ชนิด คนที่ทานมังสวิรัติ  ถ้ารู้หลักก็จะได้สารอาหารครบ 5 หมู่อยู่แล้ว แพทย์ปัจจุบันมัก  จะแนะนำผู้ป่วยมะเร็งให้ทานอาหาร 5 หมู่ แต่ไม่บอกว่าควรจะลดละเลิกอะไรบ้าง  แถมบางท่านยังบอกว่าให้ทานเนื้อนมไข่  หมูเห็ดเป็ดไก่ได้ตามสบายเสียอีก(เพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงสู้กับเคมีบำบัด  และได้รับเม็ดเลือดขาวที่ถูกทำลายจากคีโมมาชดเชย)</p>
<p>ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนได้รับการผ่าตัดก้อนมะเร็งออกไปแล้วแต่กลับไปทานอาหาร  ประเภทเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม  กลับไปกินเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดงที่ให้โปรตีนและไขมันสูง(ไปบำรุงให้เซลล์ มะเร็งเติบโตอีก) เริ่มแตะเหล้า เบียร์ บุหรี่ กินอาหารสารพิษปนเปื้อน  กินเนื้อสัตว์ปิ้ง ย่างไหม้เกรียม รมควัน (เริ่มสะสมสารก่อมะเร็งอีก)  วันดีคืนดีมะเร็งก็เลยกลับมา  รู้ตัวอีกครั้งก็สายเกินแก้เสียแล้วนี่แหละการที่แพทย์ปัจจุบันไม่เปิดใจ กว้างให้กับความสำคัญของ &#8220;โภชนบำบัด&#8221; ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการ</p>
<p><strong>แพทย์ ทางเลือก (Altanative Medicine) ทำให้การรักษามะเร็งอาจถึงทางตันได้  ดังนั้นการแพทย์แบบ ประสมประสาน (Integrated Medicine)  ซึ่งใช้การแพทย์ปัจจุบันเป็นหลักและการแพทย์ทางเลือกมาเสริมจึงเป็น  ทางออกที่ดีที่สุดในยุคแห่งบูรณาการ</strong></p>
<p>หลัง ผ่าตัด : ผมย้ายมาเจาะเลือดติดตามผล CEA  และตรวจระบบทางเดินอาหารด้วยเครื่องมือต่างๆที่ รพ.ใกล้ บ้าน (ใช้บริการ 30  บาท ฯ) การบำบัดด้วยตนเองยังคงใช้ &#8220;ยุทธศาสตร์ 4อ.&#8221; สนับสนุนด้วย  &#8220;หญ้าเทวดา&#8221;</p>
<p>หลังผ่าตัด 1 ปี : CEA ขึ้นมาที่ 8.7 ng/ml  ตรวจ CT-Scan พบก้อนเนื้อ 4&#215;2 ซ.ม.ในลำไส้ใหญ่ส่วนต้น หมอนัด อีก 2  อาทิตย์ให้ไปทำ Colonoscopy (ส่องกล้องลำไส้ใหญ่)  ผมมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างสูงที่จะต้องทำให้ก้อน  เนื้อนั้นหายไปให้ได้ด้วยพลังแห่งระบบภูมิคุ้มกัน(Immune System)  จึงเร่งปฏิบัติ &#8220;ยุทธศาสตร์ 4อ.&#8221;อย่างเข้มข้น จริงจัง  บูรณาการระบบชีวิตประจำวันใหม่ตาม &#8220;หลัก10 ข้อ สู้มะเร็ง&#8221;  ทานอาหารแบบชนิดต้านมะเร็งอย่างเคร่งครัด  พร้อมทั้งทานวิตามินเอเบต้าแคโรทีน วิตามินซี-ดี-อี หญ้าเทวดา(ปักกิ่ง)  ผักใบเขียวทั้งสดและนำมาปั่นทานวันละหลายครั้ง ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ  ทำจิตใจให้มั่นคง ตัดความหวาดหวั่น วิตกจริต  เชื่อมั่นและศรัทธาในแนวทางที่ตนเองบำบัด อยู่ด้วยพลังใจ  คิดๆๆๆว่าก้อนมะเร็งต้องหายไป และทั้งหมดนี้ก็ประสบผลสำเร็จ  วันส่องกล้องไม่พบเนื้องอกในลำไส้  รอดพ้นผ่าตัดครั้งที่สองไปอย่างปาฏิหาริย์ หลังจากนั้นอีก 2  เดือนก็ไปตรวจเลือดอีกครั้งอีกครั้งปรากฏว่าค่า CEA ออกมาเยี่ยมมากแค่ 1.8  ng/ml ตัวเลขต่ำน่าพอใจมาก(ค่าปกติ 0-5 ng/ml) หลังจากนั้นอีก 3  เดือนก็ไปตรวจ CEA อีก ปรากฏว่าผลออกมายิ่งดี อยู่ที่ 1.1 ng/ml  (เหตุที่มะเร็งกลับมาในครั้งนั้นสงสัยว่าอาจจะเป็นเพราะผมกลับไป  กินเนื้อปลาอีก เหมือนกับกรณีที่หมออารีย์เผลอตัวไปกินไก่ย่างส้มตำ หรือ  อาจารย์หม่อม(ธันย์ โสภาคย์)ชล่าใจ กลับไปกินเนื้อปลา และขนมหวาน)</p>
<p>การตรวจ ครั้งสำคัญ : (18/03/47)  เป็นการตรวจครั้งสำคัญในโอกาสที่ครบสองปีหลังการผ่าตัด ปรากฏว่า ค่า CEA  ดีเยิ่ยมอยู่ที่ 1.4 ng/ml ผลการตรวจการทำหน้าที่ของตับ LFT (Liver  Function Test) และ Ultrasound ช่องท้องออกมาปกติ ผล x-ray ปอดปกติ  ก็เป็นอันว่าผมอยู่ในภาวะที่ปกติแน่นอนแล้ว  ดีใจมากที่ตัดสินใจได้ถูกต้องในการรักษามะเร็งด้วยตนเองด้วยความเชื่อมั่นใน ด้านธรรมชาติบำบัด และด้วยจิตใจที่มั่นคง  เชื่อมั่นในวิธีคิดวิธีปฏิบัติของตัวเอง ..(การตรวจเลือด 22/6/48  ผลยังออกมาดีมาก ค่าCEA อยู่ที่ 1.7 ng/ml )</p>
<p><strong>ปัจจุบัน  : สุขภาพร่างกายเป็นปกติแล้ว  ไม่มีอะไรบ่งบอกหรือส่งสัญญาณว่ามะเร็งจะกลับมา เรื่องตรวจ CEA  ก็เลยเลิกลากันไป</strong></p>
<h4>สภาพร่างกาย : กินได้ นอนหลับ  แข็งแรง รูปร่างดี (ได้น้ำหนักสัมพันธ์กับส่วนสูง) ระบบขับถ่ายดีเยี่ยม  ดีกว่า ก่อนเป็นมะเร็งลำไส้เสียอีก (อาหารมังสวิรัติช่วยได้มาก)  <span style="text-decoration: underline;"><strong>&#8230;.  ลาก่อนอาหาร/ขนมที่ทำจากเนื้อสัตว์ แป้งขัดขาว นม เนย ไข่ น้ำตาลทรายขาว  กะทิ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีเส้นใยอาหาร (Fibre)  และบางชนิดมีไขมันชนิดไม่ดีและสารปนเปื้อนเป็นเหตุให้ท้องไส้ผิดปกติ  ท้องผูก แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย ปวดท้อง</strong></span></h4>
<p><strong>&#8230;.  ขอลาอย่างถาวรเลยอาการทั้งหลายที่ว่านั้น !</strong></p>
<h4>สุขภาพ :  สุขภาพทั่วๆไปอยู่ในระดับที่ดี  (ดีกว่าเพื่อนๆที่ไม่ได้เป็นมะเร็งในวัยเดียวกันหลายคน)  ผลพลอยได้จากการรักษามะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัด  นอกจากมะเร็งจะหายแล้วยังทำให้ร่างกายเป็นเขตปลอดเบาหวาน ความดันโลหิตสูง  ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เข่าเสื่อม ไตเสื่อม อวัยวะต่างๆก็ทำหน้าที่ปกติ  เช่น ปอด ตับ หัวใจ ฯลฯ ภูมิคุ้มกันแข็งแรงทำให้ร่างกายไม่เสื่อมสมรรถภาพ  เลือดลมดี โรคภัยไม่ค่อยมารบกวน แม้กระทั่งไข้หวัดจะมีบ้างก็เป็นปี</h4>
<p><strong>สภาพจิตใจ : สงบ สบาย ไร้กังวล  มีความมั่นใจว่าตัวเองได้หายจากโรคมะเร็งแล้ว</strong></p>
<h2>กิจวัตรประจำวัน :</h2>
<p><strong>เช้ามืด </strong>ออกกำลังกายบริเวณสวนที่เต็มไปด้วยแมกไม้สีเขียวแหล่งฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ โดยการจ็อกกิ้ง ประมาณ 1 ก.ม. เสร็จแล้วพักสูดอากาศยามเช้า  (นำออกซิเจนสดๆเข้าไปให้ปอดฟอกเลือดเก่าซึ่งมีสีดำเพื่อจะ  ได้เลือดใหม่สีแดงสมบูรณ์ด้วยออกซิเจนส่งไปให้หัวใจสูบฉีดไปทั่วร่างกาย)  หลังจากนั้นออกกำลังกายต่อ เริ่ม ต้นด้วย sit-up บริหารหน้าท้อง  แกว่งแขนบริหารลมปราณ ดัดเนื้อดัดตัวอีกนิดหน่อยตามรูปแบบของโยคะ  ชาร์จจักระ(พลังจักรวาล)เป็นอันจบการบริหารกายและจิต  เสร็จแล้วก็เดินเล่นในสวนพร้อมสุนัข กลับเข้าบ้านทานหญ้าเทวดา(ปักกิ่ง) 3  เม็ดก่อนอาหารเช้าซึ่งประกอบด้วย โจ๊กข้าวกล้อง  ซุปมิโสะ(เต้าเจี้ยวบดญี่ปุ่น)ผสมสาหร่ายญี่ปุ่นวากาเม่ะ ขนมปังโฮลวีทปิ้ง 2  แผ่น กล้วยน้ำว้า 2 ลูก หลังอาหารเช้าทานว่านรางจืด 3แคบซูล  (ทั้งหญ้าเทวดาและว่านรางจืดทานวันละ 3 มื้อก่อน/หลังอาหาร ทาน 7 วัน เว้น 4  วัน) ทำ Detox อาทิตย์ละ 2 ครั้ง</p>
<p>จาก นั้นก็หาอะไรทำเพลินๆเช่น รดน้ำต้นไม้ ตัดแต่งกิ่งใบ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน  กวาดใบไม้ ล้างรถบ้าง ซักผ้า รีดผ้าบ้าง เปิดทีวีดูรายการข่าว  อ่านหนังสือพิมพ์ เสร็จแล้วก็ดื่มน้ำเต้าหู้(จืด)ผสมลูกเดือย ทานกับ  Cornflakes(ข้าวโพดอบเป็นเกล็ดๆ) อาบน้ำ สวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิประมาณ  1 ชั่วโมง ทำอาหารกลางวัน (ก๋วยเตี๋ยวน้ำเส้น ข้าวกล้อง)  ผัดมักกะโรนีบ้างสปาเก็ตตี้บ้าง ดิ่มน้ำปั่นแครอท,ฟักทอง,ข้าวโพด ,งาดำ  บางครั้งก็มีหัวมันต้มสีม่วง(มันต่อเผือก) ทานทั้งเปลือก ฟักทองนึ่ง</p>
<p>หลัง จากนั้นก็พักผ่อน ดูทีวี อ่านหนังสือทั่วๆไปบ้าง เข้าอินเตอร์เน็ตบ้าง  โทรศัพท์บ้าง จนบ่ายแก่ๆก็ทานผลไม้(ไม่หวาน)  ขนมขบเคี้ยวต่างๆที่ทำจากธัญพืช น้ำผักสุขภาพ  ถึงเวลาทานอาหารเย็นก็จะทานข้าวบ้างละ เป็นข้าวซ้อมมือแท้ๆ (สีน้ำตาลเข้ม)  หุงรวมกับถั่วแดงและลูกเดือย(เพื่อเพิ่มกรดอมิโนให้ครบถ้วน)  หุงสุกแล้วโรยด้วยจมูกข้าว  งาดำคั่วทานกับต้มจับฉ่ายสลับกับสตูซึ่งมีส่วนผสมหลักคือ แครอท มันฝรั่ง  มันเทศ ฟักทอง ผสมถั่วแดง ถั่วแขก ถั่วลันเตา นอกจากนั้นก็จะมีแกงส้ม  แกงเลียงกินได้เป็นอาทิตย์ บางครั้งก็มีอย่างอื่น เช่นผัดปรุงรสต่างๆ  เนื้อเทียมต่างชนิดทำด้วยโปรตีนเกษตร ผสมเห็ด ข้าวโพด  หรือทำด้วยแป้งผสมถั่วเหลือง หัวบุกและแครอต นำมาผัดซ้อสต่างๆ อร่อยมาก</p>
<p>จากนั้น ก็ออกไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ กลับมาทำโยคะ  จนกระทั่งใกล้ค่ำจึงกลับมาสวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ  รักษาตัวเองด้วยพลังจักวาล เสร็จแล้วก็อาบน้ำ พักผ่อนดูทีวี  ดื่มน้ำเต้าหู้เปิดวิทยุฟังเพลง ดูหนังที่เช่ามา อ่านหนังสือ  จนถึงเวลานอนประมาณ ห้าทุ่มทุกวัน ทั้งหมดเป็นกิจวัตรธรรมชาติบำบัดประจำวัน</p>
<p>จะเห็นได้ว่าครบ 4 อ. คือ อารมณ์ อาหาร อากาศ  ออกกำลังกาย สำหรับกิจกรรมพิเศษก็มีอีกหลายอย่าง เช่น  เช้าวันเสาร์อาทิตย์ต้องใส่บาตรพระสงฆ์ที่เดินมาหน้าบ้าน ว่ายน้ำ  แล้วขับรถเข้าเมืองไปทานอาหารเที่ยงที่ชมรมมังสวิรัติจตุจักร  เดินเลยไปที่ตลาดนัด ดูไม้ดอกไม้ประดับที่นำมาขาย  ไปดูเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีด้วยเปลือกไม้ธรรมชาติ  บางครั้งก็ถือโอกาศนั่งรถไฟใต้ดินที่สถานีใกล้กันเข้าไปเดินเล่นในเมืองแถวๆ สีลม ไปศูนย์ประชุมฯสิริกิติ์ ชมนิทรรศการที่สนใจ  แวะพักผ่อนที่สวนเบญจกิติที่อยู่ติดกัน บางครั้งก็ไปห้างสรรพสินค้า  ไปดูหนัง ดูหนังสือที่น่าสนใจ  นานๆทีก็ไปพักผ่อนสัมผัสธรรมชาติแถวเหนือๆที่ชอบโดยเฉพาะเชียงใหม่</p>
<p>กิจวัตรและกิจกรรมของผมแบบนี้แหละทำให้จิตใจร่าเริงเบิกบาน  ผลที่ได้ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ทรงประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณเซลล์  เม็ดเลือดขาวที่แข็งแกร่ง กระหายที่จะรุมกินโต๊ะเจ้าพลพรรคมะเร็ง</p>
<p>&#8230;เจ้า พวกเซลล์มะเร็งทั้งหลายเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เจอเข้าไป 2 เด้ง !  ไหนจะถูกเซลล์เม็ดเลือดขาวของผมตามไล่ล่าชีวิต  ไหนจะถูกตัดขาดจากอาหาร ชูกำลังประเภท หวาน มัน เค็ม ก็เลยหมดสภาพ กลับไปหมกเม็ดซ่อนตัว  รอที่จะได้อาหาร  บำรุงบำเรอให้แข็งแรงเพื่อจะได้กลับมาล้างแค้น  (ไม่ต้อง หวังหรอกนายมะเร็ง!)</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ข้อคิดที่ได้ : </strong></span>ความรู้สึกของผมในระหว่างที่กำลังเป็นเป็นมะเร็ง  เคยคิดเหมือนกันว่าชีวิตกำลังดำเนินอยู่ที่ปลาย สุดของปากเหว  พร้อมที่จะร่วงหล่นลงไปสู่ความตายได้ทุกเมื่อ แต่ในทางกลับกันถ้ามีสติ  ปัญญาและพลังใจใน การต่อสู้กับมะเร็งอย่าง&#8221;รู้เขารู้เรา&#8221;  ชีวิตที่อยู่คู่กับมะเร็งก็อาจจะมีคุณภาพ สภาพของเหวที่น่ากลัวก็อาจจะค่อยๆ  ตื้นเขินจนเป็นพื้นที่ธรรมชาติสวยงามที่ให้ความสดชื่นรื่นรมย์  เติมเต็มชีวิตที่เหลือให้มีความหวังครั้งใหม่ได้</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">หมายเหตุ  : </span></strong>แนวทางรักษามะเร็งของผมเป็นแนวทางที่ใช้ธรรมชาติบำบัด  ผลดีที่เกิดกับผมนั้นอาจจะแตกต่างกับ  ผู้ป่วยรายอื่นที่มีความไม่เหมือน กันทั้งในสภาพร่างกาย จิตใจ สภาพแวดล้อม ความมุ่งมั่น ความเพียรพยายาม  การ ตัดสินใจในกรณีต่างๆเป็นวิธีคิด วิธีปฏิบัติของผม เป็นเรื่องเฉพาะตัว  แม้กระทั่งการตัดสินใจไม่ใช้เคมีและรังสีบำบัด  ผู้ป่วยท่านอื่นๆจึงควร ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลัก</p>
<p>ถ้าจะใช้ การแพทย์ทางเลือกก็ต้องใช้ดุลพินิจและวิจารณญาณของท่านตลอดจนผู้ให้การ ปรึกษาของท่านเป็นหลัก  เพราะมีผู้ที่แอบอ้างเป็นแพทย์ทางเลือกบางคนมีพฤติกรรมที่ไม่จริงใจต่อผู้ ป่วยโดยให้ข้อแนะนำอย่างฉาบฉวย มุ่งที่จะขายวิตามิน  ในราคาที่ค่อนข้างสูงอย่างเดียว ขายกันเป็นชุดประกอบด้วยวิตามินสิบกว่าชนิด  กินกันวันละเป็นหมื่นๆมิลลิแกรม หมดแล้วให้มาซื้อใหม่ ไม่รู้จบ  ผู้ป่วยบางรายหมดเงินไปหลายหมื่นบาท  ซึ่งไม่ต่างจากแพทย์แผนปัจจุบันหลายท่านที่ไม่มี  ความจริงใจและความเป็นกันเองต่อผู้ป่วยคิดอย่างเดียวที่จะเสนอการใช้ยาเคมี ชนิดต่างๆที่แพงแสนแพงต่อผู้มีฐานะดี ใช้ครั้งละเป็นหมื่นเป็นแสนบาท  บางคนหมดไปกว่าสิบล้านแต่กลับมีอาการทรุดลงเรื่อยๆ  ส่วนผู้ป่วยที่มีฐานะยากจนแพทย์ก็จะ  กำหนดให้ใช้ยาเคมีแบบพื้นๆโดยตัวแพทย์เองก็รู้ทั้งรู้ว่าโอกาศที่มะเร็งจะ หายได้โดยวิธีดังกล่าวนี้มีเปอร์เซ็นต์ที่ค่อนข้างน้อย  ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในฐานะของผู้ป่วยทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการ รักษาโรคทั้งหลายโดยเฉพาะ</p>
<p>โรคร้ายอย่างมะเร็ง! ธรรมาภิบาล  และจริยธรรมยังเป็นปัญหาในวงการแพทย์ปัจจุบัน  ผมเองไม่ได้ต่อต้านในเรื่องนี้เพราะทั้งวิตามินสำเร็จรูปและยาเคมีก็มี ประโยชน์ไม่มากก็น้อย แต่ทุกอย่างมันอยู่ที่ความ  พอเหมาะพอควรในสถานภาพของแต่ละคน ผมเองก็ไม่ได้กินวิตามินสำเร็จรูป  และไม่ได้ใช้ทั้งคีโมและฉายแสงด้วย  แต่ผมก็อยู่ได้มาถึงวันนี้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ครบถ้วนโดยการใช้ปฏิบัติการ ทางธรรมชาติบำบัดอย่างเคร่งครัด เชื่อมั่น แน่วแน่  ศรัทธาในหนทางนี้อย่างมั่นคง.</p>
<p>ณ  วันนี้ถึงแม้ว่าผมจะอยู่ในสภาวะที่ปกติแล้วก็ตาม  แต่จะยึดแนวธรรมชาติบำบัดต่อไปในการดำเนินชีวิต  ไม่เช่นนั้นมะเร็งอาจกลับมาอีกรอบซึ่งเป็นไปได้มาก เห็นมามากแล้ว  ความประมาท กับ ความตาย เป็นของคู่กัน !</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>19</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>คำเตือนจากคุณหมอ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jun 2010 13:56:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=507</guid>
		<description><![CDATA[คำเตือนจากคุณหมอ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง Dr. Mercola&#8217;s Comments ผู้เขียนวารสารสุขภาพชื่อดังที่มีผู้อ่านมากที่สุดในโลก  หลีกเลียงสารเคมี สารปรุงแต่งใน อาหาร หรือส่วนประกอบในอาหารที่เพิ่มความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคมะเร็ง อาหารที่ผ่านขบวนปรุงแต่งในอุตสาหกรรม เช่น อาหารกระป๋อง  น้ำอัดลม ขนมหรืออาหารทีมีสารเคมีเจือปน ยากันบูด สารถนอมอาหาร หรือปรุงแต่งรสชาติ มีส่วนก่อให้เกิด หรือกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งร้ายในมนุษย์ ควรหลีกเลี่ยง  ดังนี้ สารโซเดียมไนเตรท สารถนอมอาหารไม่ให้บูดเน่า ซึ่งใช้ในเป็นส่วนประกอบ สำคัญ ในการปรุงแต่งรสชาติใน แฮม เบคอน ปลารมควัน เนื้อปรุงรส มีสารก่อมะเร็งหลาย ๆ ชนิด สารกันหืน ในหมากฝรั่ง มันฝรั่งทอด น้ำมันปรุงอาหารบางชนิด ซึ่งเป็นตัวเร่งการเกิดโรคมะเร็ง สารกันบูด หรือ ถนอมอาหาร ทีใช้ในเนื้อสัตว์ ก้อนซุปไก่ หมู เนื้อ ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม ผงชูรส MSG ที่ใช้ปรุงแต่งรสชาติในน้ำซุป น้ำสลัด อาหารทั่วไป ไขมันเลว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>คำเตือนจากคุณหมอ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง<br />
Dr.   Mercola&#8217;s  Comments</h2>
<p>ผู้เขียนวารสารสุขภาพชื่อดังที่มีผู้อ่านมากที่สุดในโลก  หลีกเลียงสารเคมี สารปรุงแต่งใน อาหาร  หรือส่วนประกอบในอาหารที่เพิ่มความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคมะเร็ง  อาหารที่ผ่านขบวนปรุงแต่งในอุตสาหกรรม เช่น อาหารกระป๋อง  น้ำอัดลม  ขนมหรืออาหารทีมีสารเคมีเจือปน ยากันบูด สารถนอมอาหาร หรือปรุงแต่งรสชาติ  มีส่วนก่อให้เกิด หรือกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งร้ายในมนุษย์ ควรหลีกเลี่ยง  ดังนี้</p>
<ol>
<li>สารโซเดียมไนเตรท สารถนอมอาหารไม่ให้บูดเน่า ซึ่งใช้ในเป็นส่วนประกอบ สำคัญ ในการปรุงแต่งรสชาติใน แฮม เบคอน ปลารมควัน เนื้อปรุงรส  มีสารก่อมะเร็งหลาย ๆ ชนิด</li>
<li>สารกันหืน ในหมากฝรั่ง มันฝรั่งทอด น้ำมันปรุงอาหารบางชนิด  ซึ่งเป็นตัวเร่งการเกิดโรคมะเร็ง</li>
<li>สารกันบูด หรือ ถนอมอาหาร ทีใช้ในเนื้อสัตว์  ก้อนซุปไก่ หมู เนื้อ ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม</li>
<li>ผงชูรส MSG  ที่ใช้ปรุงแต่งรสชาติในน้ำซุป น้ำสลัด อาหารทั่วไป</li>
<li>ไขมันเลว  ก่อให้เกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด โรคหัวใจ เป็นส่วนผสมสำคัญในอาหารฟาสฟูด  หรืออาหารขยะเกือบทุกชนิด</li>
<li>น้ำตาลเทียม น้ำตาลสังเคราะห์ หรือ  สารให้ความหวานใช้เป็นส่วนผสมในขนมหลาย ๆ ชนิด ที่โฆษณามีแคลอรี่ต่ำ  ขนมเจลลี่ น้ำอัดลม น้ำหวาน เครื่องดื่ม ชนิดต่าง ๆ มีสารก่อมะเร็ง</li>
<li>สารให้ความหวานสังเคราะห์ ที่ใช้ในขนม  เบเกอรี่ชนิดต่าง ๆ หมากฝรั่ง และขนมหวานบางชนิดมีส่วนผสมที่เป็น  สารก่อมะเร็ง</li>
<li>สีผสมอาหาร เป็นสารเคมีสังเคราะห์ ที่ใช้ในขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว ลูกกวาด  ไอศครีม น้ำอัดลม ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ มากมาย โดยเฉพาะโรคไต  นอกจากโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิจัยอังกฤษ  บางท่านได้ชี้ว่า สีผสมอาหารมีส่วนทำลายเซลส์สมองในเด็กเล็ก ๆ</li>
<li> ไขมันเทียม หรือไขมันสังเคราะห์  ใช้ในมันฝรั่งทอด ขนมฝรั่งบางชนิด ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ  โดยเฉพาะในระบบย่อยอาหาร หรือท้องอืด</li>
<li>Potassium Bromate สารตัวเร่งที่ใช้ในการผลิตขนมปัง  บางชนิด ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในสัตว์ทดลอง  ในยุโรปมีการสั่งห้ามใช้สารเคมีชนิดนี้ในการผลิตอาหาร</li>
<li>น้ำตาลทรายฟอกขาว  เนื่องจากสารเคมีที่ใช้ในการฟอกขาวตกค้างเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก</li>
<li>เกลือ  ถ้ารับประทานมากเกินควรหรือบ่อยครั้ง ก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง  โรคหัวใจและไตเสื่อม พิการ</li>
<li>ควรหลีกเลี่ยงส่วนประกอบ หรือ  สารปรุงแต่ง ตามที่กล่าวข้างต้น ควรหันมาทานผักผลไม้สด อาหารปรุงเอง  เช่นน้ำผลไม้ที่ปั่น หรือ คั้นเองสด ๆ ควรเลือกผัก ผลไม้ปลอด หรือ  ไร้สารพิษ หลีกเลี่ยงอาหาร หรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์</li>
</ol>
<p>ข้อมูล จาก Sources: Dr. Mercola&#8217;s Comments   ,  พลวัฒน์สู้มะเร็ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	<price></price>	</item>
		<item>
		<title>อาหารที่ควรทาน และไม่ควรทานเมื่อเป็นมะเร็ง</title>
		<link>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Mar 2010 16:01:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารสำหรับคนเป็นมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.jatuka.com/?p=484</guid>
		<description><![CDATA[ให้ทาน ข้าวกล้อง แทนข้าวขาว ให้เลือกข้าวกล้องหอมมะลิ (จะนุ่มไม่แข็ง) โดยหุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าทั่วไป ใส่น้ำมากกว่าปกตินิดหน่อย (พอใกล้สุกก็โรยงาดำซักหน่อยก็ดีค่ะ) งาดำ ลูกเดือย เต้าหู้ แทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ (ช่วงแรกถ้าทำได้อยากให้งดเต้าหู้ก่อน) ผักสดต่างๆ เช่น คึ่นไช่ กระหล่ำปลี บล๊อกโคลี่ แครอท พริกหวาน มะเขือเทศ ตำลึง ฟักทอง ผักกาดหอม หอมใหญ่ พวกเครื่องแกงต่างๆ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก กระชาย ขมิ้น สะระแหน่ หอม-ผักชี ให้ทานทุกอาทิตย์ อาจทำแกงต้มยำไม่ใส่เนื้อสัตว์ โดยกินแต่น้ำทุกอาทิตย์ ผลไม้ไม่หวาน เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอ๊ปเปิ้ลเขียว เป็นต้น ถ้ามีเวลา ให้ทำน้ำผลไม้คั้น หรือคั้นน้ำผักผสมผลไม้ สลับทานทุกวัน เป็นประจำ น้ำสมุนไพรต่าง เช่น น้ำใบบัวบก หญ้าปักกิ่ง คั้นน้ำทาน หรือทานสดๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><strong>ให้ทาน</strong></h2>
<ul>
<li>ข้าวกล้อง แทนข้าวขาว ให้เลือกข้าวกล้องหอมมะลิ (จะนุ่มไม่แข็ง) โดยหุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าทั่วไป ใส่น้ำมากกว่าปกตินิดหน่อย (พอใกล้สุกก็โรยงาดำซักหน่อยก็ดีค่ะ)</li>
<li>งาดำ ลูกเดือย เต้าหู้ แทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ (ช่วงแรกถ้าทำได้อยากให้งดเต้าหู้ก่อน)</li>
<li>ผักสดต่างๆ เช่น คึ่นไช่ กระหล่ำปลี บล๊อกโคลี่ แครอท พริกหวาน มะเขือเทศ ตำลึง ฟักทอง ผักกาดหอม หอมใหญ่</li>
<li>พวกเครื่องแกงต่างๆ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก กระชาย ขมิ้น สะระแหน่ หอม-ผักชี ให้ทานทุกอาทิตย์ อาจทำแกงต้มยำไม่ใส่เนื้อสัตว์ โดยกินแต่น้ำทุกอาทิตย์</li>
<li>ผลไม้ไม่หวาน เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอ๊ปเปิ้ลเขียว เป็นต้น</li>
<li>ถ้ามีเวลา ให้ทำน้ำผลไม้คั้น หรือคั้นน้ำผักผสมผลไม้ สลับทานทุกวัน เป็นประจำ</li>
<li>น้ำสมุนไพรต่าง เช่น น้ำใบบัวบก หญ้าปักกิ่ง คั้นน้ำทาน หรือทานสดๆ ได้ยิ่งดี</li>
<li>พวกผักต่างๆ ต้องล้างสารพิษ ถ้าจะให้ดีใช้ผงคาร์บอน ได้ผลดีที่สุดเลย (คือเราทานแต่ผักก็จริง แต่ไม่ได้เอาสารเคมีที่เป็นพิษออก ก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์ ยิ่งจะเป็นโทษมากกว่าด้วย อันนี้สำคัญมากๆเลยค่ะ)</li>
<li>ระหว่างรักษาตัวให้สอบถามอาการข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น หรืออาการที่ต้องระวัง จากคุณหมอที่ทำการรักษาเสมอ และเมื่อกลับจากโรงพยาบาลเพื่อไปพักผ่อนที่บ้าน ก็ให้หมั่นสังเกตุอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นอาการที่ได้สอบถามกับคุณหมอว่าเป็นอาการที่ผิดปกติ ต้องรีบกลับไปพบคุณหมอโดยเร็วที่สุด แต่ถ้าเป็นอาการทั่วไปที่ดูแล้วไม่ผิดปกติ ให้จดบันทึกเพื่อจะได้นำไปสอบถามกับคุณหมอในการนัดครั้งต่อไป เพราะตัวเองเท่านั้นที่จะเป็นผู้ที่เข้าใจสิ่งผิดปกติในร่างกายของเราได้ดี ที่สุด เพื่อจะได้หาทางป้องกัน แก้ไข และรักษาได้ทันท่วงที</li>
</ul>
<h2>ห้ามรับประทาน</h2>
<ul>
<li>เนื้อสัตว์ทุกชนิด</li>
<li>ของเค็ม</li>
<li>ของหวาน(รวมถึงพวกผลไม้หวานๆ)</li>
<li>ของมัน(พวกกระทิ, ของทอดต่างๆ)</li>
<li> และอาหารหมักดอง</li>
<li>หรือรมควัน เช่น กุญเชียง แหนม หมูยอ ไส้กรอก เป็นต้น</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.jatuka.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>13</slash:comments>
	<price></price>	</item>
	</channel>
</rss>

